You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
แกะสาเหตุภัยพิบัติที่รอยต่อเนปาล-ทิเบต จากธารน้ำแข็งถล่ม สู่ความเสี่ยงเกิดมวลน้ำถล่มซ้ำสอง
- Author, ปาวัน ราจ เปาเดล
- Role, บีบีซีแผนกภาษาเนปาล
- Published
- เวลาอ่าน: 6 นาที
เกเชฟ ปราสาด บารัล กำลังอยู่ที่บ้านของภรรยาตอนที่เกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันถล่มพื้นที่ชายแดนเนปาล-ทิเบต เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (26 ส.ค.)
"มันเป็นกระแสโคลนมหาศาลที่พุ่งตรงเข้าหาเรา" ชายวัย 68 ปี ซึ่งขณะนี้กำลังเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลขนาดเล็กแห่งหนึ่งในเนปาลกล่าวและบอกว่า เขาพยายามคว้ามือภรรยาไว้ขณะที่น้ำเชี่ยวกรากไหลทะลักเข้าบ้าน แต่เธอ "ถูกกระแสน้ำพัดหายไป"
"ภรรยาของผมยังอยู่ที่ไหนสักแห่งใต้โคลน" เขากล่าวเสริม "เธอจากไปแล้ว"
คาดการณ์ว่าประเทศในแถบเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้จะเผชิญกับ "ความสูญเสียเป็นวงกว้าง" ตัวเลขล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 469 คน ขณะที่ยังมีอีกกว่า 900 คนที่สูญหาย ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 500 คน
ในเขต อ.จีหรง (Gyirong) ของจีน มีผู้สูญหาย 558 คน ซึ่งรวมถึงชาวต่างชาติ 260 คนจากรายงานของสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของทางการจีน
ในตอนแรก ทางการเนปาลเชื่อว่าแผ่นดินไหวขนาด 4.4 ใกล้ชายแดนอาจเป็นชนวนให้เกิดภัยพิบัติครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา (USGS) ระบุเมื่อวันพฤหัสบดี (27 ส.ค.) ว่าเหตุการณ์ดังกล่าว "จริง ๆ แล้วเกิดจากการพังถล่มของธารน้ำแข็งและดินโคลน หิน และเศษซากที่ไหลลงมา" ซึ่ง "ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงตามมาในพื้นที่ปลายน้ำ"
ข้อสรุปดังกล่าวสอดคล้องกับข้อสังเกตโดยรวมของเจ้าหน้าที่กรมอุทกวิทยาและอุตุนิยมวิทยาของเนปาล ซึ่งให้ข้อมูลกับบีบีซีก่อนหน้านี้ โดยภาพที่หน่วยงานดังกล่าวตรวจสอบดูเหมือนจะแสดงให้เห็นมวลน้ำแข็งขนาดใหญ่ ซึ่งอาจมาจากธารน้ำแข็ง พังถล่มจากไหล่เขาฝั่งทิเบตบริเวณชายแดน และพุ่งลงจากที่สูงพร้อมกับหินและตะกอนจำนวนมาก
ทางการเนปาลเชื่อว่าการพังถล่มดังกล่าวอาจทำให้เกิดมวลน้ำปริมาณมหาศาลทะลักออกมา พร้อมทั้งกระแสโคลน หิน และเศษซากที่เคลื่อนตัวด้วยความรุนแรง หนึ่งในสมมติฐานหลักคือ มวลดินโคลนและหินเหล่านี้ได้ปิดกั้นแม่น้ำเลนเด (Lhende river) ไว้ชั่วคราวจนเกิดเป็นเขื่อนธรรมชาติ และเมื่อน้ำสะสมเพิ่มขึ้นเขื่อนดังกล่าวจึงแตก ส่งผลให้มวลน้ำขนาดใหญ่ไหลบ่าลงสู่พื้นที่ปลายน้ำและสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางรายเตือนว่าหลักฐานที่ชี้ว่าเกิดสิ่งกีดขวางลำน้ำดังกล่าวนั้น ยังมีอยู่อย่างจำกัด
บาซันตา ราช อธิการี ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติศึกษาจากมหาวิทยาลัยตรีภูวันในเนปาล ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีแผนกภาษาเนปาลว่า ไม่มีรายงานว่าระดับน้ำในแม่น้ำเลนเดลดลงก่อนที่มวลน้ำหลากจะมาถึง ซึ่งโดยปกติแล้วมันควรจะเกิดขึ้น หากแม่น้ำถูกปิดกั้นในพื้นที่ต้นน้ำ
เขากล่าวว่าน้ำท่วมฉับพลันครั้งนี้ อาจเกิดจากการถล่มลงมาโดยตรงของหิมะ น้ำแข็ง และหิน (ice-rock avalanche) อันเป็นผลจากการพังทลายของธารน้ำแข็ง
ในเวลาเดียวกัน อธิการียังเตือนถึงความเสี่ยงของอันตรายระลอกที่ 2 และ 3 ตามมาด้วย
"เรายังไม่ทราบจนถึงตอนนี้" เขากล่าว พร้อมเสริมว่าเขากำลังติดต่อกับเพื่อนร่วมงานในจีนที่กำลังติดตามสถานการณ์ "แม้ขณะนี้ไม่มีฝนตกหนัก แต่ก็ยังอาจเกิดดินถล่มได้"
ขณะเดียวกัน นักธารน้ำแข็งวิทยาบางรายกล่าวว่า จากหลักฐานล่าสุดเป็นไปได้น้อยที่สาเหตุหลักของเหตุการณ์นี้จะเกิดจากปรากฏการณ์น้ำท่วมจากการแตกของทะเลสาบธารน้ำแข็ง หรือ จีแอลโอเอฟ (Glacial Lake Outburst Flood - GLOF) เนื่องจากปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อน้ำที่สะสมอยู่ในทะเลสาบธารน้ำแข็งถูกปลดปล่อยออกมาอย่างฉับพลัน หลังจากสิ่งที่กีดขวางซึ่งเป็นน้ำแข็ง หิน หรือตะกอน พังทลายลง
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ยังไม่ชัดเจนว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้ธารน้ำแข็งพังถล่มเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง
ไซมอน คุก นักธารน้ำแข็งวิทยาจากมหาวิทยาลัยดันดีในสกอตแลนด์ กล่าวว่า เหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันนี้เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาในภูมิภาคต่าง ๆ เช่น เทือกเขาหิมาลัย สวิตเซอร์แลนด์ และเทือกเขาโดโลไมต์ในอิตาลี
เขามองว่าภาวะโลกร้อนอาจกำลังทำให้ชั้นดินเยือกแข็งถาวร (permafrost) ซึ่งช่วยยึดเหนี่ยวพื้นที่ลาดเขาบางส่วนให้คงตัว เกิดการละลายและเสื่อมสภาพลง
คุกกล่าวเสริมว่า สิ่งนี้ "ทำให้สภาพแวดล้อมบนภูเขาสูงเหล่านี้ขาดเสถียรภาพ" ส่งผลให้เกิดสถานการณ์เหล่านี้เพิ่มมากขึ้น ทั้งดินถล่ม การไหลของซากมวลหินดินทราย น้ำละลายจากธารน้ำแข็ง น้ำท่วมจากการแตกของทะเลสาบธารน้ำแข็ง และการพังทลายของธารน้ำแข็ง
อธิการีเห็นพ้องว่าผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) ปรากฏชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ "เรากำลังสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ แต่เราไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้วันไหนอย่างเฉพาะเจาะจง"
สหประชาชาติระบุในปี 2023 ว่า เนปาลสูญเสียปริมาณน้ำแข็งเกือบ 1 ใน 3 ในช่วงสามทศวรรษก่อนหน้า และธารน้ำแข็งของประเทศเนปาลมีอัตราการละลายเร็วขึ้น 65% ในช่วงปี 2011-2020 เมื่อเทียบกับช่วงทศวรรษก่อนหน้า
ทำไมภูมิภาคนี้จึงเปราะบางต่อภัยพิบัติเป็นพิเศษ
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าพื้นที่ชายแดนเนปาล-จีน มีความเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติอย่างมากจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่
บริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งของภูเขาที่สูงที่สุดในโลกบางแห่ง รวมถึงมีธารน้ำแข็ง พื้นที่หิมะปกคลุม และพื้นที่ลาดเขาสูงชันที่ไม่มั่นคง โดยแม่น้ำที่ไหลลงมาจากที่ราบสูงทิเบตจะไหลผ่านหุบเขาลึกอย่างรวดเร็วก่อนจะไปถึงพื้นที่ชุมชนของเนปาล
นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า สิ่งนี้ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดภัยพิบัติแบบลูกโซ่ (cascading hazards) ซึ่งเหตุการณ์หนึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดอีกเหตุการณ์หนึ่งตามมาได้
พวกเขากล่าวว่าสภาพอากาศในช่วงมรสุมยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของภัยพิบัติแบบลูกโซ่ โดยฝนตกหนักอาจทำให้พื้นที่ลาดของเทือกเขาไม่มั่นคง และมีปฏิสัมพันธ์กับธารน้ำแข็ง พื้นที่หิมะปกคลุม และระบบแม่น้ำในลักษณะที่ซับซ้อน
ฝนตกหนักอาจทำให้พื้นที่ลาดเชิงเขาไม่มั่นคง ธารน้ำแข็ง มวลน้ำแข็ง และพื้นที่ที่หิมะปกคลุมอาจพังถล่มลงมาและอาจไปปิดกั้นลำน้ำ จากนั้นทำให้เกิดเขื่อนชั่วคราวที่อาจแตกอย่างฉับพลัน ส่งผลให้เกิดน้ำหลากที่สร้างความเสียหายรุนแรงไหลลงสู่พื้นที่ปลายน้ำต่อไป
ภัยพิบัติลักษณะนี้สามารถป้องกันได้หรือไม่
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าภัยอันตรายต่าง ๆ เช่น ดินถล่ม หิมะถล่ม และการพังทลายของธารน้ำแข็งไม่สามารถป้องกันได้โดยสิ้นเชิง แต่สามารถลดผลกระทบของมันได้
ปัจจุบันมีการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าเพิ่มขึ้นในหุบเขาที่มีความเปราะบางและบริเวณโดยรอบทะเลสาบธารน้ำแข็ง ระบบเหล่านี้สามารถติดตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงและเพิ่มเวลาอันมีค่าสำหรับการอพยพผู้คน
นักวิจัยยังให้ความเห็นด้วยว่าการยกระดับความร่วมมือข้ามพรมแดนเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากภัยอันตรายจำนวนมากมีจุดกำเนิดในพื้นที่ห่างไกลของทิเบต ก่อนจะส่งผลกระทบต่อเนปาล
"หากเหตุการณ์นี้เริ่มต้นในเนปาล เราก็อาจมองเห็นได้จากที่นี่ แต่ในเหตุการณ์ลักษณะนี้ ระบบการแบ่งปันข้อมูลระหว่างประเทศจำเป็นต้องได้รับการเสริมให้แข็งแกร่งขึ้น" อธิการีกล่าว พร้อมเสริมว่า กลไกการแบ่งปันข้อมูลข้ามพรมแดนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอสำหรับการรับมือกับภัยพิบัติที่ก่อตัวอย่างรวดเร็วเช่นนี้
ในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การลดการตั้งถิ่นฐานหรือกิจกรรมของมนุษย์ในพื้นที่เสี่ยง อาจเป็นแนวทางป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุด
"ชุมชนที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสามารถย้ายไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่อื่นได้ โดยอาศัยการระบุพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง" อธิการี กล่าว