พอร์ตเด็ก ม.6 "มันเน่าหมดแล้ว… อันนี้มันเสียหายเยอะกว่าของ" ความเสียหายหลังน้ำลดของสตูดิโอสอนศิลปะในแฟลตคลองจั่น

Panisa Aemocha/BBC Thai
    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 7 นาที

รุ่งเช้าวันที่ 2 ต.ค. บีบีซีไทยเดินทางมาถึงบริเวณซอยเสรีไทย 5 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร

จากถนนเสรีไทยที่เชื่อมต่อมาจากแยกบางกะปิ ซอยเสรีไทย 5 เส้นทางหลักที่ตัดเข้าสู่ชุมชนแฟลตคลองจั่น 30 อาคารประสบภัยน้ำท่วมสูงมาตั้งแต่คืนวันที่ 25 ก.ย. และน้ำเพิ่งจะลดลงเมื่อวันที่ 1 ต.ค.

เส้นทางหลักที่คนแฟลตคลองจั่นใช้เข้าออกในยามปกติเต็มไปด้วยโคลนหมักหมม ขยะเปียกเน่าเสีย และยังมีน้ำบางส่วนเจิ่งนองอยู่ตามพื้น สภาพความเสียหายมาพร้อมกับกลิ่นเหม็นเน่าที่ให้ความรู้สึกทั้งสกปรกและหดหู่ผสมปนกัน

ขณะเดินสำรวจสองข้างทางและเข้าไปยังซอยย่อยต่าง ๆ ในย่านแฟลตคลองจั่น บีบีซีไทยได้พบกับพันนิดา เงินเทศ และจุฑาวุธ ยศพลพิบูล ซึ่งกำลังเก็บกวาดสตูดิโอเล็ก ๆ หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ในซอยนวมินทร์ 6/3 ห่างจากคลองลำพังพวยไม่ถึง 40 เมตร

ทั้งสองมองมาที่ทีมข่าวบีบีซีไทยอย่างอ่อนใจตอนที่เราสอบถามว่าสถานการณ์ของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง

คำบรรยายวิดีโอ, น้ำท่วมอนาคตเด็กยื่นพอร์ตเรียนต่อ เจาะใจเจ้าของสถาบันสอนพิเศษศิลปะซุ้มเสือสตูดิโอ ย่านชุมชนแฟลตคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม.

"หมดอ่ะค่ะ เอาออกได้แค่น้องหมากับน้องแมวที่เลี้ยงไว้ในร้าน นอกนั้นมันไม่ทัน น้ำมันมาไว มันขึ้นจากคลอง ไม่เหมือนตอนปี 2554 ที่บริเวณนี้ไม่ท่วม" พันนิดาตอบกลับบีบีซีไทยพร้อมเชื้อเชิญให้เข้าไปสำรวจความเสียหายในสตูดิโอที่เธอค่อย ๆ สร้างขึ้นมาจากล็อกขายน้ำอัดลมเล็ก ๆ

เมื่อเข้ามาในสตูดิโอ ฝาผนังด้านหนึ่งเต็มไปด้วยผลงานภาพวาดศิลปะทั้งภาพวาดดินสอ แรเงา ลงสี กลางห้องเล็ก ๆ มีโต๊ะใหญ่ตรงกลางที่นั่งทำงานได้ราว 6 คนตั้งอยู่

เมื่อมองมาที่ระดับสายตา ข้าวของที่อยู่ในสภาพเปียกชื้นกองอยู่ระเนระนาด โดยเฉพาะบริเวณด้านขวามือของห้องที่เสมือนเป็นครัวเล็ก ๆ ตู้เย็น เครื่องครัว และเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ต่างไม่ได้อยู่ในที่ที่มันควรอยู่

ด้านซ้ายมือถัดมาจากผนัง กระจกบานใหญ่ปรากฏร่องรอยระดับน้ำที่เคยท่วมสูงถึงครึ่งบาน ถุงดำหลายสิบใบวางเรียงรายกันอยู่บริเวณนั้นกับรถเข็นก่อสร้างคันเก่า ๆ คันหนึ่งจอดอยู่

Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ, ความเสียหายหลังน้ำลดของสตูดิโอสอนพิเศษศิลปะย่านแฟลตคลองจั่นที่น้ำท่วมเกือบระดับเอว
Wasawat Lukharang/BBC Thai

ที่นี่คือ ซุ้มเสือสตูดิโอ สถาบันสอนพิเศษเพื่อติวนักเรียนที่อยากศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยด้าน สถาปัตยกรรม การออกแบบ และคณะที่เกี่ยวข้องกับศิลปะทุกสาขา

ภาพที่เคยมีเด็กเกือบสิบคนนั่งเรียนพร้อม ๆ กัน ต่างคนต่างโฟกัสไปที่ผลงานของตัวเอง และที่สำคัญคือเด็ก ๆ เหล่านี้ต่างกำลังปั้นแฟ้มสะสมผลงาน (portfolio) เพื่อยื่นเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย วันนี้เหลือไว้แต่ความเสียหาย

บรรยากาศการเรียนการสอนของซุ้มเสือสตูดิโอ ย่านบางกะปิ ก่อนเหตุการณ์น้ำท่วม
คำบรรยายภาพ, บรรยากาศการเรียนการสอนของซุ้มเสือสตูดิโอ ย่านบางกะปิ ก่อนเหตุการณ์น้ำท่วม

อย่าให้อนาคตเด็กลอยไปกับน้ำ

พันนิดา เงินเทศ และ จุฑาวุธ ยศพลพิบูล
คำบรรยายภาพ, ครั้งหนึ่งสตูดิโอแห่งนี้เคยช่วยสานฝันให้นักเรียนมากมาย วันนี้เจ้าของสตูดิโอทั้งสองยังไม่รู้จะกลับมานับหนึ่งกันจากตรงไหน

"งานที่ทำที่จะใส่พอร์ตยื่นมหาลัยของเด็ก ม.6 มันเน่าหมดแล้ว ทำอะไรไม่ได้เลย อันนี้มันเสียหายเยอะกว่าของ มันคืออนาคต" พันนิดากล่าวขณะหยิบกระเป๋าเขียนแบบที่แขวนอยู่บริเวณผนังมาเปิดให้ทีมข่าวดูผลงานของนักเรียนที่เปียกชุ่ม

จุฑาวุธที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ เสริมว่า เด็กหลายคนที่มาเรียนกับสตูดิโอของพวกเขาสะสมผลงานกันมาเป็นเวลาหลายปีเพื่อจะยื่นมหาวิทยาลัยตอนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และในช่วงหน้าฝนเช่นนี้เด็กหลาย ๆ คนก็เลือกจะฝากชิ้นงานของตัวเองไว้ที่สตูดิโอมากกว่าจะเสี่ยงขนผลงานไปกลับ

เขายังบอกกับเราอีกว่าอีกเพียงแค่หนึ่งเดือนก็จะถึงช่วงเวลาที่เด็กต้องยื่นแฟ้มสะสมผลงานเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว

ข้อมูลจากระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือที่รู้จักกันในชื่อ TCAS การยื่นเข้ามหาวิทยาลัยด้วยรูปแบบ portfolio จะเริ่มรับสมัครตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค. เป็นต้นไป โดยระยะเวลาขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัย

ข้อมูลจากเว็บไซต์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศว่ากำหนดการรับสมัครนักศึกษารอบที่ 1 ประเภทแฟ้มสะสมผลงานจะรับสมัครตั้งแต่วันที่ 3-12 พ.ย. สำหรับกลุ่มแรก และวันที่ 26 พ.ย. - 1 ธ.ค. สำหรับกลุ่มที่สอง ขณะที่บางมหาวิทยาลัยมีการเปิดรับสมัครยาวไปจนถึงช่วงต้นปี 2570

พันนิดา เงินเทศ และ จุฑาวุธ ยศพลพิบูล
คำบรรยายภาพ, ตัวอย่างผลงานนักเรียนจากซุ้มเสือสตูดิโอ

จุฑาวุธเล่าว่าสำหรับเด็กคนหนึ่งที่อยากจะเรียนต่อสายศิลปะหรือสถาปัตยกรรมและเริ่มเรียนพิเศษเพื่อติวเฉพาะทาง ครอบครัวอาจต้องทุ่มเงินไม่ต่ำกว่าปีละ 100,000 บาท

เขาแจกแจงว่าการเรียนนั้นต้องมีอุปกรณ์อย่างคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่ก็ต้องจ่ายเงินหลัก 50,000 บาท ขณะที่ค่าเรียนพิเศษหากคำนวณว่าเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 5,000 บาท หนึ่งปีก็รวมกันเป็นแสนบาท การลงทุนเหล่านี้ยังสะสมกันมาเป็นเวลาหลายปี

เขาบอกว่าช่วงเวลาที่เกิดฝนตกหนักเมื่อปลายสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา เป็นช่วงพีคของการเตรียมตัวติวสอบและปั้นแฟ้มผลงานเพราะว่าเป็นช่วงที่เด็กปิดเทอม และใกล้ถึงเวลายื่นแฟ้มผลงานแล้ว และวันที่ 25 ก.ย. ที่สถานการณ์ฝนฟ้าในกรุงเทพฯ เริ่มตกแช่ยาวนานก็เป็นวันสอบวันสุดท้ายที่โรงเรียนของเด็กนักเรียน และนั่นก็เป็นวันเริ่มเปิดคอร์สเรียนศิลปะวันแรก ทว่าสถานการณ์ฝนก็ทำให้คอร์สเรียนยังไม่ทันได้เริ่มต้น

พันนิดา เงินเทศ และ จุฑาวุธ ยศพลพิบูล
คำบรรยายภาพ, ตัวอย่างผลงานนักเรียนจากซุ้มเสือสตูดิโอ

"มันก็อาจจะเป็นคราวซวยของเด็กที่อยู่ในโซนแถวนี้ที่เสียงมันอาจจะไปไม่ถึงมหาลัยก็ได้ว่าเขาเดือดร้อนอย่างไร เด็กบางคนบ้านเขาอาจจะน้ำไม่ท่วมก็จริง แต่งานอยู่ที่สตูดิโอเขา อย่างเด็กคนนี้ที่โน้ตบุ๊กท่วม ก็ไม่รู้ว่าบ้านเขาจะเริ่มต้นยังไง เขาจะมาเรียนยังไง แล้วไม่รู้ว่าถ้าบ้านเขาน้ำท่วมอีก เขาจะมีเงินมาเรียนต่อไหมกับเดือนนี้ที่เรากำลังจะเข้ามหาลัย" จุฑาวุธกล่าว

เขาบอกกับเราว่าหากสามารถช่วยเด็กที่ได้รับผลกระทบ เขาอยากวิงวอนไปยังมหาวิทยาลัยให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการยื่นแฟ้มผลงานให้เด็ก ๆ เหล่านี้บ้าง

"เด็กบางคนยังมีหลักฐานในการทำงานอยู่แต่มันอาจจะไม่ได้แสดงออกมาอย่างถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ บางอย่าง เราเตรียมสแกนแต่เรายังไม่ได้สแกน บางอย่างยังเป็นรูปถ่าย ผมก็อยากให้เขาพิจารณาว่าถ้ามันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ถูกต้อง ความสวยงามมันอาจจะไม่ได้สมบูรณ์มาก อยากให้รับพิจารณามองในอีกมุมหนึ่งว่ารูปแบบการนำเสนอของเด็กที่เดือดร้อนมันอาจจะแตกต่างออกไป" จุฑาวุธกล่าว

อนาคตสตูดิโอสอนศิลปะกับมูลค่านับล้านที่พังไปแล้ว

พันนิดาเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่าเธอและจุฑาวุธเริ่มสร้างตัวกันมาตั้งแต่ตอนที่สตูดิโอแห่งนี้ยังเป็นซุ้มร้านขายน้ำอัดลม เริ่มกันมาตั้งแต่แรกจนค่อย ๆ ขยับขยายมาจับทางเปิดสอนเด็กนักเรียน จนล่าสุดเพิ่งจะมีการปรับปรุงรีโนเวตสตูดิโอใหม่เพียงไม่ถึงหนึ่งปีและเปิดเป็นร้านขายกาแฟเพิ่มเติมด้วย

ทั้งสองคนเล่าว่าหลังจากที่กลับออกจากสตูดิโอในช่วงดึกของวันศุกร์ที่ 25 ก.ย. ซึ่งมีฝนตกหนัก สุดท้ายทั้งคู่ก็ต้องเดินลุยน้ำออกมาใช้เวลาหลายชั่วโมงจากบ้านที่อยู่ห่างออกไปเพื่อกลับมาอพยพสุนัขและแมวที่เลี้ยงไว้ในสตูดิโอเกือบ 7 ตัว ซึ่งตอนแรกพวกเขาบอกว่าพยายามนำสัตว์เลี้ยงหนีน้ำขึ้นไปไว้บนโต๊ะเรียนแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่พ้น

พันนิดา เงินเทศ และ จุฑาวุธ ยศพลพิบูล
พันนิดา เงินเทศ และ จุฑาวุธ ยศพลพิบูล

เธอเล่าต่อไปว่า ทั้งเธอและชุมชนชาวแฟลตคลองจั่นโดยเฉพาะในบริเวณที่ร้านตั้งอยู่คือช่วงแฟลต 14 ไม่มีใครคิดว่าน้ำจะท่วมสูงขนาดนี้ เนื่องจากในอดีตไม่เคยมีประวัติน้ำท่วมสูงเลย เต็มที่ก็แค่ตาตุ่มเท่านั้น

"ตรงนี้มันเป็นที่สูง ทุกคนก็จะแห่เอารถขึ้นมาจอดกันแบบแค่ให้พ้นน้ำ แบบว่าไม่ให้ท่วมฝากระโปรง ความคิดเขาก็คงจะแค่นั้น แต่คราวนี้มันเกินไปมากค่ะ แล้วมันมาเร็วมาก มันตั้งตัวไม่ทันทุกคน" พันนิดากล่าวกับบีบีซีไทย

จุฑาวุธกล่าวเสริมว่าหากมีการเตือนอย่างถูกต้องและทั่วถึงจริง อย่างน้อยที่สุดหลาย ๆ อย่างก็ยังสามารถป้องกันความเสียหายได้ เช่นคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเครื่องละ 50,000 บาทที่พวกเขาตั้งไว้บนโต๊ะเรียนเพราะคิดว่าจะปลอดภัย

"เราว่ามันก็สูงพอที่มันจะรอดแล้ว เราแขวน [ผลงานเด็ก] ไว้ จริง ๆ มันสูงนะ แต่พอน้ำมา ตู้เย็นล้มมาโดนนู่นโดนนี่ ทุกอย่างมันล้ม เราก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ เราไม่รู้ว่าสักพักตู้เย็นมันจะลอย" เจ้าของสตูดิโอสอนศิลปะย่านบางกะปิเล่า

ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับสตูดิโอหลังนี้ เขาประเมินว่ารวม ๆ แล้วอยู่ในหลักล้านบาท สิ่งที่ทั้งคู่ค่อย ๆ สร้างสะสมมากลับสูญไปทั้งหมด และต้องกลับมาเป็นหนี้เพื่อหาเงินมาซ่อมแซมสตูดิโอที่เสียหาย

"ถามว่าเงินเยียวยามันไม่รู้จะเพียงพอหรือเปล่า แต่ถ้าถามว่าการที่เราจะไปต่อมันต้องใช้เงิน มันก็ต้องคงเริ่มเป็นหนี้เป็นสินกันใหม่… เริ่มต้นทุกอย่างมันต้องใช้เงินหมด แต่ตอนนี้ก็ไม่รู้จะเอาตรงไหน เพราะว่ารายได้เรามาจากการที่เด็กเข้ามาเรียน พอเด็กไม่ได้เข้ามาเรียนเราก็ไม่มีรายได้" จุฑาวุธบอก

Wasawat Lukharang/BBC Thai

แม้ตอนนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จะเปิดระบบลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยครอบคลุมพื้นที่ 65 จังหวัดและกรุงเทพมหานครโดยยื่นผ่านระบบ "ทางรัฐ" ซึ่งกรณีของพวกเขาน่าจะเข้าเกณฑ์ที่อยู่อาศัยที่ถูกน้ำท่วมขังเกิน 7 วันขึ้นไป ได้เงินช่วยเหลือ 9,000 บาท ส่วนระบบความช่วยเหลือของ กทม. ที่มีเกณฑ์เงินช่วยค่าซ่อมแซมบ้าน/ที่พักอาศัย ตามความเสียหายจริงไม่เกิน 88,600 บาทต่อหลัง

สำหรับเงินเยียวยาช่วยเหลือข้างต้น ทั้งคู่มองหน้ากันอย่างอ่อนใจ ก่อนพันนิดาจะบอกว่าคงไม่เพียงพอ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

พันนิดาทิ้งท้ายว่าเวลานี้เธอก็ไม่รู้จะฝากคำพูดหรือคำขอร้องไปที่หน่วยงานใด "เพราะเราก็รู้ว่าทุกคนหนักหมด เราก็ไม่รู้จะเรียกร้องใคร"

Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ, "เพราะเราก็รู้ว่าทุกคนหนักหมด เราก็ไม่รู้จะเรียกร้องใคร" พันนิดากล่าว