จากจำคุกตลอดชีวิต เหลือคุก 8 ปี กรณีลดโทษ "เล่าต๋า" อดีตราชายาเสพติด สะท้อนช่องว่างมาตรการบังคับโทษอย่างไร

    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 11 นาที

การพ้นโทษของนายเล่าต๋า แสนลี่ ผู้มีฉายา "ราชายาเสพติด" แห่งสามเหลี่ยมทองคำ ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่รับโทษจริงแค่ 8 ปี 3 เดือน และได้รับการปล่อยตัวเมื่อ 14 ส.ค. ที่ผ่านมา สร้างความคลางแคลงให้กับหลายคนที่กังขาว่าเขายังมีอิทธิพลและมีศักยภาพในการกระทำความผิดซ้ำอยู่หรือไม่หลังจากพ้นโทษ

นอกจากข้อกังวลเรื่องการกระทำความผิดซ้ำ การพ้นโทษของชายผู้นี้ยังสร้างความกังวลต่ออดีตนายตำรวจที่เคยร่วมวางแผนจับกุมนายเล่าต๋า เมื่อผู้ต้องขังที่เจ้าหน้าที่ใช้เวลาวางแผนถึง 2 ปีกว่าเพื่อล่อซื้อจนจับกุมสำเร็จและหลักฐานชัดจนศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต กลับเดินออกจากเรือนจำได้ด้วยระยะเวลาเพียง 9 ปีเศษซึ่งรวมช่วงเวลาที่เขาอยู่ในเรือนจำระหว่างพิจารณาคดี

การลดหย่อนผ่อนโทษนายเล่าต๋า จากจำคุกตลอดชีวิตจนเหลือ 8 ปีเศษ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่มีอยู่ โดยนายเล่าต๋าได้รับพระราชทานอภัยโทษรวมถึง 6 ครั้ง ประกอบกับการเป็นผู้สูงอายุและได้เลื่อนชั้นเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมในเรือนจำ ยิ่งทำให้เขามีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ได้รับการลดหย่อนโทษเพิ่มเติม

แต่ช่วงเวลา 8-9 ปีของการรับโทษทัณฑ์จริง และความชราภาพในปัจจุบัน เพียงพอแล้วหรือไม่ในการทำให้อดีตพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่รายนี้ไม่เหลือเขี้ยวเล็บที่อาจกลับไปกระทำผิดซ้ำได้

เล่าต๋า แสนลี่ คือใคร

นายเล่าต๋าถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2559 โดยตำรวจปราบปรามยาเสพติดนำกำลังจู่โจมเข้าจับกุมเขาพร้อมเครือข่ายอีก 14 คนได้ใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ หลังจากล่อซื้อยาไอซ์น้ำหนักกว่า 20 กก. ซึ่งใช้เงินในการล่อซื้อกว่า 10 ล้านบาท โดยมีการนำกำลังไปตรวจค้นบ้านพักและที่ทำการกำนันของลูกชายนายเล่าต๋า และยึดทรัพย์สินกว่า 1,000 ล้านบาท

พล.ต.ต.สมหมาย กองวิสัยสุข รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เปิดเผยในขณะนั้นว่าเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาติดตามเครือข่ายของนายเล่าต๋านานกว่า 2 ปี เนื่องจากเป็นเครือข่ายที่เข้าถึงยาก โดยนายเล่าต๋าได้เปิดธุรกิจบังหน้าหลายอย่าง เช่น ปั๊มน้ำมัน โรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงหมู่บ้านจัดสรรหลายแห่ง

นายเล่าต๋ายังเคยถูกจับกุมจากข้อหาค้ายาเสพติดมาก่อนหน้านั้นเมื่อปี 2546 แต่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องเมื่อปลายปี 2550 จึงได้รับการปล่อยตัวออกมา ก่อนที่ตำรวจจะสืบทราบว่าเขายังเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอยู่ จึงล่อซื้อและจับกุมได้โดยมีพยานหลักฐานชัดเจนในปี 2559

ภายหลังจากที่นายเล่าต๋าถูกปล่อยตัว พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) ที่เป็นหนึ่งในทีมวางแผนจับกุมนายเล่าต๋าเมื่อปี 2559 ออกมาถ่ายทอดสดผ่านยูทิวบ์ แสดงความกังวลว่าอดีตตำรวจที่เคยเป็นชุดจับกุมและปัจจุบันเกษียณอายุไปแล้วจะไม่ปลอดภัย เมื่อคนที่พวกเขาเคยพยายามวางแผนจับกุมกันมานานและเคยทรงอิทธิพลในพื้นที่พ้นโทษออกมา

ในการถ่ายทอดสดดังกล่าว พล.ต.ท.เรวัช ระบุถึงฉายา "ราชายาเสพติด" ของนายเล่าต๋าว่าเป็นขบวนการค้ายาที่ใหญ่ที่สุดในไทย โดยบอกว่าเขาเป็นมือขวาของ "ขุนส่า" นักค้ายาเสพติดรายใหญ่แห่งสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเมื่อขุนส่าถูกจับกุม นายเล่าต๋าก็กลายเป็นผู้สืบทอดการค้ายาเสพติดต่อ

เขาบอกว่าอิทธิพลของนายเล่าต๋าในขณะนั้น "ไม่มีความจำเป็น [ที่ตัวเขา] ต้องจับยาเสพติด" เองเลย แค่พยักหน้าอนุมัติเท่านั้น และยากมากที่คนซื้อจะเข้าถึงตัวเขาได้ ซึ่งกว่าชุดจับกุมจะวางแผนจนจับเขาได้ก็ต้องใช้สายลับและใช้การล่อซื้อในปริมาณมาก

"ตำรวจทำหน้าที่เต็มที่ ศาลท่านก็ลงโทษอย่างหนักสุด คือจำคุกตลอดชีวิต แต่ติดจริง ๆ ทุเรศมาก ติด 8 ปีเศษ ออกมาแล้ว" อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ตัดพ้อผ่านไลฟ์ในช่องยูทิวบ์ส่วนตัว

ราชทัณฑ์ใช้หลักเกณฑ์อะไรในการลดโทษ

จากแถลงการณ์ของกรมราชทัณฑ์ที่ส่งให้กับสื่อมวลชนเมื่อ 17 ส.ค. 2569 ก่อนแจ้งขอยกเลิกเพราะมีรายละเอียดที่ต้องแก้ไข โดยที่ไม่มีการชี้แจงรายละเอียดใหม่มานั้น ระบุว่านายเล่าต๋า แสนลี่ ผู้ต้องขังวัย 85 ปีจากคดีสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดฯ ถูกควบคุมตัวนับตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค. 2559 หลังจากนั้นศาลอาญาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2562 ให้จำคุกตลอดชีวิต และกักขังแทนค่าปรับเป็นจำนวนเงิน 2,500,000 บาท

เอกสารข่าวจากกรมราชทัณฑ์ระบุต่อไปว่า ตั้งแต่ปี 2563-2569 นายเล่าต๋าได้รับพระราชทานอภัยโทษรวม 6 ครั้ง เป็นการได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี และได้ลดโทษลงตามสัดส่วนตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษในแต่ละครั้ง

แถลงการณ์ระบุอีกว่า จากการพระราชทานอภัยโทษครั้งล่าสุดในปีนี้ ทำให้กำหนดโทษของนายเล่าต๋า ลดลงเหลือ 8 ปี 3 เดือน 28 วัน ซึ่งตั้งแต่ที่เขาถูกคุมขังจนถึงวันที่ 14 ส.ค. 2569 เขาต้องโทษจำคุกมาแล้ว 9 ปี 10 เดือน 8 วัน จึงได้เข้าสู่กระบวนการปล่อยตัวตามกฎหมาย

อย่างไรก็ดี ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน กรมราชทัณฑ์แจ้งว่าขอยกเลิกแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวเนื่องจากมีรายละเอียดที่ต้องแก้ไข ทว่าจนถึงเวลา 15.00 ของวันนี้ (18 ส.ค.) ยังไม่มีการออกแถลงการณ์ฉบับแก้ไขใด ๆ

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. 2477 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 259 – 261 กำหนดหลักเกณฑ์การขอรับพระราชทานอภัยโทษว่าจะทำได้ก็ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว โดยผู้ต้องคำพิพากษาหรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องสามารถยื่นเรื่องผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีหน้าที่ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งถวายความเห็นว่าควรพระราชทานอภัยโทษหรือไม่

ศ.ดร.สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยอธิบายข้อกฎหมายเรื่องนี้ในรายงานของบีบีซีไทยเมื่อเดือน ก.ย. 2566 โดยระบุว่านี่เป็นรูปแบบของการ "อภัยโทษเฉพาะราย" ซึ่งมีมาแต่เดิม แต่มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายในปี 2517 โดยเพิ่มการ "อภัยโทษทั่วไป" เข้ามา ซึ่งคณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้ถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ โดยจะมีการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา กำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ แตกต่างกันออกไปในแต่ละครั้ง

จากบทความเรื่อง "อภัยโทษ" โดยนันทกานท์ ชมสาคร ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของสถาบันพระปกเกล้า ระบุว่าการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป มักจะมีขึ้นในวโรกาสมหามงคลต่าง ๆ เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น เนื่องในโอกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษก รัชมังคลาภิเษก เป็นต้น

รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกกับบีบีซีไทยว่า หลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษแต่ละครั้งว่าจะลดหย่อนผ่อนโทษนักโทษชั้นต่าง ๆ อย่างไร ไปจนถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ในทางปฏิบัติแล้วจะถูกกำหนดโดยกรมราชทัณฑ์ซึ่งเป็นผู้เสนอเรื่องขึ้นไปยังฝ่ายบริหาร ซึ่งอาจกำหนดเงื่อนไขในการอภัยโทษแตกต่างกันได้ในแต่ละครั้ง

นักวิชาการนิติศาสตร์จาก มธ. กล่าวต่อว่าเมื่อได้รับการอภัยโทษซ้ำหลายครั้ง ก็ทำให้ผู้ต้องขังอย่างนายเล่าต๋าสามารถเดินออกจากเรือนจำได้ใน "เวลาที่ค่อนข้างเร็ว" และ "ก็เป็นตามกฎหมาย"

ข้อถกเถียงเรื่องเกณฑ์ลดวันต้องโทษ จากจำคุกตลอดชีวิต เหลือจำคุก 8 ปีเศษ

ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการพิเศษฝ่ายประจำสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวกับบีบีซีไทยว่าการลดหย่อนผ่อนโทษและปล่อยตัวผู้ต้องขังออกมาก่อนกำหนด เป็นหนึ่งในวิธีการบริหารจัดการนักโทษของกรมราชทัณฑ์ ตามสถานการณ์ปัจจุบันที่มีบริบทแตกต่างไปจากตอนที่ศาลมีคำวินิจฉัย ซึ่งตัดสินตาม "ความร้ายแรง" ณ วันที่กระทำความผิด

"เรื่องของเล่าต๋าเป็นเรื่องของโทษจำคุกตลอดชีวิต แล้วก็แสดงว่ามันก็พ้นภารกิจของศาลไปแล้ว ที่เหลือก็เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร [ของ]ราชทัณฑ์ ว่าเขาจะบริหารจัดการนักโทษอย่างไรตามสถานการณ์ที่มันเป็นปัจจุบัน แล้วก็ [เป็น] เป้าหมายของการลงโทษจริง ๆ" ดร.น้ำแท้ กล่าว

เขาขยายความว่าสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปหลังจากวันที่ศาลมีคำวินิจฉัยคือ อายุ สุขภาพ และความหนาแน่นของเรือนจำ และอันตรายของผู้ต้องขังเมื่อเทียบกับวันที่กระทำผิด ดังนั้นเมื่อปัจจัยเหล่านี้เปลี่ยนไป "การบริหารจัดการนักโทษต้องบริหารจัดการให้เป็นปัจจุบัน"

"อย่างเล่าต๋า อายุถึง 86 ปี (อายุตามการรายงานของสื่อบางสำนัก ซึ่งไม่ตรงกับกรมราชทัณฑ์)... แล้วก็มีสภาพป่วยชรามาก คุกจะกลายเป็นสถานที่ดูแลคนชราและทุพพลภาพ ทั้งการดูแล เช็ดล้างอุจจาระ ปัสสาวะ ทั้งการดูแลอาหารการกิน มันกลายเป็นว่าต้องป้อน ต้องอะไรไป ทีนี้สภาพมันไม่ใช่การลงโทษแล้ว ธรรมชาติได้ลงโทษเขาแล้ว" อัยการพิเศษฝ่ายประจำสำนักงานอัยการสูงสุดให้ความเห็นกับบีบีซีไทย

ดร.น้ำแท้ มองว่าการลดหย่อนผ่อนโทษให้ผู้ต้องขังสามารถออกจากเรือนจำได้ก่อนระยะเวลาตามที่ศาลวินิจฉัยไว้นั้น ในแง่หนึ่งคือแรงจูงใจให้ผู้ต้องขังประพฤติตัวดีและให้ความร่วมมือกับกระบวนการต่าง ๆ ภายในเรือนจำเพื่อปรับพฤติกรรรมไม่ให้กลับไปกระทำผิดซ้ำ และยังช่วยลดความแออัดในเรือนจำ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้เวลาและทรัพยากรไปกับการดูแลผู้ต้องขังคนอื่น ๆ ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและฟื้นฟูให้กลับเข้าสู่สังคมได้ดีขึ้น

อัยการพิเศษฝ่ายประจำสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวด้วยว่าการยึดตามคำพิพากษาศาลที่สั่งจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีโอกาสได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษเลย จะทำให้ผู้ต้องขังขาด "ความหวัง" และแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน การถูกปล่อยตัวออกมาในช่วงเวลาที่รวดเร็วเกินไป อีกแง่หนึ่งก็อาจทำให้ผู้ที่จะก่ออาชญากรรมไม่รู้สึกเกรงกลัวที่จะต้องได้รับโทษทัณฑ์ได้เช่นกัน โดยอาจรู้สึกว่า "เดี๋ยวฉันทำบ้าง แล้วเดี๋ยวฉันก็ได้รับ [การลดหย่อนผ่อนโทษ] ถ้าฉันทำตัวดี"

การกำหนดชั้นของนักโทษเป็นอีกเกณฑ์หนึ่งที่มีผลต่อการลดโทษเช่นกัน

จากแถลงการณ์ของกรมราชทัณฑ์ที่เผยแพร่ต่อสื่อก่อนที่จะยกเลิกไปนั้น ระบุรายละเอียดตอนหนึ่งที่ส่งผลต่อการลดโทษของนายเล่าต๋าคือการที่เขาได้เลื่อนชั้นเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมในปี 2565 เนื่องจากระหว่างที่ถูกคุมขัง "ประพฤติตัวดีมาโดยตลอด ไม่ได้กระทำผิดวินัยของเรือนจำ" นอกจากนี้ยังเป็น "ผู้ต้องขังสูงอายุ" (อายุเกิน 70 ปี) จึงได้รับการลดโทษลงอีกตามสัดส่วนของอัตราโทษ

รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับบีบีซีไทยว่าการจัดชั้นนักโทษเป็นเรื่องปกติของการบริหารจัดการภายในเรือนจำ แต่การที่จัดชั้นนักโทษแล้วมีผลต่อการลดวันต้องโทษด้วยอาจเป็นการให้อำนาจกับกรมราชทัณฑ์มากเกินไป

"การจัดชั้นนักโทษนี่เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งการจัดชั้นนักโทษเพื่อการบริหารในเรือนจำก็เป็นเรื่องปกติที่เขาจัดกัน แต่ผมมองว่าการจัดชั้นนักโทษและนำไปสู่การลดวันต้องโทษ อันนี้ผมว่าเป็นประเด็นที่น่าจะถกเถียงกัน หมายถึงถ้าจัดชั้นขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วได้รับการลดวันต้องโทษเยอะ มันจะกลายเป็นว่าอำนาจของราชทัณฑ์จะเป็นอำนาจในการลงโทษ ซึ่งจะแย้งกับคำพิพากษาของศาล" รศ.ดร.ปกป้อง ให้ความเห็น

ส่วนเหตุผลด้านความชราภาพของผู้ต้องขัง อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มธ. มองว่า "เป็นหลักทั่วไป" ที่คำนึงถึงมิติด้านมนุษยธรรมว่า "ถ้าสภาพร่างกายของผู้ต้องโทษไม่เหมาะกับการคุมขังแล้ว ก็อาจจะปล่อยได้ด้วยเหตุแห่งความเห็นใจต่าง ๆ"

อย่างไรก็ดี เขามองว่าเรื่องนี้ไม่ควรใช้เกณฑ์อายุเข้ามาพิจารณาแบบเหมารวม แต่ควรดูจากสภาพร่างกายของผู้ต้องขังเป็นรายบุคคล

"มันต้องพิจารณาเป็นรายคน สภาพเช่นติดเตียงอย่างนี้ แล้วก็ไม่สามารถที่จะไปก่ออันตรายได้แล้ว เขาก็จะเห็นว่าสภาพร่างกายไม่เหมาะกับการคุมขัง ก็มีเหตุที่จะปล่อยโดยความเห็นใจอะไรต่าง ๆ แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องของคนอายุถึงเกณฑ์ปุ๊บ ได้รับประโยชน์นี้ทั้งหมดเลย" รศ.ดร.ปกป้อง กล่าว

รศ.ดร.ปกป้อง ยังมองคล้ายกับ ดร.น้ำแท้ ในประเด็นที่ว่าช่องโหว่ของกฎเกณฑ์การบังคับโทษในไทยคือยังไม่มีกฎหมายฉบับใดที่กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำที่ผู้ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์ต้องรับโทษในเรือนจำอย่างน้อยเป็นระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะสามารถขอรับประโยชน์ในการลดหย่อนผ่อนโทษต่าง ๆ ได้

"ทุกวันนี้ประเทศไทย ตำรวจ อัยการ ศาล ทำงานกันอย่างหนักมากเพื่อจะพิสูจน์ความผิดของจำเลย และเมื่อพิสูจน์ความผิดได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ศาลก็พิพากษาลงโทษอย่างเต็มที่... แต่เมื่อศาลพิพากษาลงโทษแล้ว คำพิพากษาของศาลไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาจำคุกขั้นต่ำ หรือกำหนดระยะเวลาเพื่อความปลอดภัยของสังคมไว้ ผลก็คือคำพิพากษาจะไม่ค่อยศักดิ์สิทธิ์นัก เพราะสุดท้ายราชทัณฑ์ก็รับไปดูแล ทั้งในเรื่องของชีวิตประจำวัน การจัดชั้นนักโทษ การลดวันต้องโทษ รวมทั้งการปล่อยก่อนกำหนดด้วย โดยที่กระบวนการเหล่านี้ศาลไม่สามารถรับรู้ได้เลย" รศ.ดร.ปกป้อง กล่าว

ผู้ต้องขังคดียาเสพติดมีสัดส่วนมากที่สุดในเรือนจำ แต่ยังไม่มีมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำเป็นการเฉพาะ

รายงานสถิตินักโทษเด็ดขาดของกรมราชทัณฑ์ แยกตามลักษณะความผิด (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ส.ค. 2569) บันทึกว่าผู้ต้องขังคดี พ.ร.บ.ยาเสพติด/สารระเหย เป็นผู้ต้องขังกลุ่มหลักในเรือนจำ โดยมีจำนวน 156,508 คน คิดเป็น 71.26% จากจำนวนนักโทษทั้งหมด 219,627 คน

ขณะที่เมื่อดูอัตราการกระทำความผิดซ้ำจากฐานข้อมูลของกรมราชทัณฑ์ (ข้อมูล ณ วันที่ 17 ส.ค. 2569) พบว่าประเภทคดีที่มีอัตรากระทำความผิดซ้ำสูงสุด จากการติดตามผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวในปีงบประมาณ 2569 คือความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ด้วยสัดส่วน 66.77% สูงกว่าความผิดอันดับสองคือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์อย่างมากซึ่งมีอัตราการกระทำผิดซ้ำอยู่ที่ 12.51%

รศ.ดร.ปกป้อง เปิดเผยว่าปัจจุบันมีการออกกฎหมายเฉพาะสำหรับป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในคดีฆาตกรรมหรือข่มขืน คือ พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 ซึ่งมีข้อกำหนดที่เข้มข้นว่ามาตรการโดยทั่วไปของกรมราชทัณฑ์ เช่น ต้องรายงานตัว ห้ามเข้าใกล้ผู้เสียหาย ต้องเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟู และอาจใช้มาตรการควบคุมเพิ่มเติมถ้าจำเป็นได้

แต่สำหรับผู้ต้องขังคดียาเสพติด รศ.ดร.ปกป้อง บอกว่า ยังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการเฉพาะในลักษณะเดียวกัน แม้ว่าจะมีอัตราการกระทำผิดซ้ำสูงที่สุดซึ่งเขามองว่าก็ควรมีการมาตรการเฉพาะเช่นกัน

"ผมเข้าใจว่ามันต้องเป็นอีกหลักคิดหนึ่ง เพราะคนที่ทำผิดคดียาเสพติดแม้อาจกลับมากระทำผิดซ้ำ แต่ลักษณะความเสี่ยงต่อสังคมไม่เหมือนกับพวกข่มขืนหรือฆาตกรรม เพราะฉะนั้นมันอาจต้องเป็นมาตรการอีกแบบหนึ่ง จะออกกฎหมายใหม่หรือจะใช้มาตรการใดก็ว่ากันไป แต่คงไม่ใช่มาตรการเดียวกับกฎหมายป้องกันการกระทำผิดซ้ำในคดีเพศหรือคดีรุนแรง" อาจารย์นิติศาสตร์ จาก ม.ธรรมศาสตร์ กล่าว

ทำอย่างไรให้คนจะทำผิดเกรงกลัว แต่คนทำพลาดก็มีโอกาสได้กลับใจ

ดร.น้ำแท้ จากสำนักงานอัยการสูงสุด ยกตัวอย่างบางประเทศที่มีกฎหมายกำหนดไว้เลยว่า หากกระทำความผิดจนถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต จะต้องผ่านระยะเวลาคุมขังขั้นต่ำตามที่กำหนดไว้ก่อน จึงจะมีสิทธิขอพักการลงโทษ (parole) ได้ เช่น สหรัฐฯ กำหนดไว้ที่ 25 ปี, ฝรั่งเศส 18 ปี และเยอรมนี 15 ปี

เขามองว่าหากไทยมีกฎหมายเช่นนี้บ้าง จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยราชทัณฑ์คัดกรองอีกชั้นไม่ให้ผู้ต้องโทษร้ายแรงได้รับการปล่อยตัวออกมาเร็วเกินไปจนสังคมตั้งคำถามต่อความเหมาะสมของการบังคับโทษ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังเปิดให้ผู้ต้องขังในคดีเหล่านี้มีความหวังว่า ถ้ากลับตัวกลับใจ อย่างน้อยก็อาจได้รับการลดโทษเมื่อผ่านช่วงเวลาขั้นต่ำนั้นไป

"ผมก็เลยมองว่าสิ่งที่กระบวนการยุติธรรมไทยจะทำได้อีกอย่างหนึ่ง คือไปแก้กฎหมายราชทัณฑ์ ในเคสที่ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เราก็เซ็ตตัวเลขขึ้นมาเลยว่า คุณต้องจำคุกอย่างน้อย 15 ปีขึ้นไป อย่างน้อยนะ คุณถึงจะมีสิทธิ์พอสำหรับการ parole (พักการลงโทษ) การปล่อยตัวก่อน การอภัยโทษ [หรือ]การคุมประพฤติข้างนอก" ดร.น้ำแท้แนะ

ข้อเสนอนี้มีความใกล้เคียงกับแนวคิดเรื่อง "ระยะเวลาเพื่อความปลอดภัยของสังคม" ที่ รศ.ดร.ปกป้อง เคยศึกษาวิจัยโดยเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย กำหนดให้มีระยะเวลาขั้นต่ำที่ผู้ต้องขังจะต้องอยู่ในเรือนจำโดยไม่มีสิทธิ์ขอรับประโยชน์ลดหย่อนผ่อนโทษใด ๆ สำหรับผู้ต้องขังในคดีอุกฉกรรจ์ เช่น คดีจำคุกตลอดชีวิต คดีโทษประหารชีวิต คดีฆาตกรรม คดีข่มขืน หรือคดีที่ศาลเห็นว่าไม่ควรปล่อยก่อนกำหนด

อย่างไรก็ดี ความเห็นของนักกฎหมายทั้งสองคนนี้แตกต่างในแง่ที่ว่าใครควรเป็นผู้พิจารณาการลดหย่อนผ่อนโทษเมื่อผ่านพ้นการถูกคุมขังตามระยะเวลาขั้นต่ำไปแล้ว

รศ.ดร.ปกป้อง มองว่าศาลควรเป็นผู้พิจารณาเพราะเป็นผู้ที่เห็นพยานหลักฐานและพฤติการณ์ในการกระทำความผิดทั้งหมด ขณะที่ ดร.น้ำแท้ มองว่าควรเป็นราชทัณฑ์เพราะคือผู้ที่รู้จักนักโทษในช่วงเวลาก่อนที่เขาจะถูกปล่อยตัวดีที่สุด โดยอาจมีการกำหนดจำนวนปีขั้นต่ำและสร้างเงื่อนไขของผู้ต้องขังที่จะเข้าเกณฑ์ เช่น อายุชราจนหมดภัยอันตราย ทุพพลภาพ พิการ ไม่สามารถก่ออาชญากรรมได้อีกแล้ว

"อันนี้ผมว่ายังเป็นจุดที่กฎหมายไทยยังสามารถเพิ่มทางเลือกให้กับงานราชทัณฑ์ ให้กับฝ่ายบริหาร... คนที่อยู่กับนักโทษทุกวันเขารู้ดี ปัจจุบันนี้เขาก็ใช้บอร์ดของราชทัณฑ์ซึ่งจะประกอบไปด้วยฝ่ายผู้ว่า ฝ่ายอัยการ ฝ่ายราชทัณฑ์ มาเป็นกรรมการพิจารณาทีละเคส ทีละเคส ซึ่งคนเหล่านี้เขาอยู่กับปัจจุบัน เขามีความรับผิดชอบในการดูแล ดังนั้นควรให้คนที่มีความรับผิดชอบในการดูแลตัดสินใจ ไม่ใช่ให้คนที่เป็นศาล ซึ่งไม่ได้อยู่หน้างานตัดสิน" ดร.น้ำแท้กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.ปกป้อง มองต่างว่าหากให้การพิจารณาเป็นอำนาจของราชทัณฑ์ กระบวนการพิจารณาก็จะอาจเกิดขึ้นในทางลับ ดังนั้นหากให้อำนาจศาลเป็นผู้พิจารณาก็จะทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและติดตามได้มากกว่า

"เราลองนึกภาพนะครับ ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ราชทัณฑ์บอกว่าติดแค่ประมาณ 8 -10 ปี ปล่อยแล้ว ก็แปลว่าฝ่ายบริหารกำลังจะไปแย้งกับอำนาจตุลาการซึ่งพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นการให้ศาลมาพิจารณาปล่อย ผมว่ามันจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องอำนาจที่มันแย้งกันอย่างนี้ได้" รศ.ดร.ปกป้อง กล่าว

"อันที่สอง กระบวนการพิจารณาโดยศาลจะเป็นการปลดข้อสงสัย เพราะกระบวนการพิจารณาของราชทัณฑ์พิจารณากันเป็นการลับถูกไหม สังคม สาธารณชนไม่สามารถทราบได้ว่าจะปล่อยหรือไม่ปล่อยด้วยเหตุใด แต่ถ้าพิจารณาโดยศาล ก็จะกลับไปเหมือนการพิจารณาในศาลที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ ประชาชนสามารถติดตามได้ ประชาชนสามารถตรวจสอบได้" อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. ระบุ