ไวรัสโคโรนา : ผู้ป่วยโควิดรายที่ 48 ในไทยเป็นชาวอังกฤษ ด้านครม.เศรษฐกิจเสนอแจกเงิน 2,000 บาทช่วยผู้ได้รับผลกระทบ

a paramedic checking the temperature of Thai Prime Minister Prayut Chan-o-cha (R) as authorities increase preventive measures against the spread of the coronavirus, at the Government House in Bangkok, Thailand, 02 March 2020
Published

คณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 และภัยแล้ง ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานพบผู้ป่วยเพิ่มอีก 1 รายเป็นชาวอังกฤษ และมีแรงงานไทยที่กลับจากเกาหลีที่ต้องสงสัยติดเชื้อ

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม.เศรษฐกิจวันนี้ (6 มี.ค.) ว่าที่ประชุมอนุมัติมาตรการชั่วคราวเป็นระยะเวลา 2 เดือน เพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และภัยแล้ง

หนึ่งในมาตรการช่วยเหลือคือการแจกเงินให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบที่มีรายได้น้อย เกษตรกรและผู้ประกอบอาชีพอิสระเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 2 เดือน และการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 2

"รัฐบาลยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมจะนำพาให้ผ่านพ้นวิกฤติให้ได้ โดยขออย่าโจมตี...อย่าบอกว่าดีแต่แจกเงิน แต่อยากให้เห็นใจผู้ประกอบการ และคนมีรายได้น้อย ซึ่งเรายืนยันว่าไม่ได้แจกยาว"พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่ามาตรการที่ ครม.เศรษฐกิจอนุมัติในวันนี้เป็น"มาตรการชุดที่ 1" เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นเริ่มขยายวงกว้าง ไม่เฉพาะภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น

"การให้เงินช่วยเหลือเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งเท่านั้น โดยทุกอย่างจะมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอีกครั้งในสัปดาห์หน้า" นายสมคิดกล่าว

People wear facemasks amid concerns over the spread of the COVID-19 novel coronavirus while walking along Khao San Road

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่ามาตรการชุดที่ 1 ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ มาตรการทางการเงินและการคลัง และมาตรการทางภาษี

1) มาตรการทางการเงิน ประกอบด้วย

  • มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยให้ธนาคารออมสินเป็นผู้ดำเนินการให้เงินกู้ให้สถาบันการเงินในอัตราดอกเบี้ย 0.01% และให้สถาบันการเงินปล่อยให้ผู้ประกอบการในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2% เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ
  • มาตรการพักเงินต้นและพิจารณาผ่อนภาระดอกเบี้ยของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ
  • มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ตั้งแต่ก่อนเริ่มเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ทั้งยืดเวลาการชำระหนี้ ปรับวงเงินจากระยะสั้นเป็นระยะยาว ลดค่าธรรมเนียม โดยจะครอบคลุมทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ เอสเอ็มอี และบุคคลธรรมดา

นอกจากนี้ ยังมีการปรับลดวงเงินชำระขั้นต่ำสำหรับบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลที่เดิมจะต้องชำระขั้นต่ำในอัตรา 10% ซึ่งจะผ่อนคลายเป็นระยะเวลา 2 ปี เริ่มตั้งแต่ มกราคม 2563 ที่ผ่านมา

2) มาตรการภาษี ประกอบด้วย

  • ลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือ withholding tax ให้กับผู้ประกอบการในประเทศ เพื่อลดภาระเป็นการชั่วคราว
  • มาตรการลดภาระดอกเบี้ยจ่ายของผู้ประกอบการ
  • มาตรการส่งเสริมการจ้างงาน โดยให้นำรายจ่ายที่ผู้ประกอบการจ่ายให้กับลูกจ้างนำมาหักภาษีได้ 3 เท่า เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่ 1 เม.ย.-31 ก.ค.นี้ เพื่อให้นายจ้างยังคงจ้างลูกจ้างต่อ โดยจะเน้นที่กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี
  • เร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการในประเทศ โดยจะต้องเป็นผู้ประกอบการที่ดี ที่ยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ตโดยจะได้รับคืนภาษีภายใน 15 วัน
  • มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 และมาตรการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนโดยจะเป็นมาตรการชั่วคราว โดยอาศัยกรอบกองทุน SSF แต่จะแบ่งวงเงินใหม่เพิ่มเติม โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เสนอให้ลงทุนในกองที่ลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนไม่น้อยกว่า 65% ส่วนระยะเวลาการถือครองยังคงเป็น 10 ปี โดยจะต้องซื้อภายในมิถุนายน 2563 นี้เท่านั้น

"ด้านกรอบวงเงินยังไม่ได้พิจารณา ซึ่งจะต้องไปดูให้เหมาะสมอีกครั้ง โดยมาตรการนี้ยืนยันว่าเป็นมาตรการชั่วคราวเท่านั้น เพื่อเสริมความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุน"นายอุตตมกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา เช่น การบรรเทาภาระค่าธรรมเนียมค่าเช่า ค่าตอบแทนที่เรียกเก็บจากเอกชน มาตรการบรรเทาค่าน้ำ ค่าไฟ ซึ่งกระทรวงพลังงาน และกระทรวงมหาดไทยจะไปพิจารณาในรายละเอียดเพิ่มเติม ขณะเดียวกันจะมีการพิจารณามาตรการลดเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทั้งในส่วนลูกจ้างและนายจ้าง

ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ธปท.ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างใกล้ชิด โดยในวันที่ 25 มี.ค.นี้จะพิจารณาปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ลงจากปัจจุบันคาด 2.8%

ส่วนกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดที่ผ่านมานั้น สำหรับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้วบางส่วน แต่จะนำปัจจัยดังกล่าว รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการประชุม กนง.วันที่ 25 มี.ค.นี้ด้วย

A tuk-tuk driver, wearing a facemask amid concerns about the spread of the COVID-19 novel coronavirus, waits for tourists in front of the Grand Palace in Bangkok on March 6, 2020

เศรษฐกิจเติบโตต่ำ รัฐบาลขอให้ทำใจ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เลขา ครม.เศรษฐกิจ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน ม.ค. 2563 เติบโตต่ำกว่าปกติในหลายด้าน ทั้งเรื่องการลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ การท่องเที่ยว การส่งออก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจทั้งปี 2563

"เศรษฐกิจไทยในวันนี้มีความเสี่ยงมากขึ้น โดยในไตรมาสแรกมีผลกระทบจากการเบิกจ่ายที่ล่าช้า ส่งผลให้การเติบโตออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 4/2562 ตรงนี้อยากให้ทุกฝ่ายทำใจ เพราะรัฐบาลก็ทำใจแล้วว่าไตรมาสแรกจะไม่ดี แต่หลังจากนี้ก็หวังว่าไตรมาส 2/2563 จะฟื้นตัวได้ จากการใช้จ่ายของรัฐที่กลับมา" นายกอบศักดิ์กล่าว

ส่วนผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตอนนี้มีความรุนแรงมากขึ้น จากเดิมคาดว่าจะจบใน 3 เดือน และจะใช้เวลาฟื้นตัวอีก 3 เดือน แต่คงต้องประเมินใหม่ โดยเบื้องต้นคาดว่าสถานการณ์จะจบได้ภายใน 6 เดือน และจะเริ่มฟื้นตัวได้ในปลายไตรมาส 3/2563 ถึงต้นไตรมาส 4/2563 ซึ่งปัจจัยเสี่ยงนี้ได้ส่งผลกระทบต่อตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติให้หายไปแล้วกว่า 50% โดยหากผ่านสถานการณ์ช่วงนี้ไปได้ ค่อยมาพิจารณาถึงมาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวในช่วงต่อไป

Tourists wearing facemasks amid concerns over the spread of the COVID-19 novel coronavirus walk along Khao San Road, a popular area for tourists in Bangkok on March 6, 2020
คำบรรยายภาพ, นักท่องเที่ยวต่างชาติสวมหน้ากากอนามัยขณะเดินเที่ยวที่ถนนข้าวสาร

สธ.แถลงพบผู้ป่วยรายใหม่ 1 รายเป็นชาวอังกฤษ

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดสธ.รายงานว่าผู้ป่วยยืนยันรายใหม่นี้ เป็นชายชาวอังกฤษ อายุ 43 ปี อาชีพที่ปรึกษาบริษัท เดินทางมาจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ระหว่างทางได้เปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกง ก่อนที่จะเข้ารับรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ด้วยอาการไข้ มีเสมหะ ขณะนี้ส่งตัวรักษาต่อที่สถาบันโรคทรวงอก

ขณะนี้ประเทศไทยมีผู้ป่วยสะสม 48 ราย รักษาตัวในโรงพยาบาล 16 ราย กลับบ้านแล้ว 31 ราย เสียชีวิต 1 ราย ขณะที่ทั่วโลกพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อ 96,953 ราย เสียชีวิต 3,310 ราย

นพ.สุขุมยังได้เปิดเผยว่า มีหญิงไทยอายุ 30 ปี แรงงานนอกระบบที่เดินทางกลับจากเกาหลีเมื่อวานนี้ (5 มี.ค.) มีอาการป่วยและถูกส่งตัวมารักษาที่สถาบันบำราศนราดูร ผลการตรวจตัวอย่างจากห้องปฏิบัติการแห่งแรกพบว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แต่ขณะนี้ยังรอการยืนยันจากห้องปฏิบัติการอีกแห่งหนึ่ง

ปลัด สธ.ย้ำว่าหลังจากที่ราชกิจจานุเบกษาได้ลงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อจะมีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายและสามารถดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่มีหน้าที่ต้องแจ้งเมื่อพบผู้ที่เป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรค แต่ไม่ยอมแจ้งหรือไม่แจ้งภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด เป็นต้น

สำหรับประเทศที่ประกาศให้เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายตามประกาศฉบับนี้ ได้แก่ เกาหลี จีน (รวมมาเก๊าและฮ่องกง) อิตาลี และอิหร่าน โดยอาจจะมีการเพิ่มหรือลดประเทศในประกาศได้ตามสถานการณ์

People walk throught a "sanitizing gate" spraying disinfectans againts coronavirus before entering into a shopping mall in Bangkok
คำบรรยายภาพ, ห้างสรรพสินค้าติดตั้งประตูพ่นยาฆ่าเชื้อสำหรับลูกค้าที่เข้าไปใช้บริการในห้าง

เปิดศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคโควิด-19

วันนี้ รัฐบาลได้เปิดศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า ศูนย์ฯ นี้จะบูรณาการงานกับหน่วยงานต่าง ๆ และประสานข้อมูลจากทุกภาคส่วน อีกทั้งยังทำหน้าที่รับเรื่องร้องทุกข์-ร้องเรียน เช่น การขายหน้ากากอนามัยราคาแพง ผู้ค้ารายย่อยที่ประสบปัญหาเรื่องการจ่ายค่าเช่าพื้นที่ ซึ่งเมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนแล้วทางศูนย์ฯ จะนัดผู้เกี่ยวข้องฝ่ายต่าง ๆ มาเจรจาแก้ไขปัญหาเพื่อให้ได้ข้อยุติ

ภารกิจอีกอย่างหนึ่งคือ การรายงานข้อมูลต่าง ๆ ให้รัฐบาลและประชาชนได้รับทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชี้แจงข่าวปลอมเกี่ยวกับโรคโควิด-19 โดยศูนย์ฯ จะแถลงข่าววันจันทร์-ศุกร์ เวลา 14.00-15.00 น. ขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขจะยังคงแถลงข่าวสถานการณ์ประจำวัน โดยมุ่งเน้นที่เนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับทางการแพทย์และสถิติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง