ในหลวง ร.9 : “ตุลาการหมายเลข 1” กับ “แสง”แห่ง วิกฤต รธน. 2549

คำบรรยายวิดีโอ, จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เล่าถึงพระอัจฉริยภาพของในหลวง ร.9 ที่ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านศาลครั้งแรก นำประเทศออกจากวิกฤตการเมืองปี 2549
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published

สถาบันตุลาการคือ 1 ใน 3 เสาหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จากปากคำของตุลาการผู้อยู่ในเหตุการณ์ เล่าถึงพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านศาล เพียงครั้งแรกและครั้งเดียวเพื่อแก้วิกฤตทางการเมืองปี 2549

"ถ้าสงสัยว่าท่านทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง ข้าพเจ้าเดือดร้อน ที่เดือดร้อนเพราะเมื่อปฏิบัติอะไรในพระปรมาภิไธย พูดง่าย ๆ ในนามของพระเจ้าอยู่หัว ถ้าทำอะไรที่มิดีมิชอบ พระเจ้าอยู่หัวก็เป็นคนที่ทำมิดีมิชอบ.."

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือข้อเตือนใจที่ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จดจำขึ้นใจตลอดเวลา 37 ปีของการปฏิบัติหน้าที่ "ศาลในพระปรมาภิไธย"

ศาลปกครอง

เขาเริ่มรับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา หลังผ่านการฝึกปรือกับผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งจรัญเรียกว่า "ท่านติวเตอร์" จนแน่ใจว่าทำหน้าที่ได้ ก็ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาเต็มตัวในปี 2523

รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้พิพากษาเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ และถือเป็นแนวทางปฏิบัติตลอดรัชสมัยของรัชกาลที่ 9 ว่าหลังถวายสัตย์ฯ พระองค์จะพระราชทานพระบรมราโชวาท เพื่อแนะนำ ตักเตือน สั่งสอน หรือเป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติ

"กระแสรับสั่งที่ต้องมีทุกวาระก็คือขอให้ถือความยุติธรรมเป็นสำคัญ กฎหมายไม่ใช่จุดหมายปลายทางในตัวเองเสมอไป แต่เป็นเพียงเครื่องมือที่จะพาท่านทั้งหลายไปส่งมอบความยุติธรรมให้แก่สังคม แก่ประชาชน" จรัญกล่าวกับบีบีซีไทย

นี่เป็นสิ่งที่ไม่มีสอนในโรงเรียนกฎหมายอย่างชัดเจน แต่เป็นคำสอนของพระองค์ที่ชี้ให้เห็นว่า "ความยุติธรรมมาก่อนกฎหมาย และอยู่เหนือกฎหมาย"

"เราถือกันว่าพระองค์ท่านเป็น 'ตุลาการหมายเลข 1' นี่เป็นคำพูดแบบสื่อความหมายที่เข้าใจในหมู่พวกเรา"

ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล
คำบรรยายภาพ, ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล ระบุว่า พระอัจฉริยภาพของ ร.9 ที่ปรากฏแก่สายตาประชาชนชัดเจนคือเหตุการณ์ 25 เม.ย. 2549

เบื้องหลัง "เสด็จเหยียบศาล" กับตำนานในวงการตุลาการ

ประเพณีปฏิบัติของศาลยุติธรรมที่ทำกันมา 130 ปี เมื่อจะเปิดศาล ต้องกราบบังคมทูลเชิญพระบาทพระมหากษัตริย์ "เสด็จเหยียบศาล" และเป็นองค์ประธานในการพิจารณาพิพากษาคดีที่ศาลนั้นเป็นคดีแรกเพื่อความเป็นสิริมงคล

จรัญบอกว่าในทางปฏิบัติมักเลือกคดีง่าย ๆ ไม่มีปัญหาข้อกฎหมายซับซ้อน เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ แม้ราษฎรทำผิดจริง แต่เมื่อเป็นความผิดไม่รุนแรง และคนทำก็รับสารภาพแล้ว ไม่เคยกระทำผิดอื่นใดมาก่อน ก็มีเหตุที่จะมีพระมหากรุณาธิคุณรอการลงโทษจำคุกให้ เพื่อให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี

แต่แล้วก็มีเหตุให้ศาลต้องทบทวน-เพิ่มความระมัดระวัง เพราะไม่ใช่ทุกคดีที่สามารถออกคำพิพากษาตาม "แบบแผน" ได้

องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯ
คำบรรยายภาพ, องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขึ้นนั่งบัลลังก์ ก่อนอ่านคำพิพากษายึดทรัพย์นายทักษิณ ชินวัตร เป็นเงิน 4.6 หมื่นล้านบาท วันที่ 26 ก.พ. 2553

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 20-30 ปีก่อน ไม่มีบันทึกเอาไว้ในศาลใด แต่เป็นตำนานเล่าขานภายในแวดวงตุลาการ จรัญนำมาถ่ายทอด..

เมื่อครั้งเสด็จเหยียบศาลแห่งหนึ่งในภาคเหนือ และทรงเป็นประธานองค์คณะพิพากษาคดีบุกรุกที่ดินของผู้เสียหาย จำเลยสารภาพต่อศาลตามฟ้อง แต่ทำไปด้วยนึกว่าที่ดินพิพาทยังอยู่ในเขตที่ดินของตน ศาลก็ทำตามแบบแผนซึ่งเตรียมไว้แล้วว่าจำเลยรับสารภาพตามฟ้อง ก็ฟังว่าผิดจริง แต่ไม่เคยทำผิดมาก่อน และเป็นความผิดเล็กน้อย จำเลยรับสารภาพสำนึกผิด ควรรอการลงโทษจำคุกเอาไว้เพื่อให้จำเลยกลับตัวเป็นคนดี

"เมื่อทำคำพิพากษาขึ้นกราบบังคมทูลฯ ก็มีกระแสรับสั่งว่า 'การที่ล้ำเข้าไปในที่ดินคนอื่นโดยเข้าใจว่าอยู่ในเขตที่ดินของตัว เป็นความผิดฐานบุกรุกด้วยหรือ' ก็เป็นที่เข้าใจได้เลยว่าพระองค์ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยในเรื่องนี้ ในทางกฎหมายถ้าจำเลยให้การอย่างนี้ไม่ถือเป็นการรับสารภาพ แต่เป็นการภาคเสธ คือล้ำไปในที่เขาจริง แต่ไม่มีเจตนาบุกรุก จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิด เรื่องนี้จะออกคำพิพากษาแบบที่วางไว้ไม่ได้" จรัญกล่าว

ถือเป็นพระบรมราชวินิจฉัยที่ลึกซึ้งกว่าตัวบทกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่เพ่งพินิจถึง "ธรรมะของกฎหมาย"

กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในปี 2548-2549
คำบรรยายภาพ, กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในปี 2548-2549 โดยประกาศ "เราจะสู้เพื่อในหลวง" นอกจากนี้แกนนำบางคนยังเสนอขอ "นายกฯ พระราชทาน" ด้วย

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านศาล

นอกจากทรงประสิทธิประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนด้วยกฎหมายเฉพาะบท-เฉพาะกาล ในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังทรงเป็นแสงสว่างนำประเทศออกจากวิกฤต เมื่อคนในวังวนแห่งความขัดแย้งมองไม่เห็นทางออก

จาก "วิกฤตการเมือง" ที่ค่อย ๆ ก่อตัว ยกระดับเป็น "วิกฤตรัฐธรรมนูญ" ปี 2549 บางฝ่ายทูลเกล้าฯ ขอ "นายกฯ พระราชทาน" ตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ โดยอ้างประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วการรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ หลังผ่าน "วันมหาวิปโยค" ต.ค. 2516 แต่พระองค์ไม่ทรงทำ

ด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านตุลาการเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติ จึงนำไปสู่การปลดล็อคเงื่อนไขทางการเมืองในที่สุด

"ในครั้งนั้นหลักการใหม่มันเกิดขึ้น เมื่อฝ่ายบริหารไม่มี ฝ่ายนิติบัญญัติแท้จริงยังไม่มี วุฒิสภาก็ทำหน้าที่อะไรไม่ได้ในเรื่องนี้ และเกิดปัญหาที่ไปรบเร้าให้พระองค์ท่านต้องเข้ามา ถ้าพระองค์ท่านทำตามคำขอ ก็จะกลายเป็นว่าเข้ามาแทรกแซงก้าวก่ายทางการเมือง ก็ผิดหลัก นี่ล่ะพระอัจฉริยภาพที่ทรงชี้ว่ายังมีช่องทางอยู่นะ ให้ไปคิดกัน ไปหาทางออกกันให้ถูกต้อง ถ้าทำไม่ได้ก็ลาออกไป นี่จึงคล้ายๆ ตกอยู่ในภาวะต้องมาหาทาง"

ที่มา: บีบีซีไทยรวบรวม

ขณะนั้นจรัญดำรงตำแหน่งเลขาธิการประธานศาลฎีกา ทำหน้าที่เป็นผู้นำสารจากที่ประชุมประธาน 3 ศาล ประกอบด้วย ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาวิกฤตการเมืองของประเทศ ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาสื่อสารต่อประชาชน

โดยส่งสัญญาณให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดที่สังคมไม่เชื่อมั่นในความเป็นกลาง ซึ่งเหลืออยู่ 4 คนลาออกเพื่อให้ตำแหน่งว่างลง และเปิดทางให้ศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดส่งคนกลางเข้าไปเป็น "กกต.เฉพาะกาล"

"ทางออกนี้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่มีเงื่อนไขว่า กกต. ต้องถอนตัวออกไป เปิดช่องทางให้เดินได้"

ประธาน 3 ศาล
คำบรรยายภาพ, นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา (ตรงกลาง) นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด (ด้านขวา) และนายผัน จันทรปาน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปฏิบัติหน้าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (ด้านซ้าย) ร่วมประชุม 28 เม.ย. 2549 เพื่อหาทางแก้ไขวิกฤตการเมืองตามกระแสพระราชดำรัส

จรัญยอมรับว่าไม่เคยคิดถึงศาล ในฐานะอำนาจส่วนหนึ่งที่ประกอบขึ้นเป็นอำนาจอธิปไตยมาก่อน ในแวดวงนักกฎหมายไทยมองคล้ายๆ กันว่าศาลเป็นเรื่องของการพิจารณาพิพากษาคดี

ศาลในพระปรมาภิไธย

ถึงวันนี้ จรัญทำหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมา 9 ปีแล้ว (2551-ปัจจุบัน) ซึ่งเป็นช่วงที่เขาบอกว่า "หนักใจ" ที่สุด เป็นภารกิจ "ยากที่สุด" หากเทียบกับชีวิตตุลาการที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นคดีที่กระทบถึงข้อพิพาทระหว่าง 2 ขั้วอำนาจ

"การแพ้ชนะในศาลรัฐธรรมนูญ หมายถึงเดิมพันที่ใหญ่ของแต่ละฝ่าย ดังนั้นแรงกดดันก็จะเข้ามามากทั้งทางด้านบวกและลบ ฝ่ายที่พอใจก็อยากจะเอาดอกไม้มาให้กำลังใจ ฝ่ายที่ไม่พอใจก็ตำหนิติเตียนวิพากษ์วิจารณ์ สิ่งที่พวกเรายึดถือกันตลอดมาในการทำหน้าที่ที่นี่คือเราทำหน้าที่ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์"

เขาจึงไม่สนใจว่าใครจะชัง-ใครจะชอบ หากคำวินิจฉัยตั้งอยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง เป็นธรรม เป็นหลักให้แก่ประเทศ เป็นคุณประโยชน์แก่ประชาชน

"แม้ต้องทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้เสียหาย เราก็ไม่อาจเบี่ยงเบนออกไปจากภารกิจหน้าที่นี้ได้" ตุลาการวัย 67 ปีกล่าวทิ้งท้าย

หมายเหตุ: รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานพิเศษชุด "ในหลวง ร.9" ซึ่งบีบีซีไทยนำเสนอต่อเนื่องตลอดเดือน ต.ค. วันพรุ่งนี้ จะเป็นหัวข้อ "เป็น 1 ปี ที่เนิ่นนานนับอนันต์"