ตุรกี ซาอุดีอาระเบีย และปากีสถาน จะสามารถสร้าง "นาโตแห่งโลกมุสลิม" ขึ้นมาได้หรือไม่ ?

Published
เวลาอ่าน: 6 นาที

ผ่านมากว่าหนึ่งสัปดาห์แล้ว นับตั้งแต่ตุรกี ซาอุดีอาระเบีย และปากีสถาน ลงนามใน "ข้อตกลงเมกกะ" (Mecca Pact) ซึ่งเป็นข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านกลาโหมที่นักวิเคราะห์บางรายเรียกว่า "ข้อตกลงพันธมิตรซุนนี" (Sunni Pact) ไปจนถึง "นาโตแห่งโลกมุสลิม" (Mulsim Nato) โดยบางฝ่ายมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ส่งไปยังประเทศต่าง ๆ เช่น อิหร่านและอิสราเอล ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวสะท้อนความต้องการของทั้งสามประเทศในการลดการพึ่งพาด้านความมั่นคงจากสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเนื้อหาของข้อตกลงฉบับเต็มยังไม่ได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณะจึงทำให้เกิดการคาดเดาอย่างกว้างขวาง โดยผู้วิจารณ์ข้อตกลงฉบับนี้ชี้ว่าผลประโยชน์แห่งชาติของทั้งสามประเทศซึ่งไม่ได้มีพรมแดนทางบกเชื่อมต่อกันนั้น ไม่ได้มีความสอดคล้องกัน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางรายยังเห็นว่า การไม่เปิดเผยเอกสารข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรก่อให้เกิดคำถามสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะในด้านประสิทธิภาพการยับยั้งภัยคุกคาม

แล้วเรารู้อะไรเกี่ยวกับข้อตกลงนี้บ้าง และข้อตกลงดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างไร

นี่คือสิ่งที่เราทราบจนถึงขณะนี้ ซึ่งรวมถึงสิ่งที่ยังคงไม่มีความชัดเจน

"นาโตแห่งโลกมุสลิม" ?

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว การโจมตีประเทศใดประเทศหนึ่งในสามประเทศจะถือเป็นการโจมตีทั้งสามประเทศร่วมกัน โดยฮาคาน ฟิดาน รมว.ต่างประเทศตุรกี อธิบายว่าพันธกรณีนี้ "ในทางเทคนิคแล้วเหมือนกับ" มาตรา 5 ขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ซึ่งเป็นข้อบัญญัติว่าด้วยการป้องกันร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่าเราควรมองข้อตกลงนี้ว่าเป็น "การประกาศเจตนารมณ์" มากกว่าจะเป็นพันธกรณีผูกพันเหมือนกับของนาโต จนกว่าจะมีการทดสอบในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เช่น การตอบสนองของปากีสถานและตุรกีต่อการโจมตีใด ๆ ที่กระทำต่อซาอุดีอาระเบีย

ศาสตราจารย์เซอร์ฮัต กือเวนช์ แห่งภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยคาดีร์ ฮัส กล่าวว่า "เรื่องการนำไปปฏิบัติจริงก็ยังคงเป็นเรื่องการคาดเดาต่อไป จนกว่าเราจะได้เห็นข้อความในข้อตกลง"

ศ.กือเวนช์กล่าวว่า ความตกลงนี้มีความแตกต่างจากนาโตซึ่งสหรัฐฯ มีบทบาทนำมาเป็นเวลานานทั้งในด้านการเงินและอาวุธ แต่ข้อตกลงนี้เป็น "พันธมิตรของประเทศที่มีสถานะเท่าเทียมกัน"

เขากล่าวว่า "นั่นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะพวกเขาจะดำเนินการทุกอย่างผ่านการเจรจา และในหลาย ๆ ด้าน พวกเขาจะให้ความสำคัญกับอธิปไตยของตนเองเป็นอันดับแรก"

อลิสัน ไมเนอร์ แห่งสภาแอตแลนติก (Atlantic Council) เห็นสอดคล้องกัน โดยเธอบอกกับบีบีซีแผนกภาษาอูรดูว่า "เมื่อพิจารณาจากผลประโยชน์และยุทธศาสตร์ของทั้งสามประเทศที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอและในบางครั้งก็แตกต่างกันจึงไม่น่าเป็นไปได้ที่พันธมิตรกลุ่มนี้จะสามารถตอบสนองทางการทหารอย่างครอบคลุมและบูรณาการอย่างเต็มรูปแบบต่อวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกับที่นาโตทำ"

ดังนั้นจึงยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนสำหรับคำถามที่ว่า ข้อตกลงนี้จะสามารถพัฒนาเป็นพันธมิตรทางการทหารที่น่าเชื่อถือในอนาคตได้หรือไม่

การก่อตั้งพันธมิตรกลุ่มนี้มุ่งเป้าไปที่อิหร่านหรือไม่

นักวิเคราะห์บางรายมองว่า ข้อตกลงเมกกะเป็นการตอบสนองต่อความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล กับอิหร่าน

การที่ผู้ลงนามประกอบด้วยสองประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนีและมีพรมแดนติดกับอิหร่าน ได้แก่ ตุรกีและปากีสถาน รวมทั้งซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของอิหร่านในภูมิภาค ทำให้บางฝ่ายโดยเฉพาะในอิหร่าน ตีความว่านี่เป็นความเคลื่อนไหวเพื่อปิดล้อมอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตุรกีชี้ว่ากระบวนการที่นำมาสู่ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนมีความขัดแย้งและความตึงเครียดในภูมิภาคครั้งปัจจุบัน โดยการเจรจาเริ่มต้นตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2024 ขณะที่อิชัก ดาร์ รมว.ต่างประเทศ และรองนายกรัฐมนตรีของปากีสถาน ก็ย้ำว่าข้อตกลงนี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง

ด้านเอสมาอิล บาเกอี โฆษก รมว.ต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวในการแถลงข่าวว่า "ไม่มีเหตุผลที่จะกังวลว่าข้อตกลงนี้มีเป้าหมายต่อต้านอิหร่าน" โดยเขากล่าวว่า แต่กลับกันข้อตกลงนี้เป็นสัญญาณว่าทั้งสามประเทศ "ได้ข้อสรุปแล้วว่าพวกเขาไม่สามารถพึ่งพาคำมั่นสัญญาด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ ได้"

ใครได้รับประโยชน์มากที่สุด

แม้มีจุดแข็งที่แตกต่างกันที่นำมาสู่ข้อตกลงนี้ แต่ทั้งสามประเทศต่างมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากความร่วมมือดังกล่าว

ซาอุดีอาระเบียเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีทรัพยากรทางการเงิน อิทธิพลทางการทูต และน้ำมัน แต่ราชอาณาจักรแห่งนี้กำลังวิตกกังวลกับภัยคุกคามจากขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงการโจมตีของกลุ่มฮูตี และการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือสำคัญ

ริคคาร์โด กัสโก จากสถาบันวิจัยการเมืองแห่งกรุงอิสตันบูล ระบุว่าในระยะสั้นซาอุดีอาระเบียอาจเป็นฝ่ายที่ได้รับประโยชน์จากข้อตกลงนี้มากที่สุด เขาเชื่อว่าการผสานกันระหว่าง "เทคโนโลยีของตุรกีและขีดความสามารถทางทหารแบบดั้งเดิม รวมถึงประสบการณ์เชิงยุทธศาสตร์ของปากีสถาน" อาจสร้างการยับยั้งที่มีประสิทธิภาพได้

ตุรกีเป็นสมาชิกของนาโตและมีกองทัพที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดาชาติสมาชิก อีกทั้งยังมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นสะพานเชื่อมทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และการทูตระหว่างองค์กรพันธมิตรดังกล่าวกับประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง โดยตุรกีมองเห็นโอกาสใหม่ ๆ สำหรับการส่งออกและการผลิตด้านกลาโหมของประเทศ

ปากีสถานเองก็เป็นมหาอำนาจทางทหารด้วยตัวเอง และเป็นประเทศเดียวในบรรดาสามประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ โดยข้อตกลงนี้ต่อยอดจากความสัมพันธ์และข้อตกลงที่มีอยู่แล้ว

โอมาร์ คาริม จากศูนย์วิจัยและอิสลามศึกษาแห่งกษัตริย์ไฟซาล ให้เหตุผลว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจยกระดับบทบาทสถานะของปากีสถานในกิจการตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันความร่วมมือกับซาอุดีอาระเบียที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นจะสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและด้านกลาโหมให้กับทางปากีสถานด้วย

ทว่าอลิสัน ไมเนอร์ จากสภาแอตแลนติก บอกว่าประโยชน์ที่มีร่วมกันอาจเป็นผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เธอกล่าวว่า ความร่วมมือนี้เปิดโอกาสให้ทั้งสามประเทศส่งสารทางการเมืองที่ทรงพลัง เพิ่มน้ำหนักทางการทูต และสร้างความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกัน

พันธมิตรนี้จะมีหน้าตาอย่างไรในอนาคต

นั่นคือคำถามสำคัญที่สุด

ประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ผู้นำตุรกี กล่าวว่า "วิสัยทัศน์ของเราไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสามประเทศนี้ แต่คือการเติบโตต่อไป และหากเป็นไปได้ก็เพื่อให้สักวันหนึ่งทุกประเทศในภูมิภาคมารวมตัวกันภายใต้ร่มนี้"

อียิปต์เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มความร่วมมืออย่างไม่เป็นทางการระหว่าง 4 ประเทศ ร่วมกับซาอุดีอาระเบีย ปากีสถาน และตุรกีอยู่แล้ว จึงอาจถูกคาดหมายว่าจะเข้าร่วมความตกลงนี้ในฐานะสมาชิกด้วย

หลังจากมีการลงนามข้อตกลง ฮาคาน ฟิดาน รมว.ต่างประเทศของตุรกี กล่าวว่า อียิปต์เป็น "หุ้นส่วนโดยธรรมชาติ" และกล่าวเป็นนัยว่าอียิปต์อาจเข้าร่วมพันธมิตรกลุ่มนี้ได้ในอนาคต ด้านบัดร์ อับเดลอาฏี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอียิปต์ กล่าวว่ารัฐบาลอียิปต์กำลังศึกษาข้อตกลงนี้ "อย่างจริงจังมาก"

ทว่าจากความเห็นของอาเหม็ด อาบูดูห์ แห่งสถาบันแชตธัม เฮาส์ ระบุว่าภายใต้การนำของประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ อัลซิซี อียิปต์มีความระมัดระวังในการเข้าร่วมกลุ่มความร่วมมือต่าง ๆ เนื่องจากเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบในทางลบต่อความสัมพันธ์กับประเทศอื่น ๆ ซึ่งในกรณีนี้รวมถึงอิหร่าน อิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กรีซ ไซปรัส และอินเดีย

นี่คือความเสี่ยงที่ผู้ลงนามทั้งสามฝ่ายตระหนักดีในระหว่างที่พวกเขาพยายามสร้างพันธมิตรในภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากสงคราม

บทความนี้อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ของบีบีซีแผนกภาษาตุรกีและบีบีซีแผนกภาษาอูรดู เขียนโดยทีมโกลบอล เจอร์นัลลิสม์ (Global Journalism)