50 ปี 6 ตุลา ย้อนที่มา ชนวนเหตุ มรดกที่ยังหลงเหลือ จากเหตุสังหารหมู่ที่ ม.ธรรมศาสตร์

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
- Author,
- Published
- เวลาอ่าน: 17 นาที
คำเตือน: บทความนี้มีภาพ/เนื้อหาที่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
หนึ่งความทรงจำของเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่เวียนมาครบรอบ 50 ปีในวันที่ 6 ต.ค. 2569 ก็คือภาพถ่ายภาพร่างไร้วิญญาณที่ถูกแขวนอยู่ใต้ต้นไม้ที่ท้องสนามหลวง สภาพร่างนั้นบอบช้ำอย่างเห็นได้ชัด ใกล้ ๆ กันมีชายอีกหนึ่งคนถือเก้าอี้จะฟาดใส่ร่างผู้ถูกแขวน โดยมีผู้คนยืนดูกัน บางคนก็ยิ้ม บางคนหัวเราะร่า
ภาพประวัติศาสตร์นี้เป็นฝีมือของนีล ยูเลวิช ช่างภาพสำนักข่าวเอพี (AP) ซึ่งต่อมาภาพดังกล่าวได้รางวัลพูลิตเซอร์ (Pulitzer Prize) ในปี 2520 (ค.ศ. 1977)
ส่วนร่างที่ปรากฏในภาพถ่ายนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นความโหดร้ายและรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่มีการใช้กำลังและอาวุธปราบปรามนักศึกษาและประชาชนจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 45 ราย ผู้บาดเจ็บ 145 ราย และมีผู้ถูกจับกุมกว่า 3,094 ราย
เหตุการณ์ 6 ตุลา ถูกนิยามไว้ในมิติทางประวัติศาสตร์และการเมืองของไทยอย่างหลากหลาย ทั้งในฐานะการสังหารหมู่ การล้อมปราบประชาชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐและมวลชนฝ่ายขวา จนนำมาสู่การรัฐประหาร และกลายเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองในสังคมไทย

ที่มาของภาพ, AFP / Getty Images
บีบีซีไทยประมวลเหตุการณ์ครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์นี้อีกครั้ง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนถึงต้นสายปลายเหตุ ตลอดจนลำดับเหตุการณ์ความรุนแรงที่นำมาสู่เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 รวมทั้งผลที่ตามมา แม้เวลาจะล่วงเลยมาแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ
บริบทการเมือง - สังคมไทยที่นำไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นอย่างไร
ย้อนกลับไปในปี 2516 ประเทศไทยมีการโค่นล้มระบอบเผด็จการทหารที่สืบทอดอำนาจมาตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาจนถึงจอมพลถนอม กิตติขจร จนกลุ่มผู้นำทหารต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ แต่ด้วยปัญหาสังคมและเศรษฐกิจรุมเร้า อันเนื่องจากจากวิกฤตน้ำมันในตลาดโลกในขณะนั้น ทำให้การเปลี่ยนผ่านมายังรัฐบาลพลเรือนเป็นไปอย่างยากลำบากและขาดเสถียรภาพจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอยู่หลายชุด
ในหนังสือเรื่อง "อาชญากรรมรัฐในวิกฤตการเปลี่ยนแปลง" ซึ่งจัดพิมพ์ในปี 2545 โดยคณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อดีตนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าในช่วงปี 2516 - 2519 รัฐบาลภายใต้การนำของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ประสบปัญหาขาดเสถียรภาพจากภาวะรัฐบาลผสม ขณะเดียวกัน กลุ่มทหารซึ่งเป็นขั้วอำนาจเดิมยังคงมีอิทธิพลทางการเมือง และมีความเคลื่อนไหวเตรียมก่อรัฐประหารอยู่หลายครั้ง
ขณะเดียวกันภายใต้บริบทสงครามเย็น การเมืองโลกถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ได้แก่ "ค่ายโลกเสรี" นำโดยสหรัฐอเมริกา และ "ค่ายคอมมิวนิสต์" ซึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นำโดยจีนเป็นหลัก
สถานการณ์ในภูมิภาคตั้งแต่ช่วงปี 2518 ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยมีเหตุการณ์เขมรแดงเข้ายึดกรุงพนมเปญของกัมพูชา เวียดนามเหนือที่เป็นคอมมิวนิสต์ยึดกรุงไซง่อนเมืองหลวงของเวียดนามใต้ในขณะนั้น (ปัจจุบันคือ นครโฮจิมินห์) ตลอดจนมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในลาว ประเทศไทยจึงเป็นดัง "โดมิโน" ตัวต่อไปในทฤษฎีโดมิโนของสงครามเย็น ซึ่งคาดว่าหากประเทศในอินโดจีนตกอยู่ใต้อิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ ประเทศเพื่อนบ้านจะ "ล้ม" และกลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ตามกันไป

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
ความเคลื่อนไหว-อุดมการณ์นักศึกษาเป็นอย่างไร
ท่ามกลางความไม่มั่นคงทางการเมือง ขบวนการนักศึกษาภายใต้ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญในการโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการทหารของจอมพลถนอม กิตติขจร ในเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และบางส่วนก็มีพัฒนาการทางความคิดจากเสรีนิยมประชาธิปไตย โน้มเอียงไปสู่แนวคิดสังคมนิยมมากขึ้นดังที่ได้มีการบันทึกไว้ในบทความจากโครงการ บันทึก 6 ตุลา ซึ่งรศ.ดร. สุธาชัย เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นกรรมการ
บทความเดียวกันยังระบุว่าหลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ศนท. และเครือข่ายของศูนย์ฯ ได้ขยายการเคลื่อนไหวสู่สาธารณะ ทั้งการจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านประชาธิปไตย การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลดเกณฑ์อายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหลือ 18 ปี รวมถึงการเรียกร้องสิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี และเสรีภาพสื่อมวลชน ตลอดจนคัดค้านการหวนคืนอำนาจของกลุ่มผู้นำทหาร
นอกจากนี้ บทความยังบันทึกว่าขบวนการนักศึกษายังร่วมกับขบวนการกรรมกรและเกษตรกร เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมทางสังคมบ่อยครั้ง ซึ่งข้อมูลจากโครงการดังกล่าวระบุว่า การเผชิญความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมทางสังคมที่กรรมกรและชาวนายังถูกกดขี่ขูดรีด ทำให้ขบวนการนักศึกษาเริ่มเปิดรับแนวคิดสังคมนิยมอย่างเปิดเผย โดยมีการจัด "นิทรรศการจีนแดง" ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2517 และมีการเผยแพร่วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดสังคมนิยมและระบอบคอมมิวนิสต์อย่างกว้างขวาง
ขณะเดียวกัน ในช่วงปี พ.ศ. 2516 - 2519 ขบวนการนักศึกษายังต่อต้านอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาในไทย โดย ศ.ดร.เบเนดิก แอนเดอร์สัน นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา วิเคราะห์ในบทความที่ตีพิมพ์ปี พ.ศ. 2520 ชื่อ "บ้านเมืองของเราลงแดง" ว่าสาเหตุเป็นเพราะนักศึกษามองว่าสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในไทยเป็นดัง "เรือบรรทุกเครื่องบิน" เพื่ออำนวยความสะดวกในการโจมตีเพื่อนบ้าน และฐานทัพสหรัฐฯ ยังทำให้ธุรกิจค้าประเวณีและยาเสพติดขยายตัวเป็นดัง "ภัยขาว" บ่อนทำลายวัฒนธรรม ขณะเดียวกันนักศึกษาก็มองว่าสหรัฐฯ เป็นผู้ค้ำยันระบอบเผด็จการทหารเพื่อผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ จึงมีการประท้วงต่อต้านอิทธิพลของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจากโครงการ บันทึก 6 ตุลา ระบุว่า ตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลา เป็นต้นมา สังคมไทยได้เกิดรอยปริทางอุดมการณ์อย่างชัดเจน โดยกลุ่มชนชั้นนำและกองทัพซึ่งมีความใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาถูกจัดเป็น "ฝ่ายขวา" หรือ "ฝ่ายอนุรักษนิยม" ขณะที่การเคลื่อนไหวของนักศึกษาถูกจัดเป็น "ฝ่ายซ้าย" และถูกเชื่อมโยงกับลัทธิคอมมิวนิสต์ไปโดยปริยาย
บทบาทฝ่ายอนุรักษนิยม
เมื่อค่ายคอมมิวนิสต์เริ่มขยายอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ามาประชิดไทยมากขึ้น หน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย นำโดยกองทัพและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ก็ริเริ่มมาตรการสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่าง ๆ เพื่อป้องกันการขยายตัวของระบอบคอมมิวนิสต์ในประเทศ
หนึ่งในยุทธศาสตร์ที่ถูกนำมาใช้คือการตอบโต้การเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาด้วยการริเริ่มจัดตั้งกลุ่มที่มีอุดมการณ์ฝ่ายขวาหลายกลุ่ม หนึ่งในนั้นคือกลุ่ม "กระทิงแดง" ซึ่งจัดตั้งโดย พ.อ.สุตสาย หัสดิน ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่สังกัด กอ.รมน. ในขณะนั้น ในเวลาต่อมาเขายอมรับว่าตั้งใจใช้ยุทธวิธีสร้างแรงกดดันและความหวาดกลัวต่อขบวนการนักศึกษา รวมถึงจงใจส่งนักเรียนอาชีวะเข้าไปปะทะหรือขัดขวางการชุมนุมของฝ่ายนักศึกษาอีกด้วย เนื่องจากมองว่าแกนนำนักศึกษาบางส่วนอาจได้รับอิทธิพลจากคอมมิวนิสต์
พล.ต.สุตสายให้สัมภาษณ์กับนิตยสารสารคดี ฉบับเดือน ต.ค. 2539 ในวาระครอบรอบ 20 ปี 6 ตุลา 29 และโครงการบันทึก 6 ตุลา นำมาเผยแพร่บนเว็บไซต์ เขาระบุว่า กลุ่มกระทิงแดงเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 เนื่องจากเห็นว่าศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยเริ่มมีการเรียกร้องสิ่งต่าง ๆ และเดินขบวนประท้วงรัฐบาลบ่อยครั้ง ถือเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยที่ได้มาอย่างเกินเลย ไม่ถูกต้อง เป้าหมายที่ควรเป็นคือ ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่ในขณะนั้นแกนนำส่วนหนึ่งของศูนย์กลางนิสิตฯ นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์
ขณะเดียวกัน หน่วยงานของรัฐอื่น ๆ ยังมีการจัดตั้งกลุ่มในลักษณะเดียวกัน โดย กอ.รมน. ริเริ่มรวมกลุ่มประชาชนทั่วไปในชื่อกลุ่ม "นวพล" ขณะที่กระทรวงมหาดไทยได้สนับสนุนการจัดตั้งกลุ่ม "ลูกเสือชาวบ้าน" ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อปลูกฝังและขยายอุดมการณ์ต่อต้านคอมมิวนิสต์
ในหนังสือหนังสือข่าวกรอง "จัตุรัส" ฉบับวันที่ 29 มิ.ย. 2519 พระกิตติวุฑโฒ ภิกขุ พระสงฆ์แกนนำของกลุ่มนวพล กล่าวผ่านบทสัมภาษณ์ว่า "อันนั้นอาตมาก็เห็นว่า ควรจะทำ คนไทยแม้จะนับถือพุทธก็ควรจะทำ แต่ก็ไม่ใช่ถือว่าเป็นการฆ่าคน เพราะว่าใครก็ตามที่ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มันไม่ใช่คนสมบูรณ์ คือ ต้องตั้งใจ เราไม่ได้ฆ่าคนแต่ฆ่ามาร ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน"
ทีมบรรณาธิการหนังสือข่าวกรองจตุรัสถามต่อว่า "ผิดศีลไหม"
พระกิตติวุฑโฒ ภิกขุ ตอบว่า "ผิดน่ะมันผิดแน่ แต่ว่าผิดนั้นมันผิดน้อย… ถึงแม้จะฆ่าคนก็บาปเล็กน้อยแต่บุญกุศลได้มากกว่า เหมือนเราฆ่าปลาแกงใส่บาตรพระ ไอ้บาปมันก็มีหรอกที่ฆ่าปลาแต่เราใส่บาตรพระได้บุญมากกว่า"

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
นอกจากนี้ หนึ่งในเครื่องมือสำคัญของ "ฝ่ายขวา" คือสื่อและโฆษณาชวนเชื่อที่เผยแพร่ข้อมูลโจมตีนักศึกษาอย่างเป็นระบบ
ข้อมูลจากโครงการ บันทึก 6 ตุลา ระบุว่าชมรมวิทยุเสรีร่วมกับสถานีวิทยุยานเกราะของศูนย์การทหารม้า กองทัพบก มีรายการประจำวันชื่อ "เพื่อแผ่นดินไทย" มีเนื้อหาโจมตีและประณามขบวนการนักศึกษาว่าเป็นคอมมิวนิสต์อย่างสม่ำเสมอ
ชนวนเหตุแห่งความรุนแรง
ขณะที่สถานการณ์ระหว่างประเทศตึงเครียด กลุ่มขั้วอำนาจทหารเดิมยังคงพยายามปูทางให้อดีตผู้นำทหารกลับเข้าประเทศไทยหลายครั้ง
วันที่ 15 ส.ค. 2519 มีความพยายามนำจอมพลประภาส จารุเสถียร กลับเข้าประเทศไทย แต่ถูกต่อต้านอย่างหนัก จนกระทั่งในวันที่ 19 ก.ย. 2519 จอมพลถนอม กิตติขจร เดินทางกลับเข้าประเทศไทยสำเร็จ โดยบวชเป็นสามเณรมาจากประเทศสิงคโปร์ และเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดบวรนิเวศวิหาร
นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ซึ่งเคยเป็นแกนนำนักศึกษาในขณะนั้น ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยในเดือน ก.ย. 2569 ว่าแกนนำนักศึกษาประเมินว่าการกลับมาของ "พระถนอม" คือสัญญาณการเตรียมก่อรัฐประหาร ทำให้ขบวนการนักศึกษาเริ่มวางแผนต่อต้านอย่างเป็นระบบ "มีการเตรียมการต่อต้านรัฐประหารกันจริงจัง... ตั้งเป็นหน่วย แล้วแบ่งภารกิจกันว่าถ้ามีรัฐประหารหน่วยไหนจะทำอะไร"
ตั้งแต่กลางเดือน ก.ย. 2519 เป็นต้นมา ศนท. เดินหน้าเคลื่อนไหวคัดค้านการเข้าประเทศของพระถนอม พร้อมทั้งขยายการประท้วงไปยังหลายจังหวัด โดยประสานร่วมกับกลุ่มขบวนการทางสังคมอื่น ๆ รวมถึงกลุ่มของพนักงานการไฟฟ้าที่ออกติดโปสเตอร์คัดค้านในจังหวัดนครปฐมซึ่งเคลื่อนไหวในนามสมาชิกกลุ่มแนวร่วมประชาชน
ต่อมา ในคืนวันที่ 24 ก.ย. 2519 พนักงานการไฟฟ้า จ.นครปฐม 2 ราย ได้แก่ นายชุมพร ทุมไมย และนายวิชัย เกศศรีพงษ์ศา อดีตนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขตนครปฐมและสมาชิกแนวร่วมประชาชน ถูกพบเป็นศพถูกแขวนคอที่ประตูทางเข้าที่ดินจัดสรร ต.พระประโทน อ.เมือง จ.นครปฐม ศนท. เรียกร้องต่อรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ในวันที่ 25 ก.ย. 2519 ให้จัดการให้พระถนอมออกจากประเทศไทยโดยเร็วที่สุดและให้เร่งจับกุมฆาตกรฆ่าแขวนคอที่ จ.นครปฐม

ที่มาของภาพ, Getty Images
ข้อมูลของโครงการบันทึก 6 ตุลา ยังระบุว่า ในวันที่ 4 ต.ค. 2519 นักศึกษาธรรมศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่เข้าสอบ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในขณะนั้น ให้นักศึกษาเลิกชุมนุมและเข้าห้องสอบแต่นักศึกษาไม่ยอม มีการอภิปรายและการแสดงละครเกี่ยวกับกรณีฆ่าแขวนคอพนักงานการไฟฟ้านครปฐม จัดโดยชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาได้ไปชุมนุมกันต่อที่สนามหลวง แต่ต้องย้ายเวทีการชุมนุมจากท้องสนามหลวงเข้าไปภายในมหาวิทยาลัยในช่วงค่ำด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เนื่องจากมีการก่อกวนจากกลุ่มกระทิงแดง นักเรียนอาชีวะ และกลุ่มประชาชนรักชาติ
ในวันที่ 5 ต.ค. หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ลงรูปกรณีเล่นละครของนักศึกษาที่ลานโพธิ์ ที่มีการแสดงละครถูกแขวนคอ เพื่อประกอบข่าวที่ทางการตำรวจแถลงว่าจับกุมคนร้ายในกรณีสังหารช่างไฟฟ้านครปฐมได้แล้ว
จากนั้นหนังสือพิมพ์ดาวสยามได้นำรูปการแสดงละครในวาระเดียวกันมาตีพิมพ์ในฉบับบ่าย พร้อมกล่าวหาว่าผู้แสดงละครจำลองเหตุแขวนคอมีใบหน้าคล้ายคลึงกับพระบรมโอรสาธิราชฯ ในขณะนั้น และระบุว่าขบวนการนักศึกษาจงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ที่มาของภาพ, โครงการบันทึก 6 ตุลา
เหตุการณ์ในช่วงบ่ายและค่ำของวันที่ 5 ต.ค. 2519 ทวีความตึงเครียดอย่างรวดเร็ว ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแกนนำความเคลื่อนไหวในขณะนั้นได้สรุปเหตุการณ์ในช่วงเวลานี้ในหนังสือเรื่อง "ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง: รวมบทความเกี่ยวกับกรณี 14 ตุลา และ 6 ตุลา" เขาระบุว่าสถานีวิทยุของรัฐ โดยเฉพาะสถานีวิทยุยานเกราะ ได้นำประเด็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพออกอากาศอย่างต่อเนื่องตลอดคืน กลุ่มการเมืองฝ่ายขวาต่าง ๆ ในขณะนั้นได้อาศัยเรื่องนี้ ระดมกำลังขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีการเรียกร้องให้ประชาชนผู้จงรักภักดีไปชุมนุมกันในเช้าวันรุ่งขึ้นทั้งที่สนามหลวงและลานพระบรมรูปทรงม้า "เพื่อจัดการกับนักศึกษาที่กำลังชุมนุมอยู่ในธรรมศาสตร์อย่างเด็ดขาด"
เขาบันทึกต่อไปว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว แกนนำนักศึกษาประเมินว่าหากสั่งยุติการชุมนุมในยามวิกาล นักศึกษาและประชาชนที่เดินทางกลับบ้านจะตกเป็นเป้าให้มวลชนฝ่ายขวาดักทำร้ายด้านนอกมหาวิทยาลัยได้ง่าย จึงไม่ได้มีการประกาศให้ยุติการชุมนุม
บันทึกนี้สอดคล้องกับความทรงจำที่นายกฤษฎางค์ นุตจรัส อดีตสมาชิกสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าถึงความรู้สึกในคืนวันนั้นในการให้สัมภาษณ์เพื่อจัดเก็บคำให้การของประจักษ์พยานเหตุการณ์ 6 ตุลา ในปี 2543 เขาระบุว่า "กระแสความรู้สึกของเราก็คือว่า เราถูกปิดล้อม แล้วก็เจรจาที่จะออกไปก็ออกไปไม่ได้... ความรู้สึกของคนที่อยู่ข้างในอย่างผม ผมรู้สึกว่าเรากำลังถูกปิดล้อมเพื่อที่จะบุกเข้ามาฆ่า"
อย่างไรก็ตาม มวลชนที่ล้อมนักศึกษาในขณะนั้นไม่ได้มีเพียงพลเรือนที่ถูกระดมมาผ่านสื่อ ตามการบันทึกคำให้การของพยานโจทก์ในคดี 6 ต.ค. 2519 ซึ่งมีการไต่สวนในภายหลัง ระบุว่าในช่วงรุ่งเช้าของวันที่ 6 ต.ค. ยังได้มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยเข้าปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยกำลังหลักคือตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) พลร่ม จากค่ายนเรศวร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ติดอาวุธสงคราม เช่น ปืนเอ็ม 16 และเครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 ร่วมกับตำรวจนครบาล หน่วยปฏิบัติการพิเศษ (นปพ.) กองปราบปราม
ชั่วโมงแห่งการล้อมปราบนักศึกษา-ประชาชน
ภายหลังความตึงเครียดที่ก่อตัวมาตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค. 2519 ขณะที่นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เริ่มเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรวมตัวกันที่สนามฟุตบอล เมื่อเข้าสู่วันที่ 6 ต.ค. มีเหตุการณ์สำคัญ ๆ เกิดขึ้น บีบีซีไทยประมวลข้อมูลบางส่วนที่โครงการบันทึก 6 ตุลา ได้รวบรวมไว้ดังนี้
ตั้งแต่เวลา 01.40 – 04.00 น. มีกลุ่มคนประมาณ 100 คนได้บุกเข้าไปเผาแผ่นโปสเตอร์หน้าประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้านสนามหลวง กลุ่มคนที่อออยู่หน้าประตูพยายามจะบุกปีนรั้วเข้าไป มีเสียงปืนนัดแรกดังขึ้นและมีการยิงตอบโต้ประปรายแต่ไม่มีใครบาดเจ็บ ต่อมาก็มีตำรวจตระเวนชายแดน จากค่ายนเรศวร หัวหิน เดินทางมาถึง และยกกำลังเข้าล้อมมหาวิทยาลัยจากทางด้านสนามหลวง และนำกำลังติดอาวุธไปตั้งในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ในระหว่างนั้น กลุ่มนวพลในนาม "ศูนย์ประสานงานเยาวชน" มีแถลงการณ์ความว่า "ขอให้รัฐบาลจับกุมกรรมการ ศนท. ภายใน 72 ชั่วโมง หากรัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติได้ นวพลจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด"
ในเวลา 05.30 น. ระเบิดเอ็ม.79 ลูกแรก ถูกยิงมาจากฝ่ายตำรวจนอกมหาวิทยาลัย ตกกลางผู้ชุมนุมที่สนามฟุตบอล มีผู้เสียชีวิต 4 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง
ราว 07.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจระดมยิงเข้ามาในมหาวิทยาลัยอย่างหนัก จากด้านหน้าหอประชุมใหญ่ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ผู้ชุมนุมนับพันคน ต้องหนีเข้าไปหลบในอาคารรอบสนามฟุตบอล มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน
08.10 น. พล.ต.ต.เสน่ห์ สิทธิพันธ์ บัญชาการให้ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) อาวุธครบมือเตรียมบุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสียงปืนดังรุนแรงตลอดเวลา ตำรวจประกาศให้นักศึกษายอมจำนน นักศึกษาหลายคนพยายามวิ่งออกมาข้างนอก จึงถูกประชาชนที่อยู่ภายนอกรุมประชาทัณฑ์ ในเวลาต่อมา ตชด.บุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยได้สำเร็จ และได้พยายามเข้าจับกุมฝ่ายผู้ชุมนุมที่หลบตามอาคารรอบสนามฟุตบอล
10.30 น. หลังจากตำรวจบุกยึดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้แล้ว นักศึกษาประชาชนถูกสั่งให้นอนคว่ำ แล้วควบคุมตัวไว้ทยอยลำเลียงขึ้นรถเมล์และรถสองแถวส่งไปขังตามสถานีตำรวจต่าง ๆ มากกว่า 3,000 คน
แม้ว่าในเวลาต่อมารัฐบาลจะประกาศว่า สามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้วและจับกุมผู้ที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพสยามมกุฎราชกุมารได้แล้ว 6 คน แต่ในเวลา 18.00 น. พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ประกาศยึดอำนาจ โดยอ้างว่า "มีกลุ่มบุคคลซึ่งประกอบด้วยนิสิตนักศึกษาบางกลุ่ม ได้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยมีเจตจำนงทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนของคอมมิวนิสต์ที่จะเข้ายึดครองประเทศไทย เมื่อเจ้าหน้าที่ทำการเข้าจับกุมก็ได้ต่อสู้ด้วยอาวุธร้ายแรงที่ใช้ในราชการสงคราม โดยร่วมมือกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ชาวเวียดนามต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก"

ที่มาของภาพ, โครงการบันทึก 6 ตุลา
ในช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ควบคุมพื้นที่ภายในสนามฟุตบอลได้แล้ว นีล ยูเลวิช ช่างภาพสำนักข่าวเอพีในขณะนั้นก็อยู่ในพื้นที่มหาวิทยาลัยด้วย เขาเปิดเผยในการให้สัมภาษณ์โดยย้อนรำลึกถึงภาพถ่ายเหตุการณ์รุมประชาทัณฑ์เมื่อปี 1976 ทางยูทิวบ์ของสำนักข่าวเอพีไว้ว่าตนตัดสินใจรีบออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทันทีเนื่องจากกังวลว่าภาพถ่ายอาจจะถูกยึด
อย่างไรก็ดี เขาระบุว่าเมื่อเดินมาถึงบริเวณประตูทางออกธรรมศาสตร์ฝั่งสนามหลวงก็สังเกตเห็นฝูงชนกำลังรุมทำร้ายศพที่ถูกนำมาแขวนคอไว้ใต้ต้นมะขาม เขาจึงถ่ายภาพนั้นก่อนออกจากพื้นที่ท้องสนามหลวง ภาพถ่ายของชายที่ใช้เก้าอี้พับเหล็กฟาดใส่ศพดังกล่าวได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเหตุการณ์จนถึงปัจจุบัน
ขณะที่ เหตุการณ์รุมทำร้ายและนำร่างเหยื่อไปแขวนคอบริเวณลานสนามหลวงเกิดขึ้นจนถึงเวลาราว 10.40-11.00 น. ตามคำบอกเล่าของ แฟรงก์ ลอมบาร์ด นักข่าวของสถานีวิทยุนิวซีแลนด์ที่อยู่ในพื้นที่ในขณะนั้นซึ่งได้บอกกับโครงการบันทึก 6 ตุลา
โครงการบันทึก 6 ตุลา สรุปจำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์วันนั้นที่ 45 ราย แบ่งออกเป็น ฝ่ายนักศึกษาประชาชน 40 ราย ขณะที่ฝ่ายเจ้าพนักงานและฝ่ายขวาเสียชีวิต 5 ราย
ในวันที่ 7 ต.ค. 2519 คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้เรียกประชุมคณะทูตต่างประเทศเพื่อชี้แจงนโยบาย โดยยืนยันที่จะสานต่อนโยบายการต่างประเทศเดิม และประกาศจุดยืนแข็งกร้าวในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้บังคับใช้กฎอัยการศึกและควบคุมสื่ออย่างเข้มงวด กล่าวคือมีการสั่งปิดหนังสือพิมพ์ชั่วคราว และบังคับให้สื่อต้องจดทะเบียนใหม่ภายใต้เงื่อนไขการนำเสนอข่าวที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างเปิดเผย

ที่มาของภาพ, โครงการบันทึก 6 ตุลา
ต่างชาติมองเหตุการณ์ 6 ตุลาอย่างไร
เหตุการณ์ดังกล่าวยังถูกรายงานโดยสื่อมวลชนต่างประเทศด้วย เช่น ปาทริส เดอ แบร์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เลอมงด์ (Le Monde) ของฝรั่งเศสรายงานในข่าวซึ่งตีพิมพ์ในวันที่ 8 ต.ค. ว่ามีกลุ่มที่ระบุตนเองว่าเป็น "กระทิงแดง" เข้าร่วมปฏิบัติการ สมทบโดยตำรวจตระเวนชายแดน และกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน พลเรือนบางรายติดอาวุธ เช่น ไม้หน้าสาม ขณะที่บางรายมีวิทยุสื่อสาร ต่อมาประตูมหาวิทยาลัยถูกรถพุ่งชนจนพัง และมีเสียงปืนกลกับระเบิดดังขึ้นเป็นระยะ
ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เลอมงด์รายงานอีกว่า ผู้บาดเจ็บและผู้ที่เดินออกมาหลายคนถูกกลุ่มคนภายนอกรุมทำร้ายด้วยไม้และของแข็ง แม้มีตำรวจเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ก็ตาม
ขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ (New York Times) ที่ตีพิมพ์ในวันที่ 6 ต.ค. 2519 โดยอ้างการรายงานจากสำนักข่าวเอพีระบุว่า ตำรวจนั้นใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา โดยอ้างว่าได้รับคำสั่งให้ยิงเพื่อ "ควบคุมสถานการณ์ความรุนแรง" อย่างไรก็ดีอาวุธเหล่านั้นยิงเข้าไปยังอาคารต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาหลบอยู่
หนังสือพิมพ์หว่ากิ่วยัดโป (Wah Kiu Yat Po) ของฮ่องกง ฉบับวันที่ 8 ต.ค. 2519 รายงานโดยอ้างอิงสำนักข่าวยูพีไอ ซึ่งรายงานจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2519 ว่า "ตัวแทนฝ่ายรัฐบาลกล่าวว่า ผู้จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน รวมกว่า 30 ฉบับ ต้องยื่นคำร้องเพื่อขอรับใบอนุญาตฉบับใหม่ โดยผู้ที่ได้รับอนุมัติเท่านั้นจึงจะสามารถกลับมาตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ได้ภายในเวลา 3 วัน"
หนังสือพิมพ์วาคิวยัตโปยังระบุเพิ่มเติมว่า "บรรณาธิการและผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ได้รับแจ้งว่า หนังสือพิมพ์จะต้องสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และต้องต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์"
นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ของฮ่องกงฉบับดังกล่าวยังรายงานท่าทีของประเทศเพื่อนบ้านของไทยว่ามีความแตกต่างกันออกไป โดย 5 ชาติสมาชิกอาเซียนในขณะนั้น ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซียประเมินการรัฐประหารในเชิงบวกว่าเป็นปัจจัยสร้างเสถียรภาพเพื่อสกัดกั้นภัยโดมิโน ขณะที่กลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ได้เผยแพร่ข้อความประณามการยึดอำนาจผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงของตนอย่างแข็งกร้าว
สำหรับมุมมองของนักการทูตที่พำนักอยู่ในประเทศไทยในขณะนั้น บันทึกโทรเลขของนายชาร์ลส์ เอส. ไวต์เฮาส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ประเมินว่าเหตุการณ์นี้คือจุดสิ้นสุดของ "การทดลองระบอบประชาธิปไตย" ระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 เป็นต้นมา และมองว่าเป็นการตัดสินใจรัฐประหารในนาทีสุดท้าย
ขณะที่นายเดวิด เอล. โคล เอกอัครราชทูตอังกฤษ ประเมินว่าผู้นำทหารฉวยโอกาสยึดอำนาจจากวิกฤตที่มวลชนฝ่ายขวาจัดก่อขึ้น พร้อมระบุถึงเหตุการณ์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าเป็น "การสังหารหมู่ที่นองเลือด" นอกจากนี้ ทูตอังกฤษยังแสดงความกังวลว่าการปราบปรามด้วยความรุนแรงจะยิ่งสร้างความแตกแยก และผลักดันให้นักศึกษานับพันคนหลบหนีเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)
กาบรีเอเลอ เฟนซ์คี ผู้สื่อข่าวเชี่ยวชาญด้านเอเชียระบุในบทวิเคราะห์ในหนังสือพิมพ์ดี ไซท์ (Die Zeit) ของเยอรมนีในหัวข้อว่า "คณะรัฐประหารกำลังพาไทยไปสู่คอมมิวนิสต์หรือไม่ ?" โดยนิยามเหตุการณ์ความรุนแรงนี้ว่าเสมือน "สงครามกลางเมืองฉบับย่อส่วน" และตั้งข้อสังเกตว่าสุดท้ายแล้ว "ปัญญาชนฝ่ายซ้าย" ของไทยที่กำลังถูกกวาดล้าง แท้จริงถ้าเทียบกับเยอรมนีก็เป็นได้แค่ "สมาชิกปีกขวาของพรรคสังคมประชาธิปไตย" หรือกลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐสวัสดิการแบบพอประมาณ ไม่ซ้ายจัด และการกวาดล้างครั้งนี้ของกองทัพกลับเป็นการผลักให้เหล่าปัญญาชนไปร่วมกับนักรบคอมมิวนิสต์ใต้ดินในเทือกเขาภาคเหนือและอีสานของไทย จากเดิมที่สำหรับคนกลุ่มนี้จะไม่มีทางชนะ 100% หากปราศจากปัญญาชน
สังคมหลังการรัฐประหาร 2519
คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้แต่งตั้งให้ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกาเป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 8 ต.ค. 2519
สภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ภายใต้รัฐบาลธานินทร์ ได้ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 พ.ศ. 2519 เพื่อนิรโทษกรรมบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน หรือผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำเพื่อให้การยึดอำนาจสำเร็จลุล่วง "หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ถือว่าพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง"
ขณะเดียวกัน เอกสารรายงานสิทธิมนุษยชนกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และบันทึกการไต่สวนของกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ปี 2520 ระบุว่า หลังการรัฐประหารครั้งนั้น มีการออกกฎหมายเพื่อเปิดทางให้มีการใช้อำนาจคุมขังผู้ต้องสงสัย 180 วันโดยไม่มีการตั้งข้อหา การห้ามชุมนุมเกิน 5 คน และการปิดหนังสือพิมพ์ ส่งผลให้นักศึกษาและปัญญาชนนับพันคนต้องหลบหนีเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) หรือลี้ภัยไปต่างประเทศ
มีการตั้งข้อหาแกนนำนักศึกษาจำนวน 18 ราย โดยอัยการศาลทหารกรุงเทพฯ ตั้งข้อหาและสั่งฟ้องในข้อหาร้ายแรงรวมเกือบ 10 ข้อหา เช่น การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์, ความผิดฐานกบฏและซ่องสุมกำลังพลหรืออาวุธ รวมถึงข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
อย่างไรก็ตาม คดีในศาลทหารดังกล่าวไม่ได้ดำเนินไปจนถึงขั้นมีคำพิพากษาตัดสิน เนื่องจากในปี 2521 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ภายใต้รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้ประกาศ พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 พ.ศ. 2521 เพื่อยุติการดำเนินคดีแก่นักศึกษาผู้รอดชีวิต
ศ.ดร.ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชนประจำคณะภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา ระบุในบทความวิชาการซึ่งตีพิมพ์ในปี 2558 ว่ากฎหมายฉบับนี้ได้มีส่วนกลายเป็นกลไกที่ตัดสิทธิการเรียกร้องความยุติธรรมของผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ 6 ตุลา อย่างสิ้นเชิง โดยกฎหมายระบุข้อห้ามไม่ให้ผู้ที่ได้รับสิทธินิรโทษกรรมนำคดีไปฟ้องร้องหรือเรียกร้องสิทธิและผลประโยชน์ใด ๆ เพิ่มเติมได้อีก

ที่มาของภาพ, โครงการบันทึก 6 ตุลา
50 ปีผ่านไป อะไรคือ มรดกที่ยังหลงเหลือ
เหตุการณ์ 6 ตุลา ล่วงเข้ามาถึงวาระครบรอบ 50 ปี ในปี พ.ศ. 2569 อย่างไรก็ดี มีผู้สะท้อนมรดกของเหตุการณ์นี้ไว้อย่างน้อยสองด้าน
ด้านแรก นักวิชาการจำนวนหนึ่งมองว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเพียงชัยชนะของฝ่ายอนุรักษนิยมในระยะสั้น แต่กลับก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยในระยะยาว
ในบทความ "บ้านเมืองของเราลงแดง: แง่มุมทางสังคมและวัฒนธรรมของรัฐประหาร 6 ตุลาคม" ศ.ดร.แอนเดอร์สันระบุว่า เหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้การเมืองไทยไม่ใช่เรื่องลี้ลับของกลุ่มชนชั้นนำอีกต่อไป และนำไปสู่การตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์อย่างเปิดเผย นอกจากนี้ บทความยังชี้ว่าแม้ผู้กุมอำนาจจะพยายามดึงสังคมกลับสู่การปกครองแบบยุคเผด็จการ แต่การตื่นตัวของมวลชนก็ทำให้สังคมไทยไม่สามารถย้อนคืนสู่รูปแบบเดิมได้อีกต่อไป
"...ยักษ์ใหญ่ได้ถูกปล่อยออกมาจากขวดเสียแล้ว และก็จะเป็นการยากยิ่งที่คณะทหารหรือใครก็ตามที่สืบทอดอำนาจ จะจับมันกลับใส่เข้าไปในขวดได้อีกครั้งตลอดไป" เขาเขียนในบทความที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2520
อีกด้านหนึ่ง นักวิชาการหลายคนมองว่ามรดกสำคัญของ 6 ตุลา คือเหตุการณ์ที่ความรุนแรงไม่เคยถูกนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันก็มีกลไกรัฐร่วมกันทำให้เหตุการณ์นี้ถูกลืม
ศ.ดร.ฮาเบอร์คอร์น ตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายนิรโทษกรรมทั้งสองฉบับที่ออกมาหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่มีการเอ่ยถึง "การสังหารหมู่" หรือการเสียชีวิตของนักศึกษาแต่อย่างใด โดยเธอวิเคราะห์ว่าเจตนาที่แท้จริงของการร่างกฎหมายสองฉบับนี้คือการปกปิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้กลายเป็นมรดกที่ตอกย้ำให้สังคมเห็นว่า บุคคลหรือกลุ่มอำนาจที่เลือกใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนในนามของรัฐ จะสามารถลอยนวลและรอดพ้นจากความผิดได้เสมอ จนกลายเป็น "วัฒนธรรมแบบพ้นผิดลอยนวล" ที่สืบต่อมาในสังคมไทยจนถึงปัจจุบัน
ขณะที่ ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์กิตติคุณภาควิชาประวัติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริการะบุในการเปิดตัวหนังสือ "ห้วงแห่งความเงียบงัน: ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519" ที่หอสมุดรัฐสภา สหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2567 ว่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา รัฐไม่ได้เพียงควบคุมสถานการณ์ทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังสร้าง "ความเงียบ" ขึ้นรอบเหตุการณ์ ผ่านการควบคุมการเล่าเรื่อง การผลิตองค์ความรู้ และการส่งเสริมการจดจำประวัติศาสตร์ที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของรัฐ ขณะเดียวกันก็ทำให้ข้อเท็จจริงอีกจำนวนมากถูกผลักออกจากพื้นที่สาธารณะ
สำหรับผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์อย่าง ศ.ดร.ธงชัย ผลลัพธ์คือสภาวะที่เขาเรียกว่า "จำไม่ได้ ลืมไม่ลง" หรือ "Unforgetting" ซึ่งผู้คนยังคงจดจำความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ แต่ไม่สามารถพูดถึงหรือถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างเต็มที่
"พูดอีกอย่างได้ว่า มันยากที่จะจดจำ แต่ก็ยากยิ่งกว่าที่จะลบล้างให้ลืม มันค้างเติ่งอยู่ในพื้นที่สุญญากาศระหว่างความทรงจำและการลืมเลือน" ศ.ดร.ธงชัยกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เขารอดชีวิตมาเมื่อ 50 ปีก่อน





























