ทำไมทรัมป์เปลี่ยนชื่อเอไอ (AI) เป็นเอสไอ (SI) และหน่วย Super Intelligence Force ที่ตั้งขึ้นใหม่จะทำอะไรกับปัญญาประดิษฐ์ ?

US President Donald Trump listens to a reporters question in the Oval Office at the White House
    • Author, ออสมอนด์ เชีย
    • Role, ผู้สื่อข่าวสายธุรกิจ บีบีซีนิวส์
  • Published
  • เวลาอ่าน: 4 นาที

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจชุดใหม่ที่มุ่งเน้นด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) โดยมีเจย์ เคลย์ตัน ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน

ทรัมป์โพสต์ข้อความเมื่อวันอาทิตย์ (4 ต.ค.) ว่า "ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ฟอร์ซ" (Super Intelligence Force) จะทำงานเพื่อให้มั่นใจว่าสหรัฐฯ จะยังคงเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยี และจะประสานงานการมีส่วนร่วมของรัฐบาลกับสาธารณชน

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามในคำสั่งบริหารเมื่อ 29 ก.ย. เพื่อเปลี่ยนชื่อ ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (Artificial Intelligence - AI) เป็นซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ (Super Intelligence - SI) หรือเอสไอ (อาจแปลเป็นไทยได้ว่า ปัญญาขั้นสูง) หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยกล่าวว่าคำว่า artificial หรือ "เทียม" ทำให้ฟังดู "ไม่จริง"

เมื่อสัปดาห์ก่อน ทรัมป์กล่าวว่า เขาจะจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำกับดูแลความปลอดภัยของปัญญาประดิษฐ์ หลังจากที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเทคโนโลยีได้ลงนามในข้อตกลงที่เขาอธิบายว่าเป็น "ข้อผูกมัดทางศีลธรรม"

"ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ฟอร์ซจะประสานงานการมีส่วนร่วมของรัฐบาลกลางกับผู้บริโภค กลุ่มผลประโยชน์สาธารณะ องค์กรศาสนา ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และบริษัทที่พัฒนาปัญญาขั้นสูง (Super Intelligence Companies) " ทรัมป์ระบุผ่านข้อความของเขา

แอนดรูว์ เฟอร์กูสัน ประธานคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหรัฐฯ (Federal Trade Commission Chair - FTC) เอมิล ไมเคิล ปลัดกระทรวงกลาโหมฝ่ายวิจัยและวิศวกรรม และสก็อตต์ คูเปอร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารงานบุคคล (Office of Personnel Management - OPM) จะเป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงานนี้ด้วย

คณะทำงานเฉพาะกิจชุดนี้จะขึ้นตรงต่อประธานาธิบดี และซูซี ไวลส์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว

เคลย์ตัน หัวหน้าคณะทำงานเฉพาะกิจ เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ ในเดือน ส.ค. หลังจากที่บิล พัลต์ ผู้ที่ทรัมป์เลือกไว้แต่แรก ถูกสมาชิกรัฐสภาปฏิเสธ

เคลย์ตันเคยกล่าวเกี่ยวกับเรื่องเอไอไว้ว่า "เมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นทั้งโอกาสและภัยคุกคาม คุณควรจะคว้าโอกาสนั้นไว้ให้ได้"

ก่อนหน้านี้ เคลย์ตันดำรงตำแหน่งอัยการสหรัฐประจำเขตทางใต้ของนิวยอร์ก โดยดูแลคดีสำคัญหลายคดี รวมถึงคดีค้ายาเสพติดของอดีตประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา

การประกาศจัดตั้งคณะทำงานดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมซึ่งรวมถึงผู้บริหารของโอเพนเอไอ (OpenAI) และแอนโทรปิก (Anthropic) ที่กดดันให้มีการควบคุมเทคโนโลยีนี้ให้เข้มงวดขึ้น

Jay Clayton, director of National Intelligence nominee for US President Donald Trump, during a Senate Intelligence Committee confirmation hearing in Washington, DC.
คำบรรยายภาพ, เจย์ เคลย์ตัน ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ

ในบทสัมภาษณ์ที่เผยแพร่เมื่อ 4 ต.ค. แซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโอเพนเอไอ กล่าวว่า ประโยชน์ของเอไอนั้นคุ้มค่าพอกับการยอมรับความเสี่ยงบางประการ และยืนยันว่าเทคโนโลยีนี้ควรยังคงเข้าถึงได้สำหรับสาธารณชน

"โลกควรยอมรับว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นบ้าง เพื่อประโยชน์ของเทคโนโลยีนี้ และการที่ผู้คนมีอำนาจในการตัดสินใจ" อัลต์แมนกล่าวกับดีโคดเดด (Decoded) ซึ่งเป็นจดหมายข่าวที่เน้นด้านเทคโนโลยีของสำนักข่าวโพลิติโค (Politico)

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อดีตหัวหน้าทีมระบบความปลอดภัยของโอเพนเอไอได้เขียนบทความลงในนิตยสารแอตแลนติก (Atlantic) ว่าเขาลาออกจากบริษัทเพราะวัฒนธรรมองค์กร "พังทลาย" แล้ว

เดวิด โรบินสัน อดีตพนักงานโอเพนเอไอที่เคยมีส่วนร่วมในการรายงานด้านความปลอดภัยและความโปร่งใส เขียนว่า "ในขณะที่ [โอเพนเอไอ] เร่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง พวกเขากลับล้มเหลวในการดูแลเอาใจใส่ในระดับที่ผมเชื่อว่าจำเป็น"

บีบีซีได้ติดต่อโอเพนไอเพื่อขอความคิดเห็นแล้ว

เมื่อเดือนที่แล้ว บริษัทผู้สร้างแชทจีพีที (ChatGPT) ได้ระงับการเปิดตัวโมเดลเอไอรุ่นล่าสุดเนื่องจากข้อกังวลด้านความปลอดภัย

โมเดลเอไอของบริษัทนี้ตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มงวด หลังจากเกิดเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์หลายครั้งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีของบริษัท รวมถึงการละเมิดระบบของรัฐบาลออสเตรเลียโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทรัมป์ได้เพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้นและปล่อยให้บริษัทเอไอควบคุมดูแลกันเองเป็นส่วนใหญ่

ข้อตกลงที่ลงนามเมื่อ 29 ก.ย. นี้ มีลายเซ็นของผู้บริหารจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น โอเพนเอไอ, แอนโทรปิก, สเปซเอ็กซ์ และกูเกิล

ในวันเดียวกันนั้น ประธานาธิบดีได้ลงนามในคำสั่งบริหาร โดยสั่งการให้หน่วยงานและองค์กรของรัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มใช้คำว่า "เอสไอ" (SI) และ "Super Intelligence" และไม่ควรยอมรับการใช้คำว่าปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (Artificial Intelligence - AI) อีกต่อไป

คำสั่งดังกล่าวระบุว่า เอสไอจะเข้ามาแทนที่เอไอใน "จดหมายราชการ" เว็บไซต์ รายงาน และการสื่อสารรูปแบบอื่น ๆ

ผู้เชี่ยวชาญบางคนตั้งคำถามถึงเหตุผลของการเปลี่ยนชื่อโดยโต้แย้งว่าการใช้คำว่า "ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์" หรือเอสไอ (Super Intelligence-AI) ซึ่งอาจแปลเป็นไทยได้ว่า "ปัญญาขั้นสูง" อาจทำให้เกิดความสับสน เนื่องจากหมายถึงระบบที่มีความก้าวหน้ามากกว่าเดิม

ผู้นำด้านเทคโนโลยีชั้นนำบางรายได้เริ่มใช้ชื่อใหม่แล้ว รวมถึงมหาเศรษฐีอย่างอีลอน มัสก์ ที่กล่าวในโซเชียลมีเดียเมื่อวันอาทิตย์ว่า เขาจะเปลี่ยนชื่อแพลตฟอร์มเอไอของบริษัทจาก สเปซเอ็กซ์เอไอ (SpaceXAI) เป็น สเปซเอ็กซ์เอสไอ (SpaceXSI)

"สเปซเอ็กซ์เป็นบริษัทด้านซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์" มัสก์เขียนไว้

เมื่อไม่นานมานี้ ซีอีโอของเทสลาถูกดึงตัวกลับเข้าสู่รัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมโครงการศึกษาอนาคตของสงคราม

ก่อนหน้านี้ มัสก์เคยดำรงตำแหน่งในรัฐบาลทรัมป์ โดยเป็นหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกว่า "กรมประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน" ก่อนที่วาระการดำรงตำแหน่งของเขาจะสิ้นสุดลงจากความขัดแย้งกับทรัมป์อย่างเปิดเผย