ย้อนดูวัยรุ่นปลายยุค 90 ในโรมาเนีย ต่อสายเคเบิลข้ามหลังคาราวกับใยแมงมุม เพื่อเชื่อมอินเทอร์เน็ต

    • Author, อันดราดา ฟิสคูเตียน และทอม บอนเนตต์
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส และ เดอะ ด็อกคิวเมนทารี พอดแคสต์ (The Documentary Podcast)
    • Reporting from, กรุงบูคาเรสต์ โรมาเนีย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 7 นาที

ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 หรือหนึ่งทศวรรษหลังการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ กลุ่มวัยรุ่นในกรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย กำลังทำในสิ่งที่วัยรุ่นหลายคนทำ นั่นคือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ด้วยกัน

เอริก เบอเลอานู ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายเล็กในกรุงบูคาเรสต์ เล่าว่าในช่วงแรก ๆ เพื่อนของเขาจะหอบคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่เทอะทะมาที่อะพาร์ตเมนต์ของเขา เพื่อเชื่อมต่อเครื่องเข้าด้วยกัน

"ครั้งหนึ่งผมคิดว่ามีคนประมาณ 10 คนพร้อมคอมพิวเตอร์ 10 เครื่องอยู่ในบ้านของผม บวกกับของผมอีก 2 เครื่อง เราใช้เครือข่ายนี้เล่นเกมและสนุกกัน"

อย่างไรก็ตาม การขนเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีหนัก ๆ ขึ้นลงบันไดหลายชั้นไม่ใช่เรื่องสะดวก ดังนั้นกลุ่มเพื่อนจึงเริ่มลากสายเคเบิลเชื่อมต่อระหว่างชั้นต่าง ๆ

เครือข่ายดังกล่าวยังเป็นระบบที่พื้นฐานอยู่มากและล่มได้ง่ายมาก เบอเลอานูบอกว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่เพื่อนคนหนึ่งจะพูดว่า "ขอโทษนะ แม่ของผมกำลังทำความสะอาดบ้าน ดังนั้นสัญญาณจะใช้ได้อีกประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วสัญญาณค่อยกลับมา"

เห็นได้ชัดว่าพวกเขาจำเป็นต้องคิดอย่างมีกลยุทธ์มากขึ้น และในโรมาเนียหลังยุคคอมมิวนิสต์ ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปได้

"ผู้คนทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ" เบอเลอานูกล่าว "มันเป็นการระเบิดตัวของเสรีภาพ แต่ก็มีความสับสนวุ่นวายอยู่บ้าง เพราะคุณสามารถทำอะไรก็ได้"

"ความกระหายในการสื่อสารและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น"

ก่อนระบอบคอมมิวนิสต์ของผู้นำเผด็จการนิโคไล เชาเชสคู ล่มสลายลงในปี 1989 ชาวโรมาเนียแทบไม่มีช่องทางติดต่อกับโลกตะวันตก

มีประชาชนเพียงไม่กี่รายที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปต่างประเทศ และการมีปฏิสัมพันธ์กับชาวต่างชาติเป็นสิ่งที่ทางการไม่สนับสนุน ขณะที่สื่อมวลชนอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดและทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐเป็นหลัก

เบอเลอานูบอกว่าสิ่งนี้ก่อให้เกิด "ความกระหายในการสื่อสารและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น"

แม้อินเทอร์เน็ตจะถูกกฎหมายแล้ว แต่มันก็ยังมีค่าใช้จ่ายสูงเกินเอื้อมสำหรับคนส่วนใหญ่ในช่วงที่เงินเฟ้อพุ่งสูง โดยมีค่าใช้จ่ายราว 200-300 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน

ดังนั้น กลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้จึงซื้อการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพียงสายเดียว แล้วแบ่งกันใช้ทั่วทั้งเมือง โดยเฉลี่ยค่าใช้จ่ายร่วมกัน เบอเลอานูบอกว่าท้ายที่สุดแล้ว แต่ละคนจ่ายเงินเพียงประมาณ 6 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

ร็อกซานา อาร์เดลีน สมาชิกอีกคนของกลุ่ม บอกว่าสิ่งนี้นำไปสู่เครือข่ายที่เชื่อมต่อกันด้วยสายเคเบิลยุ่งเหยิงราวกับ "ใยแมงมุม" ที่พันรอบเสาและเชื่อมอาคารอะพาร์ตเมนต์จากแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง

เธอยังคงจดจำช่วงเวลานั้นด้วยความรู้สึกดี ๆ ว่า "พวกเราเหมือนครอบครัวเดียวกัน เป็นชนเผ่าเล็ก ๆ ของเด็ก ๆ ... เรามีความผูกพันทางสังคม และเราแบ่งปันการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตร่วมกัน"

"ปฏิบัติการในพื้นที่สีเทา"

ข่าวเกี่ยวกับสิ่งที่วัยรุ่นกลุ่มนี้กำลังทำแพร่กระจายออกไปพร้อมกับสายเคเบิลที่พวกเขาขึงไว้ ผู้อาศัยในอาคารสูงจะเข้ามาหาพวกเขา เมื่อเห็นว่าพวกเขากำลังเจาะรูและกำลังร้อยสายเคเบิลลงมาจากดาดฟ้า

โลเรนซิอู ซิมิออน ผู้สร้างเครือข่าย เล่าว่ามักมีคนหยุดเขาบริเวณบันไดพร้อมกับถามว่า "คุณกำลังติดตั้งสายเคเบิลใช่ไหม พวกเราก็อยากใช้อินเทอร์เน็ตด้วย เราอยู่ห้องหมายเลข 55"

เขากล่าวว่า เมื่อวันนั้นผ่านไป พวกเขามักลงเอยด้วยการติดตั้งเครือข่ายให้เกือบทั้งอาคาร

เมื่อผู้ดูแลอาคารพบเห็น พวกเขาก็มักซักถามว่า "อินเทอร์เน็ตคืออะไร เรามีเคเบิลอยู่แล้ว แล้วทำไมเราต้องใช้อินเทอร์เน็ตด้วย"

บางครั้งผู้อยู่อาศัยก็ช่วยโน้มน้าวผู้ดูแลอาคารให้ปล่อยวัยรุ่นเหล่านี้ทำงานต่อไป โดยให้เหตุผลว่าพวกเขากำลังให้บริการที่ชุมชนต้องการ แต่ในบางครั้งวัยรุ่นเหล่านี้ก็ต้องใช้วิธีอื่น เช่น นำสายเคเบิลเข้าทางหน้าต่างแทนการเจาะรู

ทว่าการลากสายเคเบิลข้ามระหว่างอาคารอะพาร์ตเมนต์ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก บนถนนบางสาย วัยรุ่นผู้สร้างเครือข่ายเหล่านี้ถึงกับหยุดการจราจรกลางดึกเพื่อขึงสายเคเบิลข้ามถนน โดยพวกเขาปล่อยสายเคเบิลลงมาจากดาดฟ้าของอาคารหนึ่ง และปล่อยเชือกลงมาจากอีกอาคารหนึ่ง ก่อนนำทั้งสองเส้นมาผูกเชื่อมกันตรงกลาง จากนั้นจึงดึงสายเคเบิลขึ้นไปยังดาดฟ้าของอาคารหลังที่สอง

เมื่อสายไฟที่ลอยอยู่เหนือรถรางขวางทางจนไม่สามารถเชื่อมต่อด้วยวิธีนี้ได้ พวกเขาก็ต้องหาวิธีอื่นและพวกเขาแก้ปัญหานี้ได้ด้วย... มันฝรั่ง

มีมันฝรั่งเป็นเครื่องมือ

ร็อกซานา อาร์เดลีน เล่าว่าพวกเขาเคยใช้ไขควงเจาะรูในมันฝรั่ง ร้อยสายเคเบิลผ่านรูนั้น ผูกให้แน่น แล้วโยนไปยังอาคารถัดไป

"มันคล้ายกับการเล่นเบสบอลนิดหน่อย"

เธอบอกว่าเลิกใช้มันฝรั่งเมื่อเธอและเพื่อน ๆ เริ่มมีรายได้มากขึ้น

ปัจจุบันเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว อาร์เดลีนบอกว่าเป็น "เรื่องที่นึกไม่ถึง" ว่าพวกเขาเคยเสี่ยงอันตรายเช่นนั้นบนดาดฟ้าอาคาร

"มีบางจุดที่คุณต้องปีนเหมือนทอม ครูซในภาพยนตร์ เรื่อง ฝ่าปฏิบัติการสะท้านโลก (Mission: Impossible) ตรงขอบตึกเลย... มันอันตรายมาก ๆ"

ในหลายประเทศ การติดตั้งในลักษณะนี้อาจถือว่าผิดกฎหมาย แต่ในโรมาเนียช่วงต้นทศวรรษ 2000 กฎระเบียบยังไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรุ่นบุกเบิกจำนวนมากดำเนินงานโดยไม่มีกรอบกฎหมายที่ชัดเจน

ตำรวจเรียกสอบถามพวกเขาเป็นครั้งคราว แต่การบังคับใช้กฎหมายไม่สม่ำเสมอ

"เราไม่ได้ถูกกฎหมายอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ได้ผิดกฎหมายเช่นกัน มันเป็นพื้นที่สีเทา" เบอเลอานู กล่าว

"ตำรวจจะเห็นเรากำลังดึงสายเคเบิลขึ้นเสา แล้วถามว่าเรามีเอกสารอนุญาตหรือไม่ บางครั้งเราก็ไม่มีเอกสารอะไรให้ดู พวกเขาจึงบอกว่า 'คุณควรกลับบ้านได้แล้ว' เพราะอย่างนั้นเราจึงชอบทำงานตอนกลางคืน ซึ่งไม่มีการสัญจรและไม่มีตำรวจ"

กฎระเบียบของสหภาพยุโรป

ทว่าเมื่อความต้องการใช้งานเพิ่มสูงขึ้น การแข่งขันก็ตามมาด้วย และภายในปี 2006 มีเครือข่ายมากกว่า 1,400 แห่งผุดขึ้นทั่วกรุงบูคาเรสต์ เครือข่ายคู่แข่งบางแห่งถึงกับตัดสายเคเบิลของอีกฝ่าย ขณะที่ผู้ให้บริการรายใหญ่กว่า ซึ่งก็เริ่มต้นจากการติดตั้งสายเคเบิลอย่างไร้ระเบียบและแทบไม่มีข้อจำกัดในลักษณะเดียวกัน ก็เริ่มเข้าซื้อกิจการของผู้ให้บริการรายเล็ก

ต่อมาในปี 2007 โรมาเนียได้เข้าร่วมสหภาพยุโรป (EU) และยอมรับกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น

จากนั้นสายเคเบิลต่าง ๆ ต้องถูกฝังลงใต้ดินและรื้อออกจากแนวท้องฟ้า

เบอเลอานูมองว่านี่เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็เป็นสิ่งที่มีค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าที่ผู้ให้บริการรายเล็กส่วนใหญ่จะรับไหว

ความสำเร็จด้านดิจิทัล

ปัจจุบันเบอเลอานูและซิมิออนยังคงดำเนินกิจการผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายเล็ก โดยพวกเขาเป็นผู้ให้บริการอิสระ 2 ใน 300 รายที่ยังอยู่รอดหลังการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมนี้

ขณะนี้บริษัทขนาดใหญ่ 3 แห่งครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันถึง 98% ซึ่งเบอเลอานูเชื่อว่าเป็นผลเสียต่อภาคธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ซิมิออนบอกว่ามรดกที่สืบทอดมาจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตระดับชุมชนที่ถูกสร้างขึ้นอย่างพลิกแพลงในยุคแรก ๆ รวมถึงการที่โรมาเนียเริ่มนำโครงข่ายใยแก้วนำแสงความเร็วสูงมาใช้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ยังคงสะท้อนให้เห็นอยู่ในความสำเร็จด้านดิจิทัลของประเทศในปัจจุบัน

เขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ได้วางรากฐานให้กับภาคเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งโรมาเนียเป็นที่รู้จักในทุกวันนี้

"อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของเราได้ดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ให้เข้ามาลงทุนในโรมาเนีย และสร้างงานหลายพันตำแหน่งจากทั่วโลก"