'นอนกลางดิน กินแต่ข้าวโพด' ย้อนรอยชีวิตนักศึกษาในป่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา

.
คำบรรยายภาพ, อดีตสหายเขตงานภูซาง พาผู้เขียนสำรวจ 'ภูหินลาดช่อฟ้า' ที่ในอดีตเมื่อครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เคยเป็นจุดที่มีสหายแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เสียชีวิตจากการปะทะกับกลุ่มไทยอาสาป้องกันชาติ (อส.) ที่ขึ้นมาปราบปราม
    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 14 นาที

บนเทือกเขาภูพานคำ ช่วงรอยต่อระหว่าง จ.หนองบัวลำภู และ จ.อุดรธานี ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ ดินแข็ง ๆ และก้อนหินน้อยใหญ่สลับซับซ้อน ที่นี่คือบ้านหลังใหม่ของอดีตนักศึกษาส่วนหนึ่งที่มาเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) หลังเหตุการณ์ปราบปรามการประท้วงเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2516 และ 6 ต.ค. 2519 ที่นักศึกษาและผู้ชุมนุมที่เห็นต่างจากรัฐ ถูกใช้กำลังและอาวุธเข้าปราบปรามจนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

จากที่เคยนอนอยู่บ้านมีเตียงนุ่ม ๆ แต่ต้องระเหเร่ร่อนไปพักอยู่กลางป่า ที่มีห้องนอนเป็นผืนดินและก้อนหินใหญ่ โดยมีผ้ายางคนละผืนที่ใช้ต่างเตียงนอน หรือบ้างก็ผูกเปลเอาตามต้นไม้

พื้นที่ซึ่งปัจจุบันเป็นเหมือนทางเดินขึ้นไปสู่จุดชมวิวจุดหนึ่งบนเทือกเขา ในอดีตเป็นส่วนหนึ่งของ "เขตงานภูซาง" ของ พคท. ซึ่งครอบคลุมพื้นที่บนภูเขาที่เชื่อมต่อหลายจังหวัด อาทิ อุดรธานี หนองบัวลำภู เลย ฯลฯ

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพื้นที่ปฏิบัติงานทั้งหมดของ พคท. ที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ชนบทของหลายจังหวัดทั่วประเทศไทยในช่วงต้นศตวรรษที่ 2500 และยิ่งแข็งแกร่งขึ้นหลังเหตุการณ์ '6 ตุลา' ที่มีจำนวนกองกำลังในป่าเพิ่มขึ้นจาก 8,000 – 9,000 คน เป็นประมาณ 12,000 คน ตามคำบอกเล่าในหนังสือเรื่อง 'พคท. หายไปไหน?' โดย พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่เคยมีบทบาทเป็นนายทหารในภารกิจปราบปรามคอมมิวนิสต์ในยุคนั้น

"มองไปเนี่ยมันมืดเลยนะ ไม่รู้ว่าคืออะไร รู้แต่ว่าไปข้างหน้า อย่างน้อยที่นั่นคือจุดต่อสู้ ที่ไม่ได้ทำให้ทุกคนต้องยอมแพ้ง่าย ๆ" สุนี ไชยรส บอกกับบีบีซีไทยถึงความรู้สึกตอนที่เธอตัดสินใจ "เข้าป่า" หลังเหตุการณ์ '6 ตุลา' ในขณะเป็นนักศึกษาเพิ่งจบใหม่ได้ประมาณสองปี

จากเคยนอนเตียง ต้องนอนเปล จากเคยจับปากกา ต้องจับปืน จากเคยหาข้าวสวยกินได้ไม่ยาก บางครั้งต้องกินแต่ข้าวโพด นี่คือชีวิตของนักศึกษาที่มาร่วมกับ พคท. ในป่า หลังรู้สึกว่าชีวิตในเมืองไม่ปลอดภัยสำหรับผู้เห็นต่าง และนักศึกษาบางคนก็เสียชีวิตอยู่ในป่าโดยไม่ได้กลับออกมา

นี่คือร่องรอยของประวัติศาสตร์ที่แทบไม่มีการบอกเล่าในหนังสือเรียนมัธยม แต่คือสิ่งที่สะท้อนผลลัพธ์ของการใช้ความรุนแรงจัดการความเห็นต่าง ซึ่งท้ายที่สุดเต็มไปด้วยความสูญเสีย

6 ตุลาคม 2519

เดือน ต.ค. 2519 สุนียังเข้าออกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่บ่อยครั้งแม้จะเรียนจบปริญญาสาขาเศรษฐศาสตร์มาได้สองปีแล้ว

"ก่อนจะเกิด 6 ต.ค.... พี่ว่าง ๆ อยู่ ก็ไปช่วยหนังสือพิมพ์อธิปัตย์ ของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา[แห่งประเทศไทย] ซึ่งพี่สาวอยู่ในกอง บ.ก. (บรรณาธิการ)" อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์อยู่ที่วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต ย้อนเล่า

"ก็ทำหนังสือกันทุกวัน กลางคืนก็จะเข้าไปที่ธรรมศาสตร์ เอาหนังสือไปเผยแพร่วันต่อวัน พอคืนวันที่ 5... น้อง ๆ โทรมาบอกว่า พี่อย่าเข้ากันนะ ตอนนี้ธรรมศาสตร์ถูกล้อมแล้ว... พวกเราก็คุยกันเตรียมเข้าป่า"

ในช่วงเวลานั้น การต่อสู้ในขบวนการนักศึกษาหรือร่วมเรียกร้องกับกลุ่มแรงงานไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสุนี เพราะเธอเคยอยู่ในเหตุการณ์ปราบปรามการชุมนุมวันที่ 14 ต.ค. 2516 เคยเข้าไปเรียนรู้ชีวิตกรรมกรทอผ้าในโรงงานอยู่ช่วงหนึ่ง และเคยถูกจับด้วยข้อหา "คอมมิวนิสต์" จากการร่วมชุมนุมประท้วงกับกลุ่มกรรมกร ก่อนจะได้ประกันตัวออกมาในภายหลัง

ในยุคสมัยนั้น ผู้ที่เห็นต่างจากรัฐมักจะถูกกล่าวหาว่าเป็น "คอมมิวนิสต์" และในช่วงที่ความขัดแย้งสุกงอมก่อนจะมาปะทุในเหตุการณ์ '6 ตุลา' มีการเผยแพร่วาทกรรม "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป" ที่มาจากการตีความคำให้สัมภาษณ์ของกิตติวุฑโฒ ภิกขุ ที่ตอบคำถาม 'จัตุรัส' หนังสือข่าวกรองประจำสัปดาห์ที่ถูกเผยแพร่ไม่กี่เดือนก่อนเหตุปะทะว่าการฆ่าฝ่ายซ้ายหรือคอมมิวนิสต์ ได้บุญมากกว่าบาป เหมือน "ฆ่าปลา แกงใส่บาตรพระ"

"ใครก็ตามที่ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มันไม่ใช่คนสมบูรณ์... เราไม่ได้ฆ่าคน แต่ฆ่ามาร ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน" พระกิตติวุฑโฒกล่าว ตามการอ้างอิงของเว็บไซต์วันโอวัน (the101.world)

ขณะที่หนังสือของ พล.อ.สายหยุดเรียก พคท. ว่า "ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์" โดยใช้อักษรย่อว่า "ผกค." ซึ่งสะท้อนมุมมองของฝ่ายรัฐต่อพรรคคอมมิวนิสต์ในขณะนั้น แม้อดีตนายทหารรายนี้จะเป็น "สายพิราบ" ซึ่งสนับสนุนการใช้ "การเมืองนำทหาร" มาปราบปรามมากกว่าจะใช้ความรุนแรง

สุนีบอกว่าตอนนั้นเธอรู้จักคำว่า "คอมมิวนิสต์" อย่างผิวเผินด้วยซ้ำ

"ก่อน 14 ต.ค. [ปี 2516] มันก็มีหนังสือใต้ดิน หนังสือต้องห้ามเกี่ยวกับสังคมนิยม เอกสารต่าง ๆ เนี่ย ก็เริ่มแพร่หลาย... คนก็จะรับรู้สถานการณ์ของสังคมนิยม ของคอมมิวนิสต์ ของ พคท. แต่ว่าไม่ได้รู้จัก" เธอย้อนเล่าก่อนจะเสริมว่าเธอ "มองเขาเป็นฮีโร่ เป็นพวกที่กล้าลุกขึ้นมาสู้"

"เหมือนภาพเราเบลอ ๆ มันมีเป้าหมาย มีอุดมการณ์ แต่ทุกคนก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองต้องเข้าป่า" เธอบอก

แต่ความคิดของสุนีก็เปลี่ยนไปเมื่อมีการปราบปรามอย่างรุนแรงเกิดขึ้นในวันที่ 6 ต.ค. 2519

.
คำบรรยายภาพ, ช่วงก่อนเกิดเหตุ '6 ตุลา' สุนี ไชยรส บอกว่าเธอไปช่วยงานหนังสือพิมพ์ 'อธิปัตย์' ของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ซึ่งเป็น "หนังสือพิมพ์ของกลุ่มผู้ชุมนุม" ในสมัยนั้น

"มีผู้หญิง 5 คนจะเข้า[ป่า] ก็คือพี่ พี่สาว ซึ่งเป็นกอง บ.ก. อยู่ทางนั้น แล้วก็น้องผู้หญิงนักศึกษาเกษตร ที่อยู่ในคุกมาด้วยกัน แล้วพี่สาวของเขาอีกคนหนึ่ง ซึ่งก็เป็นนักกิจกรรมเหมือนกัน แล้วก็มีน้องจากกอง บ.ก. อธิปัตย์อีกคนหนึ่ง" สุนีย้อนเล่า

"แต่เราก็ตัดสินใจไปดูที่ธรรมศาสตร์ ประมาณเช้ามืด นั่งรถไป ว่าจะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นหนอ" เธอบอก "ก็ไม่เห็นชัด ๆ เพราะว่าเราไม่สามารถลงไปเดินได้ มันเป็นจุดที่เรานึกถึงภาพในเหตุการณ์ที่คนชุมนุม ไล่ตีคน ปืนเต็มไปหมด ทหาร ตำรวจ ลูกเสือชาวบ้าน [กลุ่ม]กระทิงแดง ก็วุ่นวายกันอยู่"

ผู้เขียนถามเธอว่า ทำไมตอนนั้นนักศึกษาจึงมอง "ป่า" เป็นที่พึ่ง

"ถ้าคุณอยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม คุณจะไม่ถามเลย" เธอบอก "เพราะคนถูกฆ่า ถูกบาดเจ็บ ล้มตายอีกเยอะแยะ ถูกจับอีกหลายพันคน [แล้ว]ก็ยังตามไปจับอีกเยอะแยะ"

"มันก็เป็นสถานการณ์ที่สองด้าน หนึ่งก็คือมันถูกสะสมมาแล้ว การปราบปรามแบบเผด็จการมันก็เยอะแยะไปหมด การคุกคามผู้คน การเริ่มฆ่า ที่บอกว่าชาวนาลุกขึ้นสู้ก็ตายไปหลายสิบคน กรรมกรอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นทุกคนก็อยู่ในมุมที่ต้องเรียนรู้ไปพลาง ๆ"

"แต่ว่า 6 ตุลาคมก็เป็นแรงกดที่ทำให้ทุกคนไป โดยตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะอย่าลืมว่า มองไปเนี่ยมันมืดเลยนะ ไม่รู้ว่าคืออะไร รู้แต่ว่าไปข้างหน้า อย่างน้อยที่นั่นคือจุดต่อสู้ ที่ไม่ได้ทำให้ทุกคนต้องยอมแพ้ง่าย ๆ" เธอกล่าว

.
คำบรรยายภาพ, การปราบปรามผู้ชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วยกำลังและอาวุธเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2519 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 45 คน

จากเมือง สู่ป่า

สุนีเขียนเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอไว้อย่างละเอียดในวิทยานิพนธ์เรื่อง 'การหลอมรวมอุดมการณ์ เฟมินิสต์ ประชาธิปไตย และ สิทธิมนุษยชน: ศึกษาผ่านประสบการณ์ สุนี ไชยรส' ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สตรีศึกษา) สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2547

เธอบอกว่าเธอและเพื่อน ๆ ที่เข้าป่าพร้อมกันนั่งรถทัวร์จากกรุงเทพฯ ไป จ.อุดรธานี ต่อด้วยรถสองแถวไปพบกลุ่ม 'สหาย' (คำที่ 'คนในป่า' เรียกกันเพื่อปิดบังชื่อจริงและสื่อถึงความเท่าเทียม) และเมื่อมีกลุ่มนักศึกษาตามมามากขึ้น กลุ่มสหายเดิมก็คุ้มกัน พา "สหายนักศึกษา" เดินเท้าเข้าป่า ขึ้นสู่เขตภูซาง

.
คำบรรยายภาพ, วิไล ละลี หรือ 'สหายรังสิต' ชี้ให้ผู้เขียนดูเทือกเขาภูพาน ซึ่งเป็นจุดที่นักศึกษามาใหม่ต้องใช้เวลาหนึ่งคืนกับอีกหนึ่งวันเดินข้ามแนวเขานี้ไปยัง 'ภูซาง' ซึ่งอยู่ในเขต จ.เลย

เกือบ 50 ปีหลังจากสหายนักศึกษาที่ผ่านเหตุการณ์ '6 ตุลา' ตามมาสมทบกับ 'สหายชาวนา' อดีตสหายที่ยังคงอยู่ในพื้นที่ คือ สหายรังสรรค์ สหายมุ่ง สหายวิวัฒน์ สหายรังสิต และแม่ยงค์ ภรรยาของอดีตสหาย พาผู้เขียนเดินเท้าเข้าป่าเพื่อตามรอยเส้นทางการต่อสู้ของพวกเขาในสมัยนั้น

สหายรังสิตสวมชุดที่เขาตัดขึ้นภายหลังเพื่อจำลองเครื่องแบบกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) ซึ่งคือกองกำลังของ พคท. ในขณะที่คนอื่น ๆ สวมเพียงบางชิ้น เช่น หมวกที่มีสัญลักษณ์ 'ดาวแดง' อยู่ตรงกลาง เป้ หรือรองเท้า

เรานั่งรถกระบะของอดีตสหายจากวัดอุทมพรพิชัย ต.โนนทัน อ.เมืองหนองบัวลำภู ผ่านเส้นทางคอนกรีตลดเลี้ยวที่กว้างพอเพียงให้รถเบียดสวนกันได้มาราว 15 นาที ก็ถึงจุดสิ้นสุดเส้นทางคอนกรีต เหลือเพียงทางเดินดินแข็ง ๆ แทรกด้วยก้อนหินตะปุ่มตะป่ำ โดยมีป้ายบ่งบอกอยู่บริเวณใกล้ปากทางว่านี่คือทางขึ้น 'ภูหินลาดช่อฟ้า'

ในวัย 60 - 70 กว่าปี ทุกคนยังคงเดินขึ้นเส้นทางลาดชันขรุขระ และลื่นในบางจุดที่มีน้ำไหลผ่าน ได้อย่างคล่องแคล่ว

"สหาย[นักศึกษา]มาแถวนี้เยอะแยะเลย เป็นร้อย ๆ เลย ขึ้นภูซางแต่ละครั้ง 80-90 คน เพราะว่าต้องสั่งทหารจากภูซางให้ลงมาคุ้มกันขึ้นไป" สหายวิวัฒน์ หรือชื่อจริงว่า นิคม ทูลทรัพย์ บอกกับผู้เขียน

เขาและสหายรังสิต หรือชื่อจริงว่า วิไล ละลี เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า นักศึกษาที่เข้ามาสมทบกับ พคท. หลัง '6 ตุลา' จะต้องผ่านเส้นทางนี้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบาง 'ทับ' (หน่วยย่อยต่าง ๆ) ในเขตงานภูซาง ก่อนจะเดินลัดเลาะตามสันเขาต่อไปอีก "1 คืน กับอีก 1 วัน" เพื่อขึ้นไปยังภูซาง จ.เลย ซึ่งเป็นจุดหลักที่นักศึกษาต้องเข้าโรงเรียนการเมืองการทหาร ก่อนจะถูกแบ่งจัดไปตาม 'กองงาน' ต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งมีทั้งหน่วยแพทย์ กองทหาร ไปจนถึงงานมวลชน

ตลอดเส้นทางราว 2 กม. ตามการประเมินของสหาย เราผ่านหลายจุดที่มีลักษณะเป็นกลุ่มกองหินขนาดใหญ่ ซึ่งแต่ละจุดถูกใช้งานในวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน อาทิ ที่นอน โรงครัว ไปจนถึงจำลองค่ายของศัตรู และเป็นชัยภูมิได้เปรียบในการต่อสู้ ซึ่งพวกเขาอธิบายจุดต่าง ๆ ตามคำบรรยายภาพต่อไปนี้

.
คำบรรยายภาพ, ที่นอนของสหาย ซึ่งนักศึกษาที่มาใหม่ ส่วนใหญ่ต้องใช้ผ้ายางปูนอนกันก่อน เนื่องจากเปลมีไม่เพียงพอ โดยจุดนี้ถูกใช้จำลองค่ายของศัตรูเพื่อวางแผนการโจมตีด้วย
.
คำบรรยายภาพ, ที่นอนอีกจุดหนึ่งที่สหายวิวัฒน์บอกว่า เขาเคยมาผูกเปลอยู่ตรงนี้
.
คำบรรยายภาพ, กองหินจุดนี้ถูกใช้เป็น "โรงครัว" สำหรับ "นึ่งข้าว" โดยมีหินก้อนยักษ์ที่มีเป็นเหมือนถ้ำ สามารถใช้หลบฝนได้ อดีตสหายเล่าว่า ในบางจุดที่อยู่ไม่ไกลจากชุมชนรอบ ๆ พวกเขาใช้วิธีแอบซื้อข้าวสารจากชาวบ้านขนขึ้นมา แต่ในบางจุดที่อยู่ลึกเข้าไปต้องใช้วิธีปลูกข้าวโพดกันเอง
.
คำบรรยายภาพ, เราใช้เวลาเดิน 1 ชั่วโมงกว่าจะมาถึง 'ภูหินลาดช่อฟ้า' ซึ่งปัจจุบันเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองลงไปเห็นทิวทัศน์ของฝั่ง จ.อุดรธานี อดีตสหายเล่าว่าหลังเหตุการณ์ '6 ตุลา' ในช่วงปลายปีเดียวกันมีการปะทะระหว่างพวกเขาและกลุ่มไทยอาสาป้องกันชาติ (อส.) ที่จุดนี้ ทำให้สหายเสียชีวิต 2 ราย โดยหนึ่งในนั้นถูกตัดศีรษะไป

เส้นทางที่อดีตสหายพาผู้เขียนเดินสำรวจ เป็นเพียงเศษเสี้ยวของเส้นทางจริงที่อดีตนักศึกษาเดือนตุลาที่เข้าป่าในเขตงานภูซางต้องเดินในยามวิกาล ภายใต้การคุ้มกันของสหายที่อยู่มาก่อน และแม้ชีวิตในป่าจะแตกต่างจากในเมืองมาก แต่สหายวิวัฒน์เล่าว่าเหล่านักศึกษา "ปรับตัวได้ดี"

"เขาพกความแค้น เขาไม่มีปืน เขาถูกยิง ถูกฆ่า ตอนที่แถวธรรมศาสตร์ [มันก็]สู้ลูกเดียว แต่มันก็ด้อยอย่างหนึ่ง ยุทธวิธียังไม่ได้ฝึก แต่ว่าใจสู้" เขาบอก

ด้านสุนีเล่าว่าขณะนั้น เธออยู่ในเขต 'จรยุทธ์' ซึ่งไม่มีที่พักเป็นหลักแหล่ง ทำให้ต้องผูกเปลนอนเช่นกัน แตกต่างจากบางจุดที่มีลักษณะเป็น 'ฐานที่มั่น' ซึ่งมีการสร้างที่พักอย่างง่าย ๆ

"สหายชนบทเขาก็จะคอยดูแล เหมือนเป็นพี่เลี้ยงกันอยู่ตลอดเวลากระบวนการ ก็ปรับตัวกันทุกคน ตั้งแต่หัดกินข้าวเหนียว หัดเดินด้วยรองเท้าแตะ ไปตามที่ยากลำบาก หัดเดินขึ้นภูผา ทุกอย่างยากลำบาก ไม่ได้กินข้าว 2 ปีก็มี อะไรอย่างนี้ กินแต่ข้าวโพด" เธอบอก

.
คำบรรยายภาพ, ภาพวาดแสดงความเป็นอยู่ของสหายในป่า อดีตสหายเล่าว่ามีเพี้ยนจากความจริงอยู่บ้างตรงภาชนะที่ใช้ต้มข้าวโพดซึ่งของจริงเป็นปี๊บเล็ก ๆ ส่วนเพิงพักที่เห็นในภาพเป็นลักษณะของที่พักที่ภูซาง ซึ่งสหายนักศึกษาต้องเดินต่อไปจากภูหินลาดช่อฟ้า 1 คืน 1 วัน

จากป่า กลับสู่เมือง

วิทยานิพนธ์เรื่อง 'ความขัดแย้งทางความคิดในขบวนการคอมมิวนิสต์ไทย ระหว่าง พ.ศ.2519 – 2525' โดยธิกานต์ ศรีนารา ที่ตีพิมพ์ในปี 2548 ระบุถึงความถดถอยของ พคท. เริ่มขึ้นหลังความขัดแย้งของขบวนการคอมมิวนิสต์ในอินโดจีน ที่ถึงจุดแตกหักเมื่อต้นปี 2522 เมื่อกองทัพของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามสามารถยึดกรุงพนมเปญของกัมพูชาได้สำเร็จ ซึ่งต่อมาจีนและลาวเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งนี้ด้วย

ธิกานต์ระบุว่าจุดแตกหักดังกล่าวส่งผลให้จีนบีบให้ พคท. ต้องปิดสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ในเวลาต่อมา ขณะที่ลาวและเวียดนามก็ตัดความช่วยเหลือต่อ พคท. ส่วนในไทยเอง กลุ่มนักศึกษาปัญญาชนและแนวร่วมบางส่วนก็เริ่มแยกตัวออกมาจาก พคท. และยังมีการรณรงค์โจมตี พคท. ต่อเนื่องตลอดปีจากนิตยสารไทยนิกรด้วย

นี่คือสถานการณ์ที่บีบรัด พคท. อยู่ก่อนที่จะมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ประกาศใช้เมื่อเดือน เม.ย. 2523 ที่ใช้หลัก "การเมืองนำการทหาร" และยอมให้นักศึกษาออกจากป่าได้โดยไม่มีความผิด ซึ่งยิ่งทำให้มีนักศึกษาทยอยแยกตัวออกจาก พคท. มาเรื่อย ๆ

อดีตนักศึกษาที่เคยเข้าป่าหลัง '6 ตุลา' หลายคนกลับมาเติบโตในวงการการเมือง อาทิ ศุภชัย โพธิ์สุ, ภูมิธรรม เวชยชัย, จาตุรนต์ ฉายแสง, เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นต้น

ขณะที่สุนี บอกว่าเธอไม่กลับออกจากป่าในทันที และเลือกจะอยู่เป็นสหายกลุ่มสุดท้ายในเขตภูซาง

.
คำบรรยายภาพ, สุนี (ยืนคนที่สองจากขวา) ถ่ายภาพร่วมกันกับกลุ่ม 'สหายในเมือง' ที่ภูซางเมื่อประมาณปี 2021

"พี่อยู่ที่นั่นคนสุดท้ายด้วยกันกับกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง... ไม่ได้มารายงานตัว แล้วก็แต่งงานกับสหายที่นั่น ก็อยู่แถวนั้น แล้วก็ปี 2530 มาคลอดลูกที่กรุงเทพฯ ก็มาถูกจับอีกครั้งหนึ่งที่กรุงเทพฯ" เธอเล่า

สุนีเรียนจบมาตั้งแต่ก่อนที่เธอจะเข้าป่าแล้ว ดังนั้นการเรียนของเธอจึงไม่ขาดตอน แต่เธอเล่าว่า สำหรับนักศึกษาบางคนที่ยังเรียนไม่จบในขณะที่เข้าป่า ส่วนหนึ่งกลับไป "เริ่มต้นใหม่หมด"

"คนที่พอมีฐานะก็ยังพอเอาตัวรอดได้ เพราะบางคนพ่อแม่รวยใช่ไหมคะ พ่อแม่ก็ประคับประคอง ส่งไปเรียนต่อเมืองนอก เข้าเรียนใหม่ ทำงานธุรกิจ อะไรอย่างนี้ มันก็แล้วแต่คน คนจนก็ลำบากหน่อย"

"ชาวนาก็ลำบากมาก ออกมาก็ไม่มีอะไรเลย" เธอกล่าวเสริม

ทว่าไม่ใช่นักศึกษาทุกคนที่ได้ออกจากป่า เพราะบางคนก็เสียชีวิตไปในระหว่างการต่อสู้ระหว่าง พคท. กับรัฐตลอดช่วงระยะเวลาหลายปี

.
คำบรรยายภาพ, รายชื่อสหายเขตงานภูซางที่เสียชีวิตในช่วงราวสองทศวรรษที่มีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและ อส. กับ พคท. ซึ่งถูกจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์เขตงานภูซาง

ช่วงหนึ่งของนิทรรศการที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เขตงานภูซาง ที่ตั้งอยู่ในวัดอุทุมพรพิชัย ต.โนนทัน อ.เมืองหนองบัวลำภู มีการระบุรายชื่อสหายที่เสียชีวิตจากการปราบปรามที่กินเวลาราวสองทศวรรษ เฉพาะในเขตงานนี้ รวม 187 คน

ในจำนวนนี้มี 'สหายในเมือง' 21 คน ซึ่งรวมถึงนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในขณะนั้น อาทิ มหาวิทยาลัยมหิดล, วิทยาลัยครูอุดรธานี, วิทยาลัยครูสวนสุนันทา, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, วิทยาลัยเทคนิคโคราช ไปจนถึงนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบ

อัฐิของสหายที่เสียชีวิตในป่า ถูกตามหาและรวบรวมในภายหลัง เพื่อนำมาไว้ที่ 'สถูปภูซาง' ซึ่งตั้งอยู่ในรั้ววัดเดียวกับพิพิธภัณฑ์ เพื่อนำมาประกอบพิธีทางศาสนาในวาระต่าง ๆ ร่วมกับอัฐิของอดีตสหายอีกส่วนหนึ่งที่เสียชีวิตภายหลังออกจากป่าแล้ว

.
คำบรรยายภาพ, อัฐิของอดีตสหายเขตงานภูซางที่ถูกรวบรวมไว้ด้วยกันภายในสถูปภูซาง โดยอดีตสหายที่เสียชีวิตในป่า บางคนก็ยังหาอัฐิไม่พบ

การช่วงชิงเรื่องเล่าในหน้าประวัติศาสตร์

ร่องรอยประวัติศาสตร์การต่อสู้ระหว่าง พคท. กับรัฐ ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันผ่านการสร้างสถานที่ต่าง ๆ ของอดีตสหายเพื่อบันทึกเรื่องราวและบอกเล่าความสูญเสียไว้ในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งนอกจากสถูปภูซาง จ.หนองบัวลำภู ยังมีอนุสรณ์สถานอีกอย่างน้อย 15 แห่ง กระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ มุกดาหาร พิษณุโลก น่าน ตาก เพชรบุรี พะเยา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา และพัทลุง

อนุสรณ์สถานเหล่านี้ส่วนใหญ่เริ่มสร้างในช่วงปลายทศวรรษที่ 2530 จนถึงตลอดช่วงทศวรรษที่ 2540 ตามข้อมูลในพิพิธภัณฑ์เขตงานภูซาง

ศ.ดร.ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ จากสาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ผู้เคยเขียนบทความวิจัยเรื่อง 'การแปลงฐานที่มั่นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว : การเมืองเชิงพื้นที่ในทศวรรษ 2520' เชื่อว่าการช่วงชิงเรื่องเล่าของฝั่งอดีตสหาย มาภายหลังฝ่ายรัฐที่พยายามจะปรับภาพลักษณ์พื้นที่เขตงานคอมมิวนิสต์และมองการท่องเที่ยว "เป็นนโยบายหนึ่งที่จะทำให้สามารถเอาชนะการปฏิบัติการของพรรคคอมมิวนิสต์" มานานแล้ว

เขาเล่าย้อนไปตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ 'วันเสียงปืนแตก' ในปี 2508 ว่าเคยมี "การยืมตัวทหารระดับพันเอก" ซึ่งอยู่สังกัดโรงเรียนเสนาธิการทหารบก มาเป็นผู้ว่าองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ท. (ปัจจุบันคือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย - ททท.) ที่มีการเขียนบทความเชิญชวนคนท่องเที่ยวในเขตต่าง ๆ ซึ่งใกล้กับพื้นที่ปฏิบัติการของ พคท. ในขณะเดียวกันกับแฝงนัยการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ไว้ในบทความการท่องเที่ยว เช่น บรรยายว่าเป็นพื้นที่ของผู้ก่อการร้ายที่ไม่ปลอดภัย

ขณะที่ในระหว่างปี 2523 – 2530 ซึ่งเป็นยุคตกต่ำของ พคท. รัฐบาลประกาศเขตอุทยานเพิ่มขึ้น 39 แห่ง ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ในเขตฐานที่มั่นของ พคท. และมีความพยายามจะปรับปรุงบางพื้นที่ ทั้งเพื่อ "ลบความเป็นคอมมิวนิสต์" ออกไป ในขณะที่บางแห่งก็ยังทิ้งสิ่งปลูกสร้างบางอย่างไว้เพื่อเป็น "อนุสรณ์แห่งความพ่ายแพ้ของ พคท."

โดยพื้นที่ที่มีความพยายาม "ลบความเป็นคอมมิวนิสต์" ออกไปเลย เช่น เขาค้อ ซึ่ง ศ.ดร.ภิญญพันธุ์ บอกว่าที่จริงรัฐบาลมีข้อเสนอจะเปลี่ยนแปลงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2520 แล้ว แต่รัฐเพิ่งยึดพื้นที่จาก พคท. ได้ทั้งหมดในปี 2523 จากนั้นจึงมีการสร้าง 'โครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก' โดยดึงทหารที่เคยไปรบและประชาชนที่กลับใจเข้าไปอยู่ ส่งเสริมให้ปลูกพืชเมืองหนาว ตั้งกองทุนช่วยเหลือ และมีความพยายามสร้างโรงแรม

ขณะที่บางพื้นที่ เช่น ภูหินร่องกล้า พื้นที่ที่เคยเป็นโรงเรียนการเมืองการทหารของ พคท. ปัจจุบันอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ โดยยังมีการคงสิ่งปลูกสร้างในยุคนั้นเอาไว้ กลายเป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวจุดหนึ่งของอุทยาน ซึ่ง ศ.ดร.ภิญญพันธุ์ มองว่าเป็นการบอกเล่า "ความทรงจำของความพ่ายแพ้" สำหรับ พคท. ซึ่งอาจแตกต่างจากแง่มุมที่ถูกบอกเล่าผ่านอนุสรณ์สหายต่าง ๆ ที่อดีตสหายก่อสร้างในภายหลัง

"ผมว่ารัฐเองต้องการให้จำในแต่ละสถานที่ ในความทรงจำของความพ่ายแพ้ แล้วก็เข้าใจว่ามันจะมีเรื่องเล่าด้วยว่า กองทัพได้เข้าไปปราบปรามยังไง สถาปนาความชอบธรรมในการยึดครองพื้นที่ยังไง ดังนั้นอันนี้ มันก็จะเป็นเรื่องเล่าสองฝ่ายที่มันคู่ขนานกัน" เขาให้ความเห็น

.
คำบรรยายภาพ, ภายในอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ปัจจุบันยังคงมีอาคารที่เคยถูกใช้เป็นโรงเรียนการเมืองการทหารของ พคท. ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีทักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม

มรดกที่ตกทอด

หลังออกจากป่า คลอดลูก ถูกจับ และต้องเลี้ยงลูกในเรือนจำเกือบหนึ่งปี สุนีออกมาทำงานกับเครือข่ายผู้หญิง จากนั้นก็เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จ.หนองบัวลำภู และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 40 เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และปัจจุบันในวัย 72 ปี เธอก็ยังทำงานกับองค์อิสระและสอนเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญ การเมือง และสิทธิชุมชน ให้กับนักศึกษารุ่นใหม่ ๆ อยู่ที่มหาวิทยาลัยรังสิต

ส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมให้เธอเป็นเธอในทุกวันนี้ คือประสบการณ์ในป่า

"พี่ใช้คำนี้อยู่เรื่อย เราต่อสู้ เพราะเรายังมีชีวิตอยู่" เธอบอกกับบีบีซีไทย "เราผ่านลม ผ่านหนาว ผ่านร้อน ผ่านความเป็นความตายมาตลอด"

"14 ต.ค. เราก็อยู่ 6 ต.ค. เราก็อยู่ พฤษภาคม เราก็ไปเดินด้วย เราอยู่ในคุก เราอยู่ในป่า เรารอดตาย ขณะที่เพื่อน ๆ เรา ทั้งนักเรียน นักศึกษา กรรมกร ชาวนา ตายกันเยอะแยะ"

"เราเห็นผู้คนตายต่อหน้าเราเยอะแยะเต็มไปหมด เพราะงั้นเราก็จะไม่เฉยอยู่ ก็ทำอะไรไปเท่าที่ควรทำได้" สุนีกล่าว

.
คำบรรยายภาพ, สุนีบอกว่า การมีอยู่ของ "สถูปภูซาง" คือเครื่องเตือนสติสังคมว่า "อย่ารุนแรง อย่าสร้างความเกลียดชัง อย่ามองคนเห็นต่างเป็นศัตรู"

ด้านสหายคิด หรือชื่อจริงคือ ทองล้วน สานคำ ที่ผู้เขียนได้พบที่พิพิธภัณฑ์เขตงานภูซาง เล่าว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เธอตัดสินใจเข้าร่วมกับ พคท. ในขณะนั้น เพราะเห็นครอบครัว ซึ่งอยู่ในชุมชนที่ พคท. เข้ามามีอิทธิพลอยู่ก่อนแล้ว ถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับกุมและทรมานอย่างไม่เป็นธรรม ตั้งแต่สมัยที่เธอยังเด็ก

"คือที่พรรคคอมมิวนิสต์เข้ามาเคลื่อนไหว ที่แม่เข้าไปร่วม ตั้งแต่เด็ก ๆ มา คือมันจะเปลี่ยนแปลงสังคม ให้ชีวิตเราดีขึ้น คนจนก็มีโอกาสได้เล่าเรียน กล้าพูด กล้าทำในสังคม เมื่อก่อนไม่กล้านะลูก... สมัยก่อนคือเราไม่มีประชาธิปไตยเหมือนสมัยนี้" เธอบอก

"ที่ได้เข้าป่านะ พูดก็พูดเถอะ ไม่คิดเลย ถ้าสมัยก่อนมีประชาธิปไตยเท่ากับทุกวันนี้ จะไม่เข้าป่าไปทุกข์ยากเลย"

ขณะที่สหายรังสิต มองว่ามรดกการต่อสู้ของคอมมิวนิสต์ยังมีผลมาถึงทุกวันนี้ เพราะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเกรงกลัวประชาชนมากขึ้น ไม่เอารัดเอาเปรียบหรือทำร้ายรังแกอย่างโหดเหี้ยมเหมือนในอดีต

"เรา [คอมมิวนิสต์] ไม่ได้แพ้สงครามนะ สังคมทุกวันนี้ มันจะมาดีได้เท่าทุกวันนี้ ก็เพราะคอมมิวนิสต์เขาลุกขึ้นมาต่อสู้ทางการทหารนี่" เขากล่าว

"อย่ามองคนเห็นต่างเป็นศัตรู"

อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนรายนี้ มองว่าอนุสรณ์สถานต่าง ๆ ที่อดีตสหายตั้งขึ้นเพื่อรำลึกถึงสหายที่วายชนม์นั้น มีไว้เพื่อเตือนสติสังคมว่า "อย่ามองคนเห็นต่างเป็นศัตรู"

"บางคนก็จะรู้สึกว่า [สถูป] มันเหมือนทำให้สังคมตอกย้ำความรุนแรง แต่ความจริงมันคือเครื่องเตือนสติสังคมว่า อย่ารุนแรง อย่าสร้างความเกลียดชัง อย่ามองคนเห็นต่างเป็นศัตรู เหมือนอย่างก่อน 6 ต.ค. ที่ถูกกระแสความเกลียดชัง ซึ่งสมัยนี้ก็ยังมีอยู่" เธอบอก

"เพราะงั้น สถูปทั้งหลายทั่วประเทศ นอกจากเป็นการคารวะต่อสหายที่เสียสละ... ทำให้พ่อแม่ของผู้คนเหล่านั้นรู้สึกว่า เขาไม่ได้ถูกฆ่าแล้วกลายเป็นพ่อแม่คอมมิวนิสต์ที่ถูกสร้างภาพให้น่าเกลียด น่ากลัว แต่นี่คือวีรชนของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มันคือ[การ]ตอกย้ำให้ทุกฝ่าย รวมทั้งรัฐบาลทั้งหลาย ตระหนักว่าคุณใช้ความรุนแรงเท่าไหร่ ก็ไม่มีทางจะปราบการต่อสู้ของประชาชนได้"