หลักฐานใหม่ทางวิทยาศาสตร์อาจช่วยหญิงที่ถูกกล่าวหาเป็นแม่ใจยักษ์ฆ่าลูก 4 คนหลุดพ้นจากมลทิน

Kathleen Folbigg leaving Maitland Court after being refused bail on 22 March 2004
คำบรรยายภาพ, แคทลีน โฟลบิกก์ หลังฟังคำตัดสินของศาลในปี 2004
Published

คุณจะถูกมองอย่างไร หากเป็นแม่ที่ให้กำเนิดลูกน้อย 4 คนในห้วงเวลา 10 ปี แต่ทุกคนกลับเสียชีวิตด้วยสาเหตุตามธรรมชาติในขณะที่ยังแบเบาะ

แล้วคุณจะรู้สึกอย่างไรหากถูกกล่าวหาว่าจงใจทำให้ลูกน้อยเหล่านี้ขาดอากาศหายใจจนตาย และถูกตัดสินจำคุก 30 ปีในความผิดร้ายแรงที่คุณไม่ได้ก่อ

นี่ไม่ใช่เรื่องราวในภาพยนตร์ แต่อาจเป็นเรื่องจริงของแคทลีน โฟลบิกก์ แม่ชาวออสเตรเลียจากรัฐนิวเซาท์เวลส์ ที่ถูกตราหน้าเป็น "ฆาตกรต่อเนื่องหญิงที่เลวร้ายที่สุดของออสเตรเลีย" ในระหว่างการพิจารณาคดีในปี 2003

ปัจจุบันเธอถูกจองจำในคุกมาแล้วเกือบ 18 ปี หลังจากถูกพิพากษาให้มีความผิดฐานทำให้คนตายโดยไม่เจตนาต่อลูกชายคนแรกที่ชื่อ "เคเลบ" และความผิดฐานฆาตกรรมลูกน้อยที่เหลืออีก 3 คน คือ แพทริค ซาราห์ และลอรา

แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นใหม่อาจนำคดีนี้ไปสู่การพลิกผันครั้งใหญ่

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ และกลุ่มผู้ทำงานด้านวิทยาศาสตร์จำนวน 90 คน ได้ร่วมลงนามในคำร้องที่ยื่นต่อมุขมนตรีรัฐนิวเซาท์เวลส์เพื่อขอการอภัยโทษให้แก่นางโฟลบิกก์ และขอให้ปล่อยตัวเธอในทันที

กลุ่มผู้ร่วมลงนามในคำร้องครั้งนี้รวมถึงนักวิทยาศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล 2 คน บุคคลเจ้าของรางวัลชาวออสเตรเลียแห่งปี 2 คน อดีตหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลีย 1 คน และศาสตราจารย์จอห์น ไชน์ ประธานสภาวิทยาศาสตร์แห่งออสเตรเลีย ที่ระบุว่า "เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์ของคดีนี้ที่เพิ่งจะมีในปัจจุบัน ทำให้การลงนามในคำร้องครั้งนี้เป็นสิ่งถูกต้องที่จะทำ"

หากนางโฟลบิกก์ได้รับการปล่อยตัวและศาลกลับคำตัดสินให้เธอพ้นผิด กรณีของเธอก็จะกลายเป็นการตัดสินลงโทษคนผิดครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของออสเตรเลีย เลวร้ายกว่าคดีของนางลินดี แชมเบอร์เลน ที่ต้องรับโทษจำคุก 3 ปี หลังจากถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆาตกรรมลูกวัยทารกของเธอที่ชื่อ อัสซาเรีย

Kathleen Folbigg leaves Darlinghurst Court during her trial during April 2003 with the support of Salvation Army major and support worker Joyce Harmer
คำบรรยายภาพ, นางโฟลบิกก์ (ซ้าย) ถูกจองจำในคุกมาแล้วเกือบ 18 ปี

วิทยาศาสตร์กับกฎหมาย

การยื่นคำร้องของคณะนักวิทยาศาสตร์ครั้งนี้เผยให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างวิทยาศาสตร์กับกฎหมาย

แม้จะมีการยื่นอุทธรณ์หลายครั้ง และมีการไต่สวนคำตัดสินคดีของนางโฟลบิกก์ในปี 2019 แต่คณะผู้พิพากษาออสเตรเลียต่างปฏิเสธอย่างแข็งขันที่จะใช้ "หลักการพิสูจน์จนสิ้นความสงสัยตามสมควร" (reasonable doubt) ซึ่งจะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย โดยศาลให้น้ำหนักในการพิจารณาคดีของเธอไปที่หลักฐานแวดล้อมเป็นหลัก รวมทั้งข้อความเนื้อหากำกวมจากสมุดบันทึกของเธอ

เรจินัลด์ บลันช์ อดีตผู้พิพากษาที่นำการไต่สวนระบุว่า ข้อสรุปเดียวที่ได้คือการที่ใครบางคนจงใจทำอันตรายต่อเด็ก ๆ และการทำให้ขาดอากาศหายใจก็เป็นวิธีการที่ชัดเจนในคดีนี้ "หลักฐานบ่งชี้ไปที่นางโฟลบิกก์โดยไม่มีใครอื่น"

ขณะที่ทางการรัฐนิวเซาท์เวลส์ก็ยืนยันว่าได้มีการตรวจสอบพยานหลักฐานในคดีนี้โดยละเอียด

อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์กำลังบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่ว่านางโฟลบิกก์อาจเป็นผู้บริสุทธิ์

ศาสตราจารย์โจเซฟ เกคซ์ นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมมนุษย์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในคดีนี้มีน้ำหนักและไม่อาจเพิกเฉยได้"

ขณะที่ศาสตราจารย์ฟิโอนา สแตนลีย์ นักวิจัยด้านเด็กและสาธารณสุข ระบุว่า "น่ากังวลอย่างยิ่งที่หลักฐานทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ถูกมองข้าม แล้วไปให้น้ำหนักกับหลักฐานแวดล้อมแทน ตอนนี้เรามีคำอธิบายใหม่เกี่ยวกับการเสียชีวิตของลูก ๆ ของนางโฟลบิกก์"

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบอะไร

คำอธิบายใหม่ที่ศาสตราจารย์สแตนลีย์กล่าวถึงนั้นมาจากการค้นพบล่าสุดว่านางโฟลบิกก์และลูกสาว 2 คนของเธอมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสารพันธุกรรม หรือที่เรียกว่า การกลายพันธุ์ในระดับยีน (genetic mutation) ซึ่งทีมนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กหญิงทั้งสองเสียชีวิต

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบการกลายพันธุ์ในระดับยีนในลูกชายอีก 2 คนของเธอด้วย แต่นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าจะต้องทำการศึกษาเรื่องนี้ให้มากขึ้น

ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่นำโดยศาสตราจารย์คาโรลา วีนเวซา ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบภูมิคุ้มกันและจีโนมจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ค้นพบครั้งแรกในปี 2019 ว่าเด็กหญิงทั้งสองคนมียีนกลายพันธุ์ที่เรียกว่า CALM2 G114R

Carola Vinuesa
คำบรรยายภาพ, งานวิจัยของศาสตราจารย์วีนเวซานำไปสู่การค้นพบว่าเด็กหญิงทั้งสองคนมียีนกลายพันธุ์ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากนางโฟลบิกก์

ศาสตราจารย์วีนเวซา ซึ่งเป็นแกนนำผลักดันให้มีการยื่นคำร้องในคดีนี้ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวบีบีซีว่า "เราตรวจพบการกลายพันธุ์ชนิดใหม่ที่ไม่เคยมีรายงานมาก่อนในหนูน้อยซาราห์และลอรา ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากแคทลีน"

"การกลายพันธุ์นี้เกิดขึ้นในยีนที่เรียกว่า CALM2 ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้"

ในเดือน พ.ย.ปี 2020 คณะนักวิทยาศาสตร์จากออสเตรเลีย เดนมาร์ก ฝรั่งเศส อิตาลี แคนาดา และสหรัฐฯ ได้รายงานผลการศึกษาเพิ่มเติมในวารสาร Europace ซึ่งตีพิมพ์โดยสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งยุโรป

ศาสตราจารย์มิกาเอล ทอฟต์ หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอลบอร์ยในเดนมาร์กที่ศึกษาเรื่องนี้ระบุว่า การกลายพันธุ์ที่พบอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตอย่างฉับพลัน ซึ่งรวมถึงในเด็กเล็กขณะที่กำลังนอนหลับ

ทีมนักวิจัยระบุว่า "เราคิดว่าการกลายพันธุ์นี้น่าจะทำให้เด็กหญิงทั้งสองเสียชีวิตอย่างฉับพลันตามธรรมชาติ"

เด็กทั้งสองมีอาการติดเชื้อก่อนที่จะเสียชีวิต และนักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า "ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่อันตรายถึงชีวิตนั้นอาจถูกกระตุ้นจากอาการติดเชื้อที่เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน"

นักวิทยาศาสตร์ยังรายงานว่า หนูน้อยเคเลบ และแพทริคต่างก็มียีนกลายพันธุ์ที่พบได้ยากที่เรียกว่า BSN ซึ่งจากการทดลองพบว่าสามารถทำให้เกิดโรคลมชักที่อันตรายถึงตายในหนูทดลอง

การค้นพบทางพันธุกรรมครั้งล่าสุดนี้ สอดคล้องกับความคิดเห็นทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวก่อนหน้านี้ ซึ่งสนับสนุนทฤษฎีว่าเด็กทั้งสี่คนเสียชีวิตด้วยสาเหตุตามธรรมชาติ

ในตอนนั้น ศาสตราจารย์สตีเฟน คอร์ดเนอร์ พยาธิแพทย์ในนครเมลเบิร์น ผู้ตรวจสอบผลชันสูตรศพเด็กทั้ง 4 คนซ้ำในปี 2015 สรุปว่า "ไม่มีหลักฐานทางนิติพยาธิวิทยาที่สนับสนุนข้อโต้แย้งว่าเด็กทั้งหมดนี้ถูกฆาตกรรม...ไม่มีสัญญาบ่งชี้ถึงการทำให้ขาดอากาศหายใจ"

ในปี 2018 นพ.แมตธิว ออร์ด นักนิติพยาธิวิทยาจากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียในแคนาดา ให้สัมภาษณ์กับบรรษัทแพร่ภาพและกระจายเสียงออสเตรเลีย (เอบีซี) ว่า "ผมเห็นตรงกับศาสตราจารย์คอร์ดเนอร์ ว่าการเสียชีวิตของเด็กทั้งสี่สามารถอธิบายได้ด้วยสาเหตุตามธรรมชาติ"

ตอนนี้ แคทลีน โฟลบิกก์ กำลังทำแบบเดียวกับที่ ลินดี แชมเบอร์ เคยทำมาก่อน นั่นคือการเฝ้ารอฟังผลคำร้องอยู่ในห้องขัง และในการไต่สวนครั้งล่าสุดที่ศาลอุทธรณ์รัฐนิวเซาท์เวลส์ เธอยังคงยืนกรานความบริสุทธิ์ของตัวเอง