You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
มารู้จักสัตว์ที่ช่วยจุดประกายความหวัง ในขณะที่ออสเตรเลียกำลังกลายเป็น จุดวิกฤตของการสูญพันธุ์บนโลก
- Author, ทิฟฟานี เทิร์นบูลล์
- Reporting from, อุทยานแห่งชาติดรายแอนดรา, รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย
- Published
- เวลาอ่าน: 13 นาที
"จับตาดูให้ดี" เสียงสั่งการดังมาจากที่นั่งข้างคนขับ
เรากวาดสายตามองไปตามปลายและยอดของท่อนซุงอย่างตั้งใจ โดยสอดส่ายสายตาผ่านพุ่มไม้เตี้ยและหย่อมดอกไม้ป่าสีสันสดใส เพื่อมองหาประกายของลวดลายแถบสีหรือการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วว่องไว
เจ้าตัวนัมแบต (numbat) ยังคงหลบเลี่ยงไม่ให้เราได้พบเห็น มันคือสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องหายากของออสเตรเลีย ที่ดูราวกับเป็นลูกผสมระหว่างชิปมังก์และตัวกินมด
ครั้งหนึ่งนัมแบตเคยมีอยู่ชุกชุมทั่วพื้นที่ทางซีกตอนใต้ของทวีปออสเตรเลีย แต่ปัจจุบันป่าดรายแอนดรา ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ยังคงพบพวกมันได้
ขณะที่เราค่อย ๆ แล่นรถไปตามเส้นทางในป่า นักวิจัยอธิบายว่า การออกสำรวจประจำปีครั้งนี้สามารถช่วยติดตามสถานะความอยู่รอดของพวกนัมแบตได้อย่างไร
จนถึงเดือนนี้ นัมแบตยังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ แต่สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไป เมื่อจำนวนของพวกมันเริ่มฟื้นตัวขึ้น ความพยายามของทีมวิจัยนี้มีส่วนช่วยให้นัมแบตถูกถอดออกจากบัญชีแดงสากลของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม นับเป็นความหวังเล็ก ๆ ที่หาได้ยากในประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤตด้านการสูญพันธุ์ของสัตว์
พื้นที่ส่วนนี้ของออสเตรเลียคือแนวหน้าของวิกฤตดังกล่าว เป็นที่พึ่งพิงสุดท้ายของสัตว์หลายชนิดที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ จากศัตรูพืชที่รุกราน โรคระบาด การพัฒนาเมือง การทำลายถิ่นที่อยู่ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ในจังหวะหนึ่ง มีนกกระตั้วคาร์นาบีที่ใกล้สูญพันธุ์บินโฉบผ่านเหนือรถของเรา
บนเกาะแห่งหนึ่งไม่ไกลจากชายฝั่ง เป็นหนึ่งในถิ่นอาศัยสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ของสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องที่หายากที่สุดในโลกอย่าง "กิลเบิร์ตส์ โพโทรู" (Gilbert's potoroo)
ใต้ผืนน้ำสีฟ้าราวแซฟไฟร์รอบเกาะแห่งนี้ มีสิงโตทะเลออสเตรเลียที่นับวันมีจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง
ออสเตรเลียได้รับการยกย่องมาอย่างยาวนานว่าเป็นดินแดนแห่งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เป็นถิ่นอาศัยของพืชและสัตว์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากที่สุดในโลก โดยกว่า 80% ของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไม่สามารถพบได้ที่อื่นใดในโลก
แต่อาจกล่าวได้ว่าที่นี่กลายเป็นศูนย์กลางการสูญพันธุ์ของโลก โดยมีการสูญเสียสายพันธุ์ไปราวสี่ชนิดในทุกๆ ทศวรรษ และสถานการณ์การลดลงของจำนวนสายพันธุ์ก็มีแต่จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ
เหล่าอาสาสมัครผู้ทุ่มเทและนักอนุรักษ์ที่ทำงานภายใต้งบประมาณอันจำกัดได้ช่วยชะลอภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่า หากไม่มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนและความกล้าหาญทางการเมือง ความหลากหลายทางชีวภาพที่ออสเตรเลียกล่าวว่ารักกำลังจะถึงจุดจบ
"มันไม่ใช่แค่เรื่องของการจินตนาการ แต่มันกำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเราเลย" ศาสตราจารย์ยวน ริตชี กล่าวกับบีบีซี
มีภัยคุกคามมากมายที่เร่งให้สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์
หากการค้นหาสัตว์หายากในธรรมชาตินี้ยังไม่ท้าทายพอ นัมแบตซึ่งมีขนาดพอ ๆ กับกระรอก ยังขึ้นชื่อเรื่องการพรางตัวเป็นเลิศอีกด้วย ดร.โทนี เฟรนด์ ผู้บุกเบิกงานอนุรักษ์ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย อธิบาย
"วันนี้พวกมันแค่ตื่นสายกันน่ะครับ" ร็อบ แม็กลีน ประธานกลุ่มอาสาสมัครนัมแบต ทาสค์ฟอร์ซ (Numbat Taskforce) พูดติดตลกกลุ่มอาสาสมัครนี้กลุ่มนี้เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้การทำงานของโทนี ซึ่งมีทรัพยากรจำกัด ดำเนินไปได้ด้วยดี
เป็นเวลาสองสัปดาห์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของทุกปี เมื่อเหล่านัมแบตวัยเยาว์เริ่มออกจากโพรง ทีมงานจะขับรถไปตามเส้นทางเดิมทุกวัน และบันทึกข้อมูลนัมแบตทุกตัวที่พบเห็น
พวกเขาบันทึกพิกัดจีพีเอส วัดระยะห่างจากถนน และใช้สมการที่ซับซ้อนเพื่อประเมินความชุกชุมของนัมแบตในป่าแห่งนี้ และจากข้อมูลดังกล่าว ช่วยประเมินสถานะของประชากรนัมแบตในภาพรวมได้
คนหนึ่งนั่งเฝ้าอยู่ตรงหน้าต่างด้วยท่าทีจดจ่อ อีกคนขึ้นไปนั่งอยู่ท้ายรถกระบะ คอยก้มหลบกิ่งไม้ที่ยื่นออกมาจากต้นไม้สูงใหญ่ที่รายล้อมเราเป็นระยะ
มองลอดผ่านช่องว่างระหว่างลำต้นไม้ เราเห็นผืนพื้นที่เกษตรที่ถูกแผ้วถางเป็นระยะ ซึ่งล้อมรอบผืนป่าอนุรักษ์เล็ก ๆ แห่งนี้ไว้อย่างแน่นหนา
บริเวณริมทางของเส้นทางหนึ่ง มีเครื่องตรวจจับและพ่นยาพิษใส่แมวจรจัดและสุนัขจิ้งจอกที่เข้ามาในพื้นที่ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกถึงภัยอันตรายที่นัมแบตกำลังเผชิญ
"ปีนี้ถือเป็นปีที่อุดมสมบูรณ์ทีเดียว" ร็อบยอมรับ
เราขับรถตระเวนไปตามเส้นทางอยู่นานหลายชั่วโมง พบเห็นทั้งนกแก้ว วัลลาบี ตัวโกแอนนา และตัวอีคิดนาอีกสองสามตัว แต่กลับไม่เห็นนัมแบตเลยแม้แต่ตัวเดียว
โทนีเดินทางมาที่ดรายแอนดราในช่วงทศวรรษ 1980 และพบว่าที่นั่นมีนัมแบตเหลืออยู่ไม่ถึง 50 ตัว
สาเหตุสำคัญหลายประการในขณะนั้น ก็ยังคงเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตทั่วประเทศมาจนถึงทุกวันนี้
พื้นที่ถิ่นที่อยู่อาศัยที่สำคัญจำนวนมหาศาลกำลังถูกถางทำลายเพื่อการพัฒนาหรือเพื่อรองรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เกษตรกรรม การทำเหมืองแร่ และการทำไม้
สัตว์รุกรานที่ถูกนำเข้ามาได้ทิ้งร่องรอยแห่งความเสียหายไว้เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นมดคันไฟ คางคกอ้อย กระต่าย สุนัขจิ้งจอก และแมวจรจัด
วัชพืชรุกรานอย่างผกากรองกำลังเบียดเบียนและปกคลุมผืนป่าของออสเตรเลีย ขณะที่โรคคลามิเดียทำให้โคอาลาหลายพื้นที่ใกล้สูญพันธุ์ ขณะที่เชื้อราไคทริดที่กัดกินผิวหนังได้ทำให้กบสูญพันธุ์ไปแล้ว 7 ชนิด และจำนวนก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้สภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของสัตว์บางชนิด เช่น ค้างคาวแม่ไก่พื้นเมืองของออสเตรเลีย ซึ่งร่วงจากต้นไม้ตายเป็นจำนวนหลายพันตัวเนื่องจากอุณหภูมิที่สูงเกินไป
ส่วนสัตว์ชนิดอื่น ๆ ต้องเผชิญกับการสูญเสียแหล่งอาหารหรือถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมันไป
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเป็นสาเหตุให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทำลายล้างทั้งพืชและสัตว์ด้วยความรุนแรงและถี่ขึ้นจนน่าหวาดหวั่น
ตัวอย่างเช่น ไฟป่าครั้งใหญ่ในช่วงแบล็กซัมเมอร์ (Black Summer) ปี 2019-2020 ได้คร่าชีวิตสัตว์ไปตามการคาดการณ์มากถึงสามพันล้านตัว
เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ทำลายสถิติและเกิดขึ้นต่อเนื่องกันหลังจากนั้นได้แผ่ขยายเป็นวงกว้างมาก จนไม่อาจประเมินผลกระทบที่มีต่อสัตว์ป่าได้
สัตว์หลายชนิดที่ครั้งหนึ่งเคยมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ทั่วทั้งทวีป ปัจจุบันกลับเหลืออยู่อย่างกระจัดกระจายตามพื้นที่เล็ก ๆ และมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งยิ่งทับถมกัน จนทำให้พวกมันเปราะบางและเสี่ยงต่อภัยคุกคามครั้งต่อไปมากขึ้น
ยังมีความพยายามเล็ก ๆ แต่แน่วแน่ ที่จะชะลอแนวโน้มการเสื่อมถอยนี้
ขณะที่นัมแบตวัยหนุ่มสาวตัวหนึ่งกำลังกินอาหารเช้าซึ่งเป็นคัสตาร์ดโรยหน้าด้วย "ปลวก" อย่างเอร็ดอร่อย ผู้ดูแลสัตว์ที่สวนสัตว์เพิร์ทอธิบายว่า การปล่อยนัมแบตตัวผู้ตัวนี้กลับคืนสู่ป่าดรายแอนดราในอีกไม่กี่วัน จะสามารถช่วยเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมให้กับประชากรนัมแบตได้อย่างไร
"เมื่อได้รับข่าวว่านัมแบตที่เราเคยดูแลมีลูก และลูกของพวกมันก็มีลูกอีกที มันเป็นความรู้สึกที่น่าชื่นใจมาก" วิกกี พาวเวอร์ กล่าว
โครงการเพาะพันธุ์ในลักษณะนี้ยังช่วยให้สามารถสร้างประชากรกลุ่มใหม่ของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดที่กำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ได้อีกด้วย
แต่สัตว์หลายชนิดยังไม่สามารถอยู่รอดได้ในผืนป่าที่เป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง ซึ่งการควบคุมสิ่งมีชีวิตผู้ล่าจำนวนมากยังคงเป็นภารกิจที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องไม่รู้จบ พวกมันจึงถูกส่งไปอยู่ในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติที่มีรั้วกั้นแทน ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เองก็ต้องมีการดูแลจัดการอย่างมาก และยังเผชิญปัญหา เช่น การผสมพันธุ์ในหมู่เครือญาติและประชากรที่มีจำนวนมากเกินไป
โครงการปกป้องและฟื้นฟูถิ่นที่อยู่อาศัยกำลังเพิ่มมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถดำเนินการให้ทันกับการทำลายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสัตว์ป่า
นักวิทยาศาสตร์เองก็กำลังพยายามต่อสู้กับโรคต่าง ๆ เช่นกัน แม้จะเป็นภารกิจที่ต้องใช้ทั้งเงินทุนและแรงงานอย่างมาก และสำหรับสัตว์ส่วนใหญ่แล้ว ก็ช่วยยืดเวลาให้พวกมันอยู่รอดได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ส่วนอีกกลุ่มกำลังเก็บรักษาสารพันธุกรรมเอาไว้ เผื่อว่าวันหนึ่งเราจะหาวิธีชุบชีวิตสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปแล้วกลับคืนมาได้
สูญเสียไปแล้ว 100 ชนิด และยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
นักวิทยาศาสตร์ต่างเห็นพ้องกันว่า ขณะนี้โลกกำลังเผชิญกับการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เป็นครั้งที่หก ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีมนุษย์เป็นต้นเหตุ และออสเตรเลียก็กำลังอยู่แถวหน้าของวิกฤตนี้
ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีการสูญพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสูงมากที่สุดในโลก และยังติดอันดับต้น ๆ ของโลกในด้านการสูญเสียสิ่งมีชีวิตในกลุ่มอื่น ๆ ด้วย
"แม้ออสเตรเลียจะเป็นหนึ่งในประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในโลกเมื่อพิจารณาจากรายได้ต่อหัวประชากร และเป็นประเทศที่มีนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำระดับโลกอยู่ไม่น้อยก็ตาม… แต่ผลงานด้านการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตของเรากลับย่ำแย่อย่างมาก" ริตชี กล่าว
"และสถานการณ์ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น"
บัญชีรายชื่อการสูญพันธุ์อย่างเป็นทางการของรัฐบาลออสเตรเลียระบุว่า มีสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ไปแล้ว 67 ชนิด แต่บรรดานักวิจัยเชื่อมั่นว่า ในความเป็นจริงมีพืชและสัตว์อย่างน้อย 100 ชนิดที่สูญพันธุ์ไปจากโลกอย่างถาวร
พวกเขาคาดว่าตัวเลขที่แท้จริงนั้นสูงกว่านี้มาก และออสเตรเลียยังมีการค้นพบมีสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปแล้วอยู่เรื่อย ๆ
แม้ว่าอัตราการสูญพันธุ์ในออสเตรเลียจะยังคงอยู่ที่ประมาณสี่ชนิดต่อทศวรรษ แต่จำนวนชนิดพันธุ์ที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์กลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งสถานะของหลายชนิดพันธุ์ยังคงทรุดโทรมลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วยิ่งขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แนวโน้มเช่นนี้อาจส่งผลกระทบที่น่ากังวลอย่างต่อเนื่อง โดย แจ็ก พาสโค นักนิเวศวิทยา กล่าวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพของออสเตรเลีย "เป็นรากฐานของทุกสิ่ง"
ลองนึกถึงภาคส่วนต่าง ๆ เช่น การผลิตอาหาร การท่องเที่ยว การก่อสร้าง ซึ่งล้วนเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ ผลกระทบนี้อาจขัดขวางความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ในด้านการแพทย์ การเกษตร และแม้แต่การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
และสำหรับชนพื้นเมืองในออสเตรเลีย การเสื่อมถอยดังกล่าวยังเป็นภัยต่อวัฒนธรรมของพวกเขาด้วย
"เรามองว่าตัวเราเองเป็นผู้พิทักษ์ที่ดูแลสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลก ดังนั้น เมื่อสิ่งเหล่านี้มีสภาพไม่ดีหรือเราสูญเสียพวกมันไปอย่างถาวร มันจึงเกิดความรู้สึกสูญเสียที่ลึกซึ้งมากทั้งในระดับส่วนตัวและสังคม" พาสโคซึ่งเป็นชายจากชนพื้นเมืองเผ่ายูวิน (Yuin) กล่าว
ความล้มเหลวตลอดหลายทศวรรษ
"แม้ว่าการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมจะเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลระดับรัฐ แต่รัฐบาลกลางก็มีหน้าที่กำกับดูแลเรื่องที่มีความสำคัญระดับชาติ"
"พรรคแรงงาน (Labor) เข้ารับตำแหน่งรัฐบาลในปี 2022 โดยให้คำมั่นว่าจะไม่ปล่อยให้มีสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่สูญพันธุ์ในช่วงที่รัฐบาลของตนบริหารประเทศ และพรรคยังพยายามผลักดันให้การอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่กำหนดทิศทางของการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง"
"เป็นที่เข้าใจกันดีว่าธรรมชาติกำลังเผชิญกับความท้าทายมากมายในโลกปัจจุบัน ทั้งที่นี่ในออสเตรเลียและในต่างประเทศ… เรากำลังสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในอัตราที่น่าตกใจ" เมอร์เรย์ วัตต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม กล่าวกับบีบีซีในแถลงการณ์
พรรคของเขาได้เดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของออสเตรเลียอย่างจริงจัง และเร่งผลักดันโครงการพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างมาก
พวกเขาได้รับคำชื่นชมอยู่บ้างจากผลงานในการช่วยดึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งให้รอดพ้นจากภาวะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
และการผ่านกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับปรับปรุงใหม่เมื่อปีที่แล้ว ได้รับการยกย่องว่าเป็นการปฏิรูปครั้งสำคัญที่สุดในรอบหนึ่งชั่วอายุคน
ออสเตรเลียยังมีเป้าหมายอันแน่วแน่ที่จะยับยั้งและฟื้นฟูการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพภายในปี 2030
แต่ก็มีความหวังเพียงเล็กน้อยเท่านั้นว่านี่จะเป็นจุดเปลี่ยนที่แท้จริง
กฎหมายฉบับใหม่เป็นเพียงกรอบพื้นฐานสำหรับการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ส่วนเนื้อหาสำคัญของการเปลี่ยนแปลงยังอยู่ระหว่างการกำหนดรายละเอียด โดยจะอยู่ในรูปของมาตรฐานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (National Environmental Standards - NES) และหน่วยงานเฝ้าระวังของรัฐบาลกลางที่จะทำหน้าที่บังคับใช้มาตรฐานดังกล่าว
ผู้คนจำนวนไม่น้อยในภาคส่วนนี้มองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดเครื่องมือด้านกฎระเบียบ แต่อยู่ที่เจตจำนงทางการเมืองที่จะนำเครื่องมือเหล่านั้นมาใช้
รัฐบาลชุดต่างๆ ตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมาล้มเหลวในการปกป้องสิ่งแวดล้อมอย่างเพียงพอ นี่คือคำกล่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของออสเตรเลียที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี
นี่รวมถึงรัฐบาลของเขาเองด้วย "พวกเราก็ควรทำให้มากกว่านี้เช่นกัน" โรเบิร์ต ฮิลล์ กล่าว โดยเขาเป็นผู้ผลักดันการปฏิรูปครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดในปี 1999 ภายใต้รัฐบาลผสมฝ่ายอนุรักษนิยมของอดีตนายกรัฐมนตรีจอห์น ฮาวเวิร์ด
ความท้าทายหลายอย่างในยุคสมัยของเขายังคงตามหลอกหลอนผู้นำในปัจจุบัน
ความมั่งคั่งของประเทศส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นจากการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยบ่อยครั้งต้องแลกมาด้วยความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม
ทรัพยากรอันมั่งคั่งเหล่านั้นยังคงเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจ และช่วยสนับสนุนงบประมาณของรัฐบาลสำหรับการใช้จ่ายด้านบริการที่จำเป็น เช่น สาธารณสุขและที่อยู่อาศัย
นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากภาคอุตสาหกรรม รวมถึงผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันของรัฐบาลระดับรัฐต่าง ๆ ซึ่งการที่รัฐเข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องมาตรการกำกับดูแลนั้นทำให้เส้นแบ่งความรับผิดชอบไม่ชัดเจน และเพิ่มขั้นตอนทางราชการที่ยุ่งยากมากขึ้น
การต่อสู้เหล่านี้ทำให้แม้แต่ผู้สนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่แข็งกร้าวที่สุดภายในรัฐบาลยังต้องบอบช้ำ
ตัวอย่างเช่น เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลของแอนโทนี อัลบาเนซีเร่งผลักดันกฎหมายเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมการเลี้ยงปลาแซลมอน หลังจากได้รับการล็อบบี้จากเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลรัฐแทสเมเนีย โดยปิดกั้นเสียงคัดค้านจากภายในรัฐบาลเอง และเพิกเฉยต่อคำแนะนำจากหน่วยงานของรัฐบาลที่เตือนถึงผลกระทบของอุตสาหกรรมมูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 32,600 ล้านบาท ต่อการอยู่รอดของปลากระเบนมอเจียนซึ่งเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์
"หากมีทางเลือกในด้านเศรษฐกิจเข้ามา ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมก็มักจะถูกตัดทิ้งไป" ฮิลล์กล่าว
"ต่อให้ [รัฐบาลกลาง] ต้องการจะลงมือทำจริง ก็ยังจำเป็นต้องมีความเข้มแข็งทางการเมืองมากพอที่จะแปรเปลี่ยนความมุ่งหวังเหล่านั้นให้กลายเป็นความจริงได้"
นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อที่ว่าการเพิ่มมาตรการกำกับดูแลเพียงอย่างเดียวนั้นแทบจะไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
คนในภาคส่วนนี้กล่าวว่า ปัจจุบันงานอนุรักษ์ที่มีจำนวนมากเกินไปต้องพึ่งพาเงินบริจาคจากผู้ใจบุญและอาสาสมัครที่อุทิศตน ขณะที่งานอนุรักษ์อีกมากมายยังคงถูกพักไว้ในรายการที่ต้องทำ เนื่องจากขาดแคลนเงินทุน
รัฐบาลกลางใช้งบประมาณโดยตรงประมาณ 700 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 16,310 ล้านบาท สำหรับการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งเป็นเพียงส่วนน้อยของเงิน 33,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือคิดเป็น 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหรือจีดีพี ที่นักอนุรักษ์มองว่าควรจะเป็นจริง ผู้คนอย่าง พอล เอลตัน ยอมรับว่าตัวเลขดังกล่าวอาจดูสูงจนน่าตกใจ แต่พวกเขาก็ยืนยันว่าเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผล
จากงานวิจัยของเขา ซึ่งรัฐบาลโต้แย้ง พบว่ายังคงมีการใช้จ่ายเงินมากกว่า 26,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 605,280 ล้านบาท ไปกับเงินอุดหนุนสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การทำเหมือง เกษตรกรรมแบบเข้มข้น หรือเชื้อเพลิง แม้ว่าออสเตรเลียจะลงนามในข้อตกลงระหว่างประเทศว่าจะทยอยลดเงินอุดหนุนเหล่านี้ลงก็ตาม
"ทุก ๆ หนึ่งดอลลาร์ที่รัฐบาลใช้ไปกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในทางที่เป็นประโยชน์ รัฐบาลกลับใช้เงิน 26 ดอลลาร์ออสเตรเลียไปกับเงินอุดหนุนที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อธรรมชาติ" เขากล่าวกับบีบีซี
"นั่นเป็นความไม่สมดุลที่เห็นได้อย่างชัดเจนมาก"
รมว.สิ่งแวดล้อมออสเตรเลียไม่ได้ตอบโดยตรงต่อคำถามเกี่ยวกับข้อเรียกร้องของกลุ่มนักอนุรักษ์ แต่กล่าวว่า "เรายังคงมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดยทำงานร่วมกับรัฐบาลระดับรัฐและท้องถิ่น รวมถึงกลุ่มชุมชนและกลุ่มสิ่งแวดล้อม"
แม้กระแสสังคมจะเริ่มเปลี่ยนไป แต่ก็ยังมีความกังขาว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมท่ามกลางข้อเรียกร้องที่หลากหลายและวิกฤตการณ์ที่รุมเร้า จนกว่าจะถูกกดดันจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ต้องดำเนินการดังกล่าว
ฮิลล์กล่าวว่า "คนในสังคมจะบอกคุณว่า เราควรใช้เงินจำนวนมากกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ถ้าคุณถามกลับว่า 'แล้วคุณพร้อมจะเสียสละอะไรเพื่อให้มีงบประมาณสำหรับเรื่องนี้' พวกเขาก็จะไม่สนใจอีกต่อไป"
ท่ามกลางความท้าทายมากมายและความคืบหน้าที่ดูเหมือนจะมีเพียงน้อยนิด บรรดาผู้ผลักดันการเปลี่ยนแปลงต่างยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะยังคงรักษาความหวังเอาไว้ได้
"เรารู้ว่าปัญหาคืออะไร รู้วิธีแก้ไข และรู้ดีว่าเมื่อเราทุ่มงบประมาณไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ผลตอบแทนที่ได้กลับมานั้นจะคุ้มค่ามหาศาล" ริตชี นักนิเวศวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกล่าว
"มันก็เหมือนกับการเป็นแพทย์และเห็นผู้ป่วยจำนวนมากในชุมชน คุณรู้ว่าจะรักษาพวกเขาได้อย่างไร แต่กลับไม่มีใครยอมให้คุณทำเช่นนั้น"
ความสำเร็จเล็ก ๆ อย่างการทำให้มั่นใจว่านัมแบตมีอนาคตที่ดี เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขายังคงเดินหน้าต่อสู้ต่อไป
ปัจจุบันมีนัมแบตอยู่ทั่วประเทศประมาณ 3,000 ตัว และในพื้นที่ดรายอันดรา จำนวนนัมแบตเพิ่มขึ้นถึงสิบเท่า
เมื่อไม่นานมานี้ นัมแบตถูกถอดออกจากบัญชีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ระดับนานาชาติ และปัจจุบันถูกจัดให้อยู่ในสถานะ 'ใกล้ถูกคุกคาม' (near-threatened)
ต้องใช้เวลานานถึงห้าชั่วโมง แต่ในที่สุดก็มีเสียงร้องด้วยความตื่นเต้นดังขึ้นพร้อมกันจากที่นั่งคนขับและท้ายรถกระบะ ต้นเหตุของความวุ่นวายยืนนิ่งอย่างระแวดระวังอยู่ที่ปลายท่อนไม้ผุที่กำลังถูกเจาะเป็นโพรง
"มันไม่ใช่การแข่งขันหรอก" โรเบิร์ตพูดพลางหัวเราะ จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่คู่แข่งซึ่งทำหน้าที่สังเกตการณ์เหมือนกัน "แต่ผมเห็นมันก่อนเขาหนึ่งวินาที"
ราวกับเขื่อนที่ถูกกั้นไว้แตกออกมา ในช่วงเวลาไม่นานหลังจากนั้น เราเห็นนัมแบตแปดตัว รวมทั้งลูกนัมแบตสองคู่ กระพริบตาให้เราในแสงสลัว
ต่อมาโทนีบอกผมว่า การสำรวจนับจำนวนนัมแบตทั้งหมดในปีนี้ถือว่าผลออกมาดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา
"แต่ผมก็เตือนทุกคนว่าพวกเขายังไม่พ้นวิกฤต" โทนีกล่าว
ความโล่งใจที่นัมแบตกลับมาฟื้นตัวได้ แต่ก็มีความกังวลว่าสถานการณ์นี้อาจทำให้การเข้าถึงเงินทุนและการสนับสนุนที่จำเป็นต่อการรักษาความสำเร็จดังกล่าวให้มั่นคงนั้นทำได้ยากขึ้น
วอยลี เป็นสัตว์ที่มีกระเป๋าหน้าท้อง เป็นตัวอย่างที่ควรระวัง มันฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยและถูกถอดออกจากรายชื่อสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ แต่ก็ถูกเพิ่มเข้าไปในรายชื่ออีกครั้งในอีกสิบปีต่อมา ในสภาพที่ย่ำแย่ลงกว่าเดิม
"เราจะเดินหนีไปเฉย ๆ ไม่ได้หรอก" โทนีพูด "แล้วบอกว่า 'ไม่เป็นไรหรอก พวกเขาโอเค' คุณเข้าใจใช่ไหม"
ต้องยอมรับว่าจำเป็นต้องมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาพันธุ์สัตว์ชนิดนั้นไว้บนโลกต่อไป เขากล่าวทิ้งท้าย