ดูบทเรียนในจีน เวียดนาม ญี่ปุ่น การคุ้มครองพันธุ์พืชเป็นอย่างไร เมื่อเข้าร่วม UPOV 1991

.
คำบรรยายภาพ, เครือข่ายเกษตรกรจากหลายจังหวัดในไทย รวมตัวเดินขบวนจากลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อ 23 ก.ย. เพื่อคัดค้านการเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991
    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืช UPOV 1991 กลายเป็นหัวข้อที่เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังมีกระแสข่าวว่านี่คือหนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกมาหารือในการเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับสหภาพยุโรป ท่ามกลางข้อกังวลสำคัญว่านี่จะเป็นการจำกัดสิทธิ์ของเกษตรกร และทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกพืชพันธุ์ต่าง ๆ แพงขึ้น ส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของคนไทยในภาพรวมหรือไม่

UPOV 1991 มีชื่อเต็ม ๆ ว่าอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ที่ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ ค.ศ.1991 อนุสัญญาฉบับนี้กำหนดให้ประเทศหรือองค์กรที่เป็นคู่สัญญา ต้องให้หรือปกป้องสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืช โดยกำหนดการกระทำที่เกี่ยวกับส่วนขยายพันธุ์พืชต่าง ๆ ที่จะต้องได้รับการอนุญาตจากนักปรับปรุงพันธุ์พืชก่อน ได้แก่ การผลิตหรือขยายพันธุ์, การปรับปรุงสภาพเพื่อวัตถุประสงค์ของการขยายพันธุ์, การเสนอขาย, การขายหรือการตลาดอื่น ๆ, การส่งออก-นำเข้า และการเก็บสำรองเพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ข้างต้น

อย่างไรก็ดี UPOV 1991 ได้กำหนดข้อยกเว้นบางประการสำหรับการให้สิทธินักปรับปรุงพันธุ์พืชเอาไว้ด้วย โดยกำหนดข้อยกเว้นภาคบังคับ (Compulsory exceptions) เอาไว้ว่า สิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ไม่ครอบคลุมถึงการกระทำส่วนตัวที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์, กระกระทำที่มีวัตถุประสงค์เพื่อทดลอง และการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงเป็นพันธุ์อื่น ๆ

นอกจากนี้ ยังกำหนดข้อยกเว้นทางเลือก (Optional exception) ให้แต่ละภาคีสมาชิกอาจอนุญาตให้เกษตรกรสามารถใช้ผลิตผลที่เก็บเกี่ยวได้จากการเพาะปลูกพันธุ์พืชคุ้มครองมาใช้เป็นส่วนขยายพันธุ์ต่อในพื้นที่ของตนเองได้ ภายใต้ขอบเขตที่เหมาะสมและโดยคำนึงถึงผลประโยชน์อันชอบธรรมของนักปรับปรุงพันธุ์พืช

ปัจจุบันไทยยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาฉบับนี้ โดยข้อกำหนดด้านการขยายพันธุ์พืชในไทยยังอยู่ภายใต้กฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งให้สิทธินักปรับปรุงพันธุ์พืชในการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่อยู่แล้ว แต่ก็อนุญาตให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกหรือขยายพันธุ์พันธุ์พืชคุ้มครองได้ โดยใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่ตนเองผลิตขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ UPOV 1991 กำหนดไว้เป็นเพียงข้อยกเว้นทางเลือก โดยไม่ได้บังคับให้ภาคีสมาชิกต้องปฏิบัติตาม

UPOV 1991 ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือบนโต๊ะเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA ไทย–EU) ที่สหภาพยุโรปใช้เป็นฐานในการเจรจา โดยไทยยังไม่ได้ให้การตกลง

หากย้อนดูกรณีศึกษาในเอเชีย มีรายงานการศึกษาที่พบว่าไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่เผชิญแรงกดดันจากข้อตกลงการค้าให้เข้าร่วมอนุสัญญา UPOV ซึ่งปัจจุบันมีไม่กี่ประเทศในเอเชียเป็นภาคีสมาชิก

บีบีซีไทยสืบค้นรายงานการศึกษาต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ของประเทศที่เข้าร่วม UPOV ไปก่อนแล้ว

ไม่ใช่แค่ไทย แต่หลายประเทศในเอเชียถูกกดดันให้เข้าร่วม UPOV แลกกับข้อตกลงการค้า

บทความเรื่อง Compliance with resistance: how Asia can adapt to the UPOV 1991 model of plant breeders' rights [การปฏิบัติตามควบคู่กับการต่อต้าน: เอเชียจะปรับใช้โมเดล UPOV 1991 ที่ให้สิทธิผู้ปรับปรุงพันธุ์พืชได้อย่างไร] โดยเดวิด เจ. เจฟเฟอร์สัน ตีพิมพ์ในวารสารกฎหมายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในปี 2020 ระบุว่าในช่วงไม่กี่ปีก่อนหน้านั้นประเทศต่าง ๆ ทั่วเอเชียได้เริ่มปรับปรุงกฎหมายปกป้องพันธุ์พืชในฐานะทรัพย์สินทางปัญญาให้มีความสอดคล้องกันมากขึ้นกับสาระสำคัญในอนุสัญญา UPOV 1991

เจฟเฟอร์สันเขียนว่าแม้การปฏิบัติตามมาตรฐาน UPOV เป็นเรื่องที่ "หลีกเลี่ยงไม่ได้" สำหรับหลายประเทศในเอเชีย แต่ประเทศต่าง ๆ ควรพิจารณาดำเนินการทั้งด้านการปรับระเบียบกฎหมายให้สอดคล้องและต่อรองในการบังคับใช้กฎหมายในประเทศเพื่อปกป้องพันธุ์พืชในฐานะทรัพย์สินทางปัญญา

เขากล่าวว่าที่ผ่านมามีข้อวิจารณ์ว่าอนุสัญญาดังกล่าวส่งเสริมการขยายตัวของระบบทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่ (neoliberal capitalism) เข้าไปในพื้นที่เกษตรกรรมแบบดั้งเดิมซึ่งมักมีแนวปฏิบัติที่ไม่อยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน (non-proprietary) และบ่อยครั้งก็ไม่ได้มุ่งเน้นในเชิงพาณิชย์ เช่น การแลกเปลี่ยนหรือขายเมล็ดพันธุ์ในท้องถิ่นกันเองโดยกลุ่มชาวนาซึ่งเป็นระบบที่มักพบในหลายภูมิภาคของเอเชีย เช่น เอเชียกลาง เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปัจจุบันบนเว็บไซต์ UPOV ระบุว่ามีสมาชิก 80 ประเทศ/องค์กร ซึ่งบางประเทศก็เป็นสมาชิกตามอนุสัญญาฉบับเก่า คือ UPOV 1978 โดยบีบีซีไทยพบว่าประเทศสมาชิกในเอเชียมีอย่างน้อย 6 ประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น (เข้าเป็นภาคีในปี 1982), จีน (เข้าปี 1999), เกาหลีใต้ (เข้าปี 2002), สิงคโปร์ (เข้าปี 2004), เวียดนาม (เข้าปี 2006) และอาร์เมเนีย (เข้าปี 2024)

รายงานเจฟเฟอร์สันระบุด้วยว่า ตั้งแต่ทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา หลายประเทศในเอเชียมีข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศเพื่อแลกกับการเพิ่มขนาดทางการค้ากับประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป(EU) ซึ่งข้อตกลงเหล่านี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อการออกกฎหมายภายในประเทศ

สนธิสัญญาเหล่านี้มักจะกำหนดเงื่อนไขให้ต้องนำมาตรการในอนุสัญญา UPOV 1991 มาบังคับใช้ด้วย เช่น

  • ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับกัมพูชา ลาว เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และเวียดนาม
  • ข้อตกลงระหว่างสหภาพยุโรป (EU) กับญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ เวียดนาม และหลายประเทศในเอเชียกลาง
  • ข้อตกลงระหว่างสมาคมการค้าเสรียุโรป (the European Free Trade Association) กับฮ่องกง อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
.
คำบรรยายภาพ, บทความวิชาการของเดวิด เจ. เจฟเฟอร์สัน ระบุว่าตั้งแต่ทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา หลายประเทศในเอเชียมีข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศเพื่อแลกกับการเพิ่มขนาดทางการค้ากับประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งสนธิสัญญาเหล่านี้มักจะกำหนดเงื่อนไขให้ต้องนำมาตรการในอนุสัญญา UPOV 1991 มาบังคับใช้ด้วย

ประสบการณ์จากประเทศอื่นที่เข้าร่วม UPOV ไปแล้ว

  • เวียดนาม

บทความเรื่อง The Regulation of Farmer's Privilege Under Vietnamese IP Law and the Law of the European Union [การกำกับดูแลสิทธิพิเศษของเกษตรกรภายใต้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเวียดนามและกฎหมายของสหภาพยุโรป] โดย โฮ บิก หั่ง เหงียน และคัตยา เวคสตรอม ลินดรูส ตีพิมพ์ลงในวารสารนานาชาติว่าด้วยกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายการแข่งขันทางการค้า (International Review of Intellectual Property and Competition Law - IIC) ในปี 2021 ระบุว่าเวียดนามเข้าเป็นสมาชิกอนุสัญญา UPOV 1991 มาตั้งแต่ปี 2006

ผู้เขียนระบุว่า เวียดนามเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV เพื่อเป็นหนึ่งในขั้นตอนเปลี่ยนผ่านก่อนเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการขององค์การการค้าโลก (WTO) รวมถึงเพื่อส่งเสริมให้มีความหลากหลายของพันธุ์พืชภายในประเทศและสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมสำหรับการพัฒนาเมล็ดพันธุ์และสายพันธุ์พืช

แม้อนุสัญญานี้จะคุ้มครองผลประโยชน์ทางการค้าสำหรับผู้ปรับปรุงสายพันธุ์พืชใหม่ แต่เพื่อให้สิทธิกับเกษตรกรอย่างสมดุลกัน ในอนุสัญญาดังกล่าวก็มีข้อยกเว้นหลายอย่าง อาทิ ข้อยกเว้นเกี่ยวกับสิทธิพิเศษของเกษตรกร (farmer's privilege)

ในงานวิชาการฉบับนี้ระบุว่า กว่าหนึ่งทศวรรษหลังเข้าเป็นภาคี UPOV ในเวียดนามมีจำนวนคำขอคุ้มครองสิทธิ์ผู้ปรับปรุงพันธุ์พืชมากขึ้น มีอัตราผลผลิตทางการเกษตรต่อปีมากขึ้น ขณะที่รายได้ต่อปีของเกษตรกรเพิ่มขึ้นกว่า 24% นับจากเริ่มเข้าเป็นภาคี

อย่างไรก็ดี ในบทความนี้ก็กล่าวถึงช่องว่างของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของเวียดนามที่ระบุเกี่ยวกับสิทธิพิเศษของเกษตรกรตามข้อยกเว้น UPOV เอาไว้ไม่ชัดเจน โดยกฎหมายยังไม่ได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ระหว่างเกษตรกรด้วยกันเอง

นอกจากนี้ยังไม่มีความชัดเจนในประเด็นอื่น ๆ เช่น การเสนอขายและการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ จะเกิดอะไรขึ้นหากเกษตรกรรายหนึ่งไม่สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินทำกินของตนเองได้เนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และจึงนำเมล็ดพันธุ์ที่เก็บรักษาไว้ไปขายให้แก่เกษตรกรอีกรายหนึ่งซึ่งมีที่ดินทำกินขนาดเล็ก

อย่างไรก็ดี รายงานระบุว่าในช่วงเวลานั้นยังไม่ปรากฏข้อพิพาทระหว่างนักปรับปรุงพันธุ์พืชกับเกษตรกรเกี่ยวกับข้อยกเว้นการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อที่ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของศาล หรือได้รับการวินิจฉัยโดยหน่วยงานทางปกครอง

.
คำบรรยายภาพ, เวียดนามเข้าเป็นสมาชิกอนุสัญญา UPOV 1991 มาตั้งแต่ปี 2006
  • จีน

รายงานเรื่อง Advances in the Protection of New Varieties of Horticultural Crops in China [ความก้าวหน้าในการปกป้องพืชสวนสายพันธุ์ใหม่ในจีน] โดยทีมผู้เขียนจากสถาบันวิจัยผลไม้เจิ้งโจว สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์การเกษตร ร่วมกับศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์การเกษตร ในสังกัดกระทรวงเกษตรและกิจการชนบท (MOA) ของจีน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารว่าด้วยความก้าวหน้าทางพืชสวน (Horticulture Advances) ระบุว่าหลังจากที่จีนเข้าเป็นสมาชิก UPOV ในปี 1999 และกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทเปิดให้ยื่นขอรับสิทธิในสายพันธุ์พืชเกษตรกรรมในปีเดียวกัน จำนวนคำขอรับสิทธิในสายพันธุ์พืชสวนก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2021

รายงานระบุว่าแม้ตัวเลขคำขอจะตกลงมาราว 30% ในปี 2022 หลังช่วงการแพร่ระบาดของโควิด แต่จนถึงสิ้นปี 2022 มีจำนวนคำขอสิทธิในสายพันธุ์พืชสวนใหม่ทั้งจากในและต่างประเทศรวมทั้งสิ้น 17,702 รายการ โดยรายงานระบุว่าผู้ยื่นคำขอหลัก ๆ คือสถาบันวิจัยและภาคธุรกิจต่าง ๆ ในขณะที่บรรดามหาวิทยาลัยมีสัดส่วนการยื่นคำขอค่อนข้างต่ำ เพราะแม้จะมีศักยภาพด้านการวิจัยสูง แต่ส่วนใหญ่เน้นการวิจัยพื้นฐานจึงพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ออกมาน้อยกว่า

รายงานยังพบว่า ในกลุ่มผู้ยื่นคำขอต่างประเทศ บริษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติเป็นผู้เล่นหลักของระบบคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งผู้วิจัยอธิบายว่าเป็นผลจากความได้เปรียบด้านเครือข่ายการตลาด ไปจนถึงทรัพยากรพันธุกรรมพืช และเทคโนโลยีต่าง ๆ

รายงานฉบับนี้ยังพูดถึงปัญหาในการคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์เป็นหลัก โดยที่ไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบของเกษตรกร โดยระบุว่าแม้หลังเข้าร่วม UPOV จะมีการให้สิทธิ์คุ้มครองสายพันธุ์พืชสวนในจีนจำนวนมาก แต่หลายพันธุ์ก็มีความคล้ายคลึงกันมาก ทำให้มีพันธุ์ที่โดดเด่นและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในตลาดค่อนข้างน้อย

ทั้งนี้จากข้อมูลบนเว็บไซต์ของ UPOV ปัจจุบันจีนยังเป็นภาคีในอนุสัญญาฉบับเก่า คือ UPOV 1978 ซึ่งรายงานของสถาบันวิจัยผลไม้เจิ้งโจวระบุว่ามีพืชบางชนิดที่ยังไม่ได้รับการคุ้มครองเหมือนในอนุสัญญา UPOV 1991

  • ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเข้าร่วมเป็นสมาชิก UPOV ตั้งแต่ปี 1982 และเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญา UPOV 1991 ในปี 1998 ในขณะเดียวกันญี่ปุ่นก็เป็นภาคีในสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร หรือ ITPGRFA (International Treaty on Plant Genetic Resources for Food and Agriculture) มาตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งภาคีนี้เน้นการแบ่งปันการเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรมของพืชร่วมกัน

รายงานการศึกษาเรื่อง Policies and practices of central and sub-national governments for seed commons formation in Japan: will the seeds of the varieties collected and developed be shared? [นโยบายและแนวปฏิบัติของรัฐบาลกลางและท้องถิ่น สำหรับการก่อตั้งระบบเมล็ดพันธุ์ร่วมในญี่ปุ่น: จะมีการแบ่งปันเมล็ดพันธุ์สำหรับสายพันธุ์ที่ถูกเก็บรวบรวมและพัฒนาหรือไม่] โดยคุนิฮิโกะ โคบายาชิ และ โยชิอากิ นิชิกาวะ ที่เผยแพร่ในวารสารนานาชาติว่าด้วยความยั่งยืนทางการเกษตร (International Journal of Agricultural Sustainability) ในปี 2022 ระบุถึงวิธีการจัดการด้านเมล็ดพันธุ์ของญี่ปุ่นที่คำนึงถึงทั้งสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์พืชและสิทธิของเกษตรกร

ผู้เขียนกล่าวถึงข้อกำหนดบางประการตามอนุสัญญา UPOV ที่ไม่ได้ให้สิทธิกับนักปรับปรุงพันธุ์พืชแบบถาวร โดยสิทธิจะอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และยังมีข้อยกเว้นบางประการ เช่น สามารถนำพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครองไปใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ได้ ซึ่งผู้เขียนมองว่ามีความสำคัญต่อการสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์กับประโยชน์สาธารณะ

รายงานระบุว่าในปี 1998 ญี่ปุ่นได้ปรับแก้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสายพันธุ์พืชและเมล็ดพันธุ์ โดยให้อำนาจกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น (MAFF) เป็นผู้พิจารณาชนิดของพืชที่อยู่ภายใต้ข้อยกเว้นให้สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ได้รับการคุ้มครองไปขยายพันธุ์ต่อได้

นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นในปี 2019 เพื่อศึกษามาตรการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคำนึงถึงการเข้าถึงพันธุ์พืชคุณภาพดีของเกษตรกร

คณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยนักกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเมล็ดพันธุ์ ทนายความ เกษตรกร ชาวสวน และผู้แทนจากภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในพันธุ์พืช โดยมีเกษตรกรที่ปลูกและเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้เองเข้าร่วมด้วย

.
คำบรรยายภาพ, นอกจาก UPOV ญี่ปุ่นยังเป็นภาคีในสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร หรือ ITPGRFA ที่เน้นการแบ่งปันการเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรมของพืชร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้มีข้อเสนอให้ยกเลิกข้อยกเว้นสำหรับการเก็บเมล็ดพันธุ์พืชบางสายพันธุ์ที่กระทรวงเกษตรฯ ญี่ปุ่น (MAFF) เคยกำหนด และให้เกษตรกรที่จะเก็บเมล็ดพันธุ์ของพันธุ์คุ้มครองเหล่านั้นไปขยายพันธุ์ต่อจะต้องได้รับได้อนุญาตจากผู้ปรับปรุงสายพันธุ์ก่อน สำหรับพืชทุกสายพันธุ์ ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวผ่านเป็นกฎหมายในปี 2020

อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นยังคงข้อยกเว้นตาม UPOV ที่ยังเปิดช่องให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อเองในขอบเขตที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ผู้ปรับปรุงพันธุ์เอาไว้

ทั้งนี้ ผู้วิจัยยังตั้งคำถามในช่วงอภิปรายผลว่า "การขยายพันธุ์ด้วยตนเอง" (self-propagation) โดยเกษตรกร ซึ่งเป็นสิ่งที่ UPOV เปิดช่องให้ประเทศสมาชิกกำหนดข้อยกเว้นได้นั้น ครอบคลุมเฉพาะการผลิตอาหาร หรือครอบคลุมไปจนถึงการนำไปปรับปรุงพันธ์เพื่อพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ด้วย ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน

ไทยมีท่าทีอย่างไรต่อ UPOV และกระบวนการไปถึงขั้นไหน

หนึ่งในองค์กรภาคประชาสังคมหลัก ๆ ที่ออกมาคัดค้านการให้ไทยเข้าเป็นภาคีสมาชิก UPOV 1991 คือมูลนิธิชีววิถี (BioThai) ที่เผยแพร่ข้อมูลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากไทยเข้าเป็นภาคีสมาชิกตามอนุสัญญาฉบับนี้

ในบทความหนึ่งที่เผยแพร่เมื่อ 28 ก.ย. มูลนิธิชีววิถีมองว่าหากประเทศไทยต้องแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 สิทธิผูกขาดของบริษัทเมล็ดพันธุ์จะไม่ได้จำกัดเฉพาะ "เมล็ดพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์" เท่านั้น แต่จะขยายไปถึงผลผลิตจากการเก็บเกี่ยว (harvested material) ด้วย ซึ่งหากบริษัทเมล็ดพันธุ์เห็นว่า การเก็บพันธุ์พืชไปปลูกต่อ หรือเห็นว่าพันธุ์พืชที่เกษตรกรใช้ประโยชน์มีลักษณะสำคัญเหมือนกับพันธุ์ตั้งต้นของบริษัท ก็อาจมองเป็นการละเมิดได้

ขณะที่สภาเกษตรกรแห่งชาติอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกร ต่อการเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งในการเจรจา FTA ไทย - อียู เพื่อนำความเห็นไปประกอบการนำเสนอต่อภาครัฐ โดยเปิดรับฟังถึงวันที่ 11 ต.ค. เวลา 16.30 น. ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 7 ต.ค. มีผู้มาแสดงความคิดเห็นแล้ว 218,000 คำตอบ

ก่อนหน้านี้ นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมาเปิดเผยเมื่อ 22 ก.ย. ว่าปัจจุบันประเทศไทยยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาว่าจะเข้าร่วม UPOV หรือไม่ ซึ่งจากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตรได้ทำการศึกษาและหารือผู้มีส่วนได้เสียเพื่อทบทวนและปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มาเป็นระยะ และทุกครั้งจะเกิดการต่อต้านจากภาคประชาสังคมจนไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ โดยล่าสุดมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงร่างกฎหมายนี้มาตั้งแต่ปี 2567 และปัจจุบันก็ยังคงอยู่ในกระบวนการ

ทั้งนี้ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ จะยังอนุญาตให้เกษตรกรรายย่อยเก็บเมล็ดพันธุ์ของพืชอาหารสำคัญของประเทศ เช่น ข้าว ข้าวโพด และถั่วต่าง ๆ ไว้ปลูกต่อในแปลงเพาะปลูกของตัวเองได้โดยไม่มีความผิด รวมถึงจะยังอนุญาตให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ในทุกชนิดพืชได้ตามปกติทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยจะไม่มีการออกกฎหมายจำกัดสิทธิเกษตรกรในการเก็บรักษา แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเมล็ดพันธุ์

ล่าสุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยเมื่อวานนี้ (7 ต.ค.) ว่าผลการเจรจา FTA ไทย - อียู รอบที่ 10 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 ก.ย. - 6 ต.ค. ที่ จ.ภูเก็ต มีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก โดยการเจรจาในส่วนของข้อบทต่าง ๆ ได้ข้อสรุปแล้วอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเพียงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาเปิดตลาด และประเด็นเชิงนโยบายที่ต้องเจรจากันต่อ