ย้อนเส้นเวลา 50 ปี 6 ตุลา ผ่านสายตา 'รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ'

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 15 นาที
ครบ 50 ปีเต็มของเหตุการณ์สังหารหมู่ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ที่นำไปสู่การเปิดฉากต่อสู้-ทำให้สงครามประชาชนในชนบทขยายตัวอย่างมากหลังจากนั้น
รัฐไทยใช้เวลา 2 ปี ก่อนตัดสินใจเอานักศึกษาและประชาชนที่ตกเป็น "จำเลยคดีคอมมิวนิสต์" ออกจากคุก และใช้เวลา 4 ปีในการนำ "ทหารป่า" และ "แนวร่วม" พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ออกจากป่า-กลับสู่เมือง ด้วยการออกกฎหมายนิรโทษกรรมปี 2521 และประกาศนโยบาย 66/2523 เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์
ผ่านไป 5 ทศวรรษ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์พบว่าชนชั้นนำไทยได้ปักหมุดภัยคุกคามใหม่ และลาก "เส้นใหม่ของความขัดแย้ง" ผ่านพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุขปี 2569 ซึ่งให้ "นิรโทษกรรมแบบมีข้อยกเว้นคดี ม.112"
บีบีซีไทยชวน รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ. เดินย้อนเส้นเวลา (ไทม์ไลน์) 50 ปี จากยุค 2519-2569 เพื่อไม่ให้สังคมไทยหลงลืมประวัติศาสตร์ โดยนักวิชาการรายนี้บอกว่า "ความหลงลืมอาจทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย"
เริ่มต้นด้วยการพิจารณาสถานะทางประวัติศาสตร์ของ 6 ตุลา 2519 ซึ่ง รศ.ดร.ประจักษ์ชี้ว่า เหตุการณ์นี้มี 2 สถานะพร้อมกัน นั่นคือ เกิดความรุนแรงทางการเมือง-การสังหารหมู่นักศึกษาและประชาชนตอนเช้า จากนั้นก็เกิดรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ที่มี พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เป็นหัวหน้า ในเวลา 18.00 น.
"สำหรับผม 6 ตุลา คือ 'รัฐประหารที่นองเลือดที่สุด' และเป็น 'อาชญากรรมรัฐที่โหดเหี้ยมที่สุด' ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของไทย เราไม่ได้พูดถึงในแง่จำนวน เพราะมันมีเหตุการณ์ความรุนแรงที่มีคนเสียชีวิตมากกว่านี้คือการปราบปรามคนเสื้อแดงปี 2553 แต่ในแง่ลักษณะของความรุนแรง มันใช้ความรุนแรงที่ผิดมนุษย์มนา" รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวกับบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, ปฐมพร ศรีมันตะ/โครงการบันทึก 6 ตุลา
เหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาภายใน มธ. เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 45 คน แบ่งเป็น นักศึกษาและประชาชน 40 คน และเจ้าหน้าที่รัฐ 5 คน ผู้ได้รับบาดเจ็บ 145 คน ผู้ถูกจับกุม 3,094 คน โดยมีอยู่ 18 คนตกเป็นจำเลย ตามการรวบรวมข้อมูลของโครงการ "บันทึก 6 ตุลา"
6 ตุลา สะท้อนความอัปลักษณ์ของสังคมไทย
ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา นักรัฐศาสตร์จากสำนักธรรมศาสตร์มองเห็นความทรงจำของผู้คนที่มีต่อเหตุการณ์ 6 ตุลา เปลี่ยนแปลงไปเป็นระยะ ๆ
ในทัศนะของ รศ.ดร.ประจักษ์ 6 ตุลา สะท้อนความอัปลักษณ์ของสังคมไทยหลากหลายมิติ จึงเป็นเวลานานเลยที่คนไม่อยากพูดถึง ไม่อยากรื้อฟื้น แม้กระทั่งชนชั้นนำก็รู้ว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนความอำมหิตโหดร้ายของชนชั้นนำไทย ทำลายภาพมายาคติ "ประเทศไทยเป็นสยามเมืองยิ้ม", "ชนชั้นนำไทยโอบอ้อมอารี" เมตตาปรานีดูแลลูก ๆ หลาน ๆ ประหนึ่งบุตร, แนวคิด "พ่อปกครองลูก" ที่มาแพร่หลายในสมัยสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รวมถึง "ประชาธิปไตยแบบไทย" พังทลายลง จึงเป็นเหตุการณ์ที่ยากแก่การรำลึกจดจำ รวมถึงมีสถานะที่เป็นทางการอยู่ในประวัติศาสตร์ไทย
"มันไม่มีวันเลยที่ 6 ตุลา จะเข้ามาอยู่ในพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เป็นทางการได้ หมายถึงมีการเรียนการสอนปกติ อยู่ในหลักสูตรการศึกษาเพื่อถอดบทเรียน เพราะว่าชนชั้นนำไทยมันยังมีความต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน" นักวิชาการผู้ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยให้ความเห็น
ความพยายามรื้อฟื้น-สร้างความทรงจำเกี่ยวกับ 6 ตุลา จึงมาจากฟากฝั่งประชาชน โดยเฉพาะ "เหยื่อ" ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
20 ปี: ปักหมุดนิยาม "อาชญากรรมรัฐ"
ในวาระ 20 ปี มี "การทลายความเงียบ" ด้วยการจัดงานรำลึก-จัดนิทรรศการ-จัดทำหนังสือ แล้วเผยแพร่สู่สาธารณะเป็นครั้งแรกในปี 2539 เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจต่อ 6 ตุลา จากก่อนหน้านั้นที่มักเป็นกิจกรรมวางดอกไม้แสดงความไว้อาลัยแก่ผู้วายชนม์ในเหตุการณ์ รศ.ดร.ประจักษ์คิดว่าบริบทสังคมการเมืองที่เปลี่ยนไป โดยอยู่ในบรรยากาศหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 มีรัฐบาลพลเรือนที่เป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำให้สามารถพูดถึง 6 ตุลา ได้มากขึ้น
ขณะนั้น ประจักษ์เป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ชั้นปีที่ 3 และสมาชิกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้เข้าไปเป็น "ลูกมือ" ช่วยพี่ ๆ รุ่น 6 ตุลา จัดนิทรรศการและรวบรวมบทความเพื่อจัดทำหนังสือด้วย
เขาเห็นว่า สารสำคัญที่สุดในวาระ 20 ปี 6 ตุลา ที่ได้สื่อต่อสังคมไทยคือเหตุการณ์นี้เป็น "อาชญากรรมรัฐ" ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับหนังสือ "อาชญากรรมรัฐในวิกฤตการเปลี่ยนแปลง 6 ตุลาคม 2519" จัดทำโดยใจ อึ๊งภากรณ์ และสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ หลังจากนั้นก็เริ่มมีความพยายามขุดข้อมูลสืบสวนสอบสวนหาความจริง
"message (สาร/ข้อความ) ของวาระ 20 ปีคือ 1. ปักหมุดคำนิยามให้รู้ว่ามันเป็นอาชญากรรมรัฐที่โหดเหี้ยมที่สุด และ 2. สังคมไทยอย่าลืมเหตุการณ์นี้ เพราะว่าความหลงลืมจะทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย" ชายผู้เป็น "ลูกแม่โดม" ขนานแท้ทั้งเรียนและสอนที่ มธ. ระบุ

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
30 ปี: เกิดแนวคิด "วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด"
ในวาระ 30 ปี เป็นปีที่เกิดรัฐประหาร 19 กันยา 2549 โค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร นำไปสู่การเกิดขึ้นของขบวนการคนเสื้อแดงที่เรียกตัวเองว่า "แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.)
ต่อมาเมื่อมีการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่ประท้วงขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลายเป็น "โศกนาฎกรรมกลางกรุง" ที่มีผู้เสียชีวิต 92 คน และบาดเจ็บกว่า 1,500 คน ในเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 ตามรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่แต่งตั้งขึ้นโดยรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ
รศ.ดร.ประจักษ์เรียกขานเหตุการณ์ในปี 2553 ว่า "อาชญากรรมรัฐครั้งใหญ่" อีกครั้งหนึ่ง ทำให้นักศึกษาประชาชนพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมรัฐถึงฆ่าคนได้ใจกลางเมือง ปราบปรามสังหารประชาชนด้วยอาวุธสงคราม จึงเริ่มกลับไปทบทวนประวัติศาสตร์แล้วพบว่ามันไม่ใช่เหตุการณ์แรกที่เกิดขึ้น แต่เคยเกิดมาแล้วในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 โดยที่คนทำผิดไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย มันถูกรื้อฟื้นกลับขึ้นมาในบริบทนี้
"คราวนี้มันมาพร้อมกับแนวคิดอีกอันหนึ่งคือ 'วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด' พูดง่าย ๆ ว่า 6 ตุลา ไม่เคยถูกรำลึกในฐานะเหตุการณ์ของมันเดี่ยว ๆ แต่มีบริบทการเมืองปัจจุบันบางอย่างที่เอื้อให้ปัจจุบันกับอดีตกลับมาเชื่อมต่อกัน 6 ตุลา จึงมีความหมายกลับขึ้นมา" รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
44 ปี: ก้าวข้ามสัญลักษณ์-เรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันฯ
6 ตุลา กลับมามีชีวิตชีวาในหมู่เยาวชน นิสิต นักศึกษา หลังผ่านไป 44 ปี สะท้อนผ่านปรากฏการณ์ "ทะลุเพดาน" ในการชุมนุม 10 สิงหา 2563 ของนักศึกษาที่เรียกตัวเองว่า "แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" โดยผู้จัดงานนำภาพเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลา ฉายขึ้นจอขนาดใหญ่ มีเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ยูงทองอันเป็นเพลงประจำ มธ. เปิดคลอไปด้วย ก่อนเปิดฉากประกาศ 10 ข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
รศ.ดร.ประจักษ์อธิบายจากประวัติศาสตร์ที่พบว่า รัฐไทย/ชนชั้นนำไทยใช้เครื่องมือหลากหลายในการควบคุมสังคมแล้วก็ครองอำนาจทางการเมือง หนึ่งในนั้นคือการใช้อุดมการณ์เป็นเครื่องมือ ทว่ามีอยู่ 2 ช่วงในประวัติศาสตร์ไทยที่เขาเห็นว่าการควบคุมทางความคิดถูกท้าทาย-เขย่า-สั่นสะเทือนมากที่สุดคือ 6 ตุลา 2519 กับช่วงชุมนุม "ราษฎร" 2563-2564 จนชนชั้นนำเกิดความตื่นตระหนก
อาจารย์ผู้สอนวิชาการเมืองการปกครองไทยกล่าวต่อไปว่า ในช่วง 6 ตุลา 2519 หนังสือ "โฉมหน้าศักดินาไทย" ของจิตร ภูมิศักดิ์ ได้รื้อถอน "ความเป็นไทย" ครั้งใหญ่ โดยเสนอแนวคิดว่าชนชั้นปกครองไทยที่ครอบงำสังคมคือขุนศึก-ศักดินา แล้วก็กดขี่ขูดรีดสังคมไทย ทำให้ทุกคนใช้คำว่าศักดินาเป็นเลนส์ในการมอง-เป็นสัญลักษณ์ หรือแม้แต่คำขวัญ "เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ" ก็เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยนั้น
การท้าทายอุดมการณ์หลักอย่างถอนรากถอนโคนกลับมาอีกครั้งในปี 2563 แต่ในสายตาของอาจารย์ประจักษ์ สิ่งที่ผู้ชุมนุมราษฎรแตกต่างจากกลุ่มอื่น ๆ คือการก้าวข้ามการใช้สัญลักษณ์ พยายามพูดถึงและอภิปรายปัญหาอย่างตรงไปตรงมาในที่สาธารณะ รวมถึงมีข้อเรียกร้องทางการเมืองอย่างเป็นทางการในฐานะขบวนการ โดยเสนอให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
แม้สร้างแรงสะเทือนต่อชนชั้นนำเหมือนกัน แต่ รศ.ดร.ประจักษ์มองเห็นความแตกต่างของ 2 ขบวนการ นั่นคือ ขบวนการ 6 ตุลา เป็นการต่อสู้กับศักดินา เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจรัฐไทยและอยู่ในบริบทสงครามเย็น จึงมีกรอบที่ใหญ่กว่าคือ "ขุนศึก ศักดินา จักรวรรดินิยมอเมริกา" เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน
ขณะที่ขบวนการราษฎรไม่ใช่บรรยากาศสงครามเย็น ข้อเรียกร้องมาจากบริบทปัญหาการเมืองไทยภายในโดยเฉพาะ โดยมองว่ามีกลุ่มชนชั้นนำจารีตที่ปกครองสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง แล้วเป็นอุปสรรคขัดขวางพัฒนาการของประชาธิปไตยไทย กลุ่มราษฎรกลับไปเชื่อมโยงว่าอำนาจที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา คืออำนาจแบบเดียวกับที่กำลังปกครองสังคมไทยอยู่ เขาคิดว่ากำลังสู้อยู่ในโครงสร้างการเมือง-ปัญหาการเมืองแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นตอน 6 ตุลา กล่าวคือก้าวพ้นกรอบการเมืองไทยแบบทหารกับนักการเมืองต่อสู้กัน เพราะคิดว่ามันอธิบายสังคมไทยไม่ได้
50 ปี: ภารกิจระยะยาวว่าด้วยการสถาปนาความจริง-ความยุติธรรม
เมื่อให้ประเมินโอกาสในการชำระสะสางประวัติศาสตร์-ทะลุเพดานความอยุติธรรมเพื่อคืนความยุติธรรมให้ 6 ตุลา หลังผ่านมาครึ่งศตวรรษ
รองศาสตราจารย์สาขาการเมืองการปกครองแห่งคณะรัฐศาสตร์ มธ. ยอมรับว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงกระแสต่ำของการเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชน แต่คิดว่า 6 ตุลา เข้าไปอยู่ในพื้นที่ความทรงจำในสังคมแล้ว ไม่มีใครทำให้เงียบ-หายไปได้ มันจะไม่กลับไปสู่ยุคก่อนปี 2539 อีก เพียงแต่ภารกิจหลังจากนี้เป็นภารกิจระยะยาวที่ไม่จบภายใน 1-2 ปี
โจทย์ที่นักวิชาการผู้ศึกษาเรื่องความรุนแรงและความขัดแย้งทางการเมืองชี้ชวนให้สังคมร่วมกันขบคิดคือ แล้วเราจะทำอะไรเกี่ยวกับ 6 ตุลา ?
เขาเสนอให้ผลักดัน 2 ภารกิจ ได้แก่ "สถาปนาความจริง" เกี่ยวกับเหตุการณ์แล้วบันทึกให้เป็นเรื่องเป็นราวโดยอาจอยู่ในรูปแบบหอจดหมายเหตุ และเมื่อสืบสวนหาความจริงทั้งหมด จนรู้ว่าใครมีส่วนรับผิดชอบต่อการทำให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เราจะ "สถาปนาความยุติธรรม" นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้อย่างไร ซึ่งต้องเป็นฉันทมติร่วมกันของทั้งสังคม เฉกเช่นที่เกาหลีใต้เคยทำสำเร็จในปี 2530 ที่ไปถึงขั้นเอาผู้นำทหารมาลงโทษได้ มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สังคมเปลี่ยนไปสู่ประชาธิปไตยแท้จริง อันนี้เป็นหมุดหมายอีกยาวไกล แต่ต้องโยงกันระหว่างความจริงกับความยุติธรรม
นิรโทษกรรมจากยุค 2521 ถึง 2569 จุดต่างในวิธีคิดของชนชั้นนำไทย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเครื่องมือสำคัญที่รัฐใช้เพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปหลังผ่านความขัดแย้งทางการเมือง หนีไม่พ้น "กฎหมายนิรโทษกรรม"
ยุคหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 แกนนำนักศึกษาและประชาชน 18 คนที่ตกเป็น "จำเลยคดีคอมมิวนิสต์" และอื่น ๆ รวม 11 ข้อหา ได้รับการปล่อยตัวในปี 2521 หลังมี พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 4-6 ต.ค. 2519 เพื่อ "ให้เกิดความสามัคคีในระหว่างชนในชาติ" ขณะที่กลุ่มคนที่จับอาวุธเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ก็ได้ออกจากป่าด้วยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 เรื่อง นโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์

ที่มาของภาพ, โครงการบันทึก 6 ตุลา
ยุคปัจจุบัน รัฐออก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขปี 2569 เพื่อนิรโทษกรรมให้แก่ผู้เข้าร่วมชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมืองอันมีมูลเหตุจาก "แรงจูงใจทางการเมือง" ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2548-16 ก.ค. 2568 โดยถือเป็นการนิรโทษกรรมที่กินระยะเวลายาวนานที่สุดถึง 20 ปีนับจากสงครามสีเสื้อเริ่มต้นขึ้น แต่มีเงื่อนไขห้ามนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ต้องหา/จำเลย "คดี ม.112" หรือความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ ราชินี รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ถ้าเช่นนั้นจะมีเครื่องมืออะไรที่ใช้ปลดปล่อยนักโทษคดี ม.112 ให้ออกจากคุก-กลับจากต่างแดน เพื่อตั้งต้นชีวิตใหม่?
"ยากมาก เพราะว่าบริบทเปลี่ยนไปแล้ว ภูมิทัศน์ของชนชั้นนำไทยเปลี่ยนไป มันเลยไม่เกิดการนิรโทษกรรมแบบที่เคยเกิดขึ้นในปี 2521 และ 2523" รศ.ดร.ประจักษ์ตอบ
เหตุที่เขาบอกว่า "ยาก" เพราะการนิรโทษกรรมให้กับประชาชน-คนที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงและความขัดแย้งทางการเมืองทั่วโลก จะเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์เมื่อสังคมเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย โจทย์ของรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นคือ "อยากไปข้างหน้าโดยจัดการกับอดีตด้วย" ดังนั้นก็ต้องค้นหาความจริงให้สังคมได้รับรู้, ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีก, นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ, ปฏิรูปหน่วยงานภาครัฐ ทหาร ตำรวจ, แล้วสุดท้ายก็ชดเชยให้กับเหยื่อทางการเมืองทั้งในแง่วัตถุสิ่งของ เยียวยาจิตใจ รวมถึงลบล้างความผิดและคืนความยุติธรรมให้นักโทษทางการเมือง อันนี้คือบริบททั่วโลก เป็นนิรโทษกรรมที่มีความหมาย พยายามสถาปนาความยุติธรรมเพื่อสร้างสังคมสันติสุขให้คนสามารถอยู่ร่วมกันได้
ทว่าเมื่อย้อนกลับมาดูบริบทของไทย รศ.ดร.ประจักษ์บอกว่าไม่ได้เกิดขึ้นภายใต้หลักการเรื่องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) แต่อยู่ภายใต้บรรยากาศทางการเมืองและโครงสร้างอำนาจที่ยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตย "การนิรโทษกรรมจึงไม่ใช่เครื่องมือทางสังคมเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของชนชั้นนำเพื่อปกป้องอำนาจของตนเอง"
นักรัฐศาสตร์ มธ. ระบุว่า การออกกฎหมายนิรโทษกรรมปี 2521 และคำสั่งสำนักนายกฯ ที่ 66/2523 ไม่ใช่รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีความเมตตาปรานีกว่าชนชั้นนำไทยในปัจจุบัน เพียงแต่เขาเป็นนักการเมืองที่ฉลาดกว่า อ่านสถานการณ์ออกว่ารัฐไทยกำลังเผชิญภัยความมั่นคงอย่างรุนแรงจากคอมมิวนิสต์ เป็นสงครามกลางเมือง การนิรโทษกรรมจึงเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ชนชั้นนำ "ปีกพิราบ" ผลักดันเพื่อช่วยให้รัฐกลับมาได้เปรียบในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ท่ามกลางความไม่เป็นเอกภาพของชนชั้นนำไทย
"ถ้าเรากลับไปดูเอกสารบันทึกสมัยนั้น พวกสายเหยี่ยวเชื่อในแนวทางการปราบปราม คัดค้านการนิรโทษกรรม นายทหารกลุ่ม พล.อ.เกรียงศักดิ์ และพวกสายพิราบทั้งหลายตัดสินใจหักกับชนชั้นนำกลุ่มอื่น เพราะมองว่ายิ่งปราบปราม ยิ่งดำเนินคดีในศาล ยิ่งทำให้รัฐไทยเพลี่ยงพล้ำ ภาพลักษณ์ตกต่ำ ทำให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์/ฝ่ายซ้ายเอาไปขยายความถึงความเหี้ยมโหดอยุติธรรมของรัฐไทย ยิ่งทำให้คนโกรธแค้นแล้วอาจเข้าร่วมกับ พคท. มากขึ้น ฉะนั้นกฎหมายนิรโทษกรรม รวมถึงคำสั่ง 66/2523 มันคือกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อแยกสลายนักศึกษากับขบวนการคอมมิวนิสต์ ลดความเสี่ยงของรัฐ" รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว

ที่มาของภาพ, BBC THAI
นักวิชาการผู้ศึกษาวิจัยขบวนการนักศึกษาและปัญญาชนเดือนตุลา เล่าว่า ในช่วงพิจารณาคดีในศาล เปิดให้สาธารณชนเข้าไปฟังได้ มีทูตานุทูตและตัวแทนรัฐบาลสหรัฐฯ เฝ้าดู กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เพราะ 6 ตุลา เป็นโศกนาฏกรรมใหญ่ที่ถูกรายงานไปทั่วโลก จึงกลายเป็นว่า "ยิ่งสืบสวนสอบสวนในศาล มันยิ่งไปเผยให้เห็นเองว่ารัฐเป็นผู้ร้ายและนักศึกษาเหล่านั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ ชนชั้นนำสายพิราบเลยนิรโทษกรรมเพื่อตัดจบคดีที่ศาลยังไม่ได้พิพากษา"
ส่วนการนิรโทษกรรมปี 2569 ที่ยกเว้นคดี ม.112 รศ.ดร.ประจักษ์วิเคราะห์ว่าเป็นเพราะชนชั้นนำอ่านสถานการณ์ทางการเมืองแล้วว่ามันไม่จำเป็น มันไม่มีแรงกดดัน เขาปราบไปหมดแล้ว ดังนั้นนอกจากบริบททางการเมืองเปลี่ยนไป ภูมิทัศน์ของชนชั้นนำก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เราไม่มีทหารที่มีความเป็นตัวของตัวเองและมียุทธศาสตร์ ส่วนนักการเมืองพลเรือนเกือบทุกพรรคก็ไม่มีความกล้าที่จะไปงัดข้อกับชนชั้นนำกลุ่มอื่น
สถานะที่พิเศษมากของ ม.112
ในปัจจุบัน รศ.ดร.ประจักษ์บอกว่า เครื่องมือที่รัฐใช้ในการควบคุมสังคม-ควบคุมอำนาจทางการเมือง 3 จาก 4 เครื่องมือ - การใช้ความรุนแรง, การควบคุมทางความคิด, ความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ - ใช้การไม่ได้ จึงเหลือกฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐไม่อาจปล่อยให้หลุดลอยไป ต้องบังคับใช้อย่างเข้มงวดที่สุดและไม่มีทางยอมให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
จากเหตุผลข้างต้น ทำให้เขามองเห็น "สถานะที่พิเศษมาก" ของ ม.112 เพราะเป็นเครื่องมือหลักเครื่องมือเดียวที่เหลืออยู่ของชนชั้นนำไทย ถ้ามองย้อนกลับไป 5 ทศวรรษก่อน ม.112 ไม่ได้ถูกใช้อย่างแพร่หลายหลัง 6 ตุลา 2519 เพราะคดีหลักคือคดีคอมมิวนิสต์ "ขบวนการคอมมิวนิสต์จับอาวุธขึ้นสู้ในป่าแล้ว ไม่ใช่ต่อสู้ทางความคิด ตอนนั้นทั้งรัฐมันจะล่ม ถ้ารัฐล่ม ทุกอย่างก็อยู่ไม่ได้" จึงไม่แปลกหากจะมีการออกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ในอีกเวลา 15 วันต่อมาหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา
คำสั่งลงวันที่ 21 ต.ค. 2519 ที่กลายเป็น "มรดกของคณะรัฐประหาร" มาถึงปัจจุบัน ได้เปลี่ยนแปลงบทบัญญัติและอัตราโทษในประมวลกฎหมายอาญาปี 2499 หลายมาตราและกฎหมายอีกหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็น ข้อหาลบหลู่ธงชาติ, หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์, หมิ่นประมาทประมุขต่างประเทศ, เหยียดหยามศาสนา, ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน, รวมถึงหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา ซึ่งอาจารย์ประจักษ์ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวกับรัฐไทยทั้งหมด
"คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินมีเป้าหมายพิทักษ์ 3 เสาหลัก ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ดังนั้นสถาบันกษัตริย์ไม่ได้ถูกดึงออกมาเดี่ยว ๆ แต่มาตรา 112 ต้องพ่วงมาด้วย เพราะสถาบันฯ เป็น 1 ใน 3 เสาหลัก และชนวนที่นำมาใช้เป็นข้ออ้างในการสังหารหมู่นักศึกษา 6 ตุลา ก็คือกรณีการเล่นละคร แต่ปัจจุบัน มาตรา 112 ถูกดึงออกมาเดี่ยว ๆ เพราะชนชั้นนำมองว่าภัยคุกคามสำคัญที่สุดคือภัยคุกคามต่อเสาหลักนี้ที่เป็นแกนกลาง" รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว
ในวาระ 50 ปี 6 ตุลา นักวิชาการ นักกิจกรรมการเมือง และภาคประชาชนได้ร่วมกันรณรงค์ "ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา" โดยล่ารายชื่อประชาชน 50,000 ชื่อเพื่อยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ในมุมมองของนักรัฐศาสตร์ผู้นี้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมปี 2521 และคำสั่งสำนักนายกฯ ที่ 66/2523 ถือเป็น "นิรโทษกรรมราคาแพง" เพราะแลกมากับการห้ามสืบสวนสอบสวนหาความจริง ไม่มีการเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษ ต้องลืม อย่าไปฟื้นฝอยหาตะเข็บ เนื่องจากเป็นการนิรโทษกรรมให้กับทุกฝ่าย รวมถึงทหารที่ก่อรัฐประหารและสังหารหมู่ 6 ตุลา ด้วย
ส่วนในช่วงจัดทำ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขปี 2569 มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างในหมู่นักการเมือง นักกิจกรรมการการเมือง และทนายความด้านสิทธิมนุษยชนว่า ชนชั้นนำต้องการยกคดี ม.112 เอาไว้ต่างหาก และจะมีกระบวนการดำเนินการแยกขาดจากคดีการเมืองอื่น ๆ สุดท้ายคดี ม.112 ก็กลายเป็นเงื่อนไข "ต้องห้าม" ตามกฎหมายนี้
ฉันทมติใหม่ของชนชั้นนำ กับ เส้นใหม่ความขัดแย้ง
ในการวิเคราะห์สถานการณ์ รศ.ดร.ประจักษ์แนะนำว่าอย่ามองกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขแบบแยกต่างหาก แต่ให้มองควบคู่กับการใช้กลไกทางกฎหมายอื่น ๆ ถึงจะเข้าใจวิธีคิดของชนชั้นนำและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น กรณีชุมนุม 10 สิงหา 2563 หรือกรณี สส. ก้าวไกลเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขกฎหมาย ม.112 เข้าสู่การพิจารณาของสภา ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นความพยายามล้มล้างการปกครอง
"ถ้าเราดูคดีอื่น ๆ ประกอบ จะเห็นว่ามีการยกระดับการตีความ อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับสถาบันสูงสุดของชาติ และ 112 ล้มล้างหมด ฉะนั้นสิ่งที่ขบวนการเยาวชนออกมาเคลื่อนไหว 'ทะลุเพดาน' มันยิ่งกว่า 112 มันไม่ได้มีข้อเรียกร้องแค่การแก้ไขหรือยกเลิก 112 แต่มีเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ จึงถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงยิ่งกว่า" และ "การนิรโทษกรรมให้คนทุกกลุ่ม แต่ยกเว้นคดี 112 แสดงให้เห็นชัดเจนว่าในสายตาของชนชั้นนำปักหมุดเอาไว้ว่านี่คือภัยคุกคาม" รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าเป็น "การตัดสินใจผิดพลาด" ของชนชั้นนำไทยในการทำให้อำนาจของตนมั่นคงขึ้นและทำให้ความขัดแย้งนี้คลี่คลายตัวลงอย่างสำคัญ ทั้งที่เป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ต้นทุนต่ำที่สุด เพราะเวลานี้ฝ่ายขบวนการไม่ได้แข็งแรง อีกทั้งยังวิจารณ์รัฐไทย/ชนชั้นนำไทยที่กุมอำนาจในปัจจุบันว่า "มีความคิดแข็งตัวยิ่งกว่าในยุคสงครามเย็น" กลายเป็นสายเหยี่ยวครอบงำทั้งสิ้น สะท้อนผ่านวิธีจัดการปัญหาชายแดนภาคใต้ วิธีจัดการปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วโยงกลับมา ม.112 ซึ่งถือเป็นการใช้ไม้แข็ง-เป็นความรุนแรงทางกฎหมาย อีกทั้งถูกชี้นำด้วยความกลัว
นอกจากนี้ถ้าดูความผิดหลายอย่างของกลุ่ม พธม. นปช. กปปส. ที่ได้รับอานิสงส์จากกฎหมายนิรโทษกรรม รศ.ดร.ประจักษ์มองว่ามีความร้ายแรงยิ่งกว่า นั่นหมายความว่าชนชั้นนำมองว่ากลุ่มเสื้อสีไม่ใช่ปัญหา-ไม่ได้เป็นภัยคุกคามอีกต่อไป ความขัดแย้งชุดนั้นจบไปแล้วจากการที่ทุกพรรคข้ามขั้วมาผสมกันได้
"หากเป็นยุคก่อนรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ยุคที่ชนชั้นนำไทยยังมองว่าทักษิณและเสื้อแดงยังเป็นผี เป็นภัยคุกคามใหญ่ที่สุด ไม่มีทางจะนิรโทษกรรมแบบนี้ได้ ถ้าเรามองว่านิรโทษกรรมคือเครื่องมือทางการเมือง... แสดงว่าทักษิณและเสื้อแดงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามอีกต่อไปแล้ว มันจบเฟสนั้นไปแล้วอย่างแท้จริง โดยมี พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขเป็นดัชนีชี้วัดการสิ้นสุดความขัดแย้งทางการเมืองไทยเฟสหนึ่งที่ดำเนินมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2548 พอจบไปแล้วก็เลยยกโทษย้อนหลังให้ได้"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
"ข้อยกเว้นที่ติ่งเอาไว้ที่ไม่ให้นิรโทษกรรมคดี 112 แล้วเกือบทุกพรรคก็ลงมติไปในทางเดียวกัน มันสะท้อนฉันทมติชุดใหม่ของชนชั้นนำไทย ความขัดแย้งมันยังไม่ได้จบในสายตาชนชั้นนำไทย เส้นใหม่ของความขัดแย้งคือตรงนี้และมันถูกขีดให้ชัดขึ้น" รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวทิ้งท้าย
































