รัฐบาลเสียงข้างน้อย ในต่างประเทศเป็นอย่างไร แล้วในสไตล์ไทย ๆ จะทำงานได้จริงหรือไม่ ?

Getty Images
    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 3 นาที

วันนี้ 5 ก.ย. 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติ 311 ต่อ 152 เสียง จากผู้ลงคะแนนทั้งสิ้น 490 คน เห็นชอบให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศ

การลงมติในครั้งนี้เป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างแคนดิเดตนายกฯ จากสองพรรคการเมืองคือ นายอนุทิน จากพรรคภูมิใจไทย และนายชัยเกษม นิติสิริ ซึ่งพรรคเพื่อไทย ประกาศส่งชิงเก้าอี้ประมุขฝ่ายบริหารในช่วงโค้งสุดท้าย

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ตัดสินว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา จากการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่างเธอกับสมเด็จฮุน เซน แห่งกัมพูชา

พรรคการเมืองสำคัญต่างเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคัก เพื่อรวบรวมเสียง สส. ให้ได้มากที่สุด ด้วยความหวังว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนในการโหวตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคตนเอง เพื่อให้ได้รับฉันทามติจาก สส. ในรัฐสภา ตีตั๋วนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ต่อไปยังทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับได้สิทธิในการจัดตั้งรัฐคณะรัฐมนตรีชุดใหม่

หลังจากขับเคี่ยวกันมา 5 วัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) สามารถรวบรวม สส. ได้ 146 เสียง พร้อมกับบรรลุข้อตกลงกับพรรคประชาชน ซึ่งมี สส. อยู่ 142 เสียง (ไม่นับ สส. "งูเห่า" ที่ไปแสดงตัวในกลุ่ม 146 เสียงแล้ว) ที่มีมติโหวตให้นายอนุทิน เป็นนายกฯ บนเงื่อนไข 5 ประการ หนึ่งในนั้นก็คือ ไม่ขอร่วมเป็นรัฐบาลด้วยแต่จะตรวจสอบรัฐบาลในฐานะฝ่ายค้านเหมือนเดิม นั่นจึงทำให้พรรคภูมิใจไทยสามารถประกาศจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา

จากการคำนวณของบีบีซีไทย เมื่อรวมเสียง สส. ที่พรรค ภท. รวบรวมมาได้ 146 เสียง กับพรรค ปชน. 142 เสียง นั่นหมายความว่า นายอนุทินจะได้รับเสียงโหวตสนับสนุนจาก สส. ในสภาให้เป็นนายกฯ คนใหม่ อย่างน้อย 288 เสียง ซึ่งถือว่าเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก สส. ทั้งหมดที่มีอยู่ 492 คน ในปัจจุบัน

Getty Images

รัฐบาลเสียงข้างน้อยคืออะไร ?

ตามบทความวิจัยที่มีชื่อว่า Taxonomy of Minority Governments [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า การจำแนกรัฐบาลเสียงข้างน้อย] ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2018 รัฐบาลเสียงข้างน้อยตามระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy) คือ รัฐบาลที่พรรคการเมืองซึ่งครองที่นั่งในสภามากที่สุด ก็ยังมีที่นั่งน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของที่นั่งทั้งหมดในสภา

สถานการณ์นี้หมายความว่า รัฐบาลดังกล่าวไม่สามารถผ่านกฎหมายหรือผลักดันนโยบายใด ๆ ได้ หากไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ทำให้รัฐบาลประเภทนี้ต้องเจรจากับพรรคการเมืองอื่น

อย่างไรก็ดี กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลยังมีความหลากหลายของทั้งรัฐบาลเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยที่ลึกลงไปอีก

เมื่ออ้างอิงรายงานที่มีชื่อว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยและรัฐบาลหลายพรรค (Minority and Multi-Party Government) ซึ่งจัดทำโดยสถาบันคลังสมองสัญชาติอังกฤษอย่าง สถาบันเพื่อการปกครอง (Institute for Government) บีบีซีไทยพบว่า การจัดตั้งรัฐบาลถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่:

  • รัฐบาลพรรคเดียวเสียงข้างมาก คือ พรรคการเมืองที่ขึ้นมาบริหารประเทศชนะการเลือกตั้งมาอย่างเด็ดขาด
  • รัฐบาลผสมเสียงข้างมาก คือ การที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงเกินครึ่งหนึ่งของสภา
  • รัฐบาลพรรคเดียวเสียงข้างน้อย คือ พรรคการเมืองเดียวที่ได้ที่นั่งมากที่สุด แต่ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งขึ้นมาบริหารประเทศ
  • รัฐบาลผสมเสียงข้างน้อย คือ การที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็ยังมีเสียงไม่เกินครึ่งหนึ่งของสภา

นอกจากนี้รายงานดังกล่าวจากสถาบันเพื่อการปกครองยังสะท้อนรูปแบบความร่วมมือพิเศษอื่น ๆ ในหมู่รัฐบาลเสียงข้างน้อย อาทิ รูปแบบ 'confidence and supply' ซึ่งหมายถึงการเจรจาที่พรรคเล็กหรือพรรคฝ่ายค้าน ยืนยันไม่เข้าร่วมรัฐบาล แต่ตกลงจะสนับสนุนรัฐบาลเรื่องการโหวตไว้วางใจและเรื่องงบประมาณ เพื่อให้รัฐบาลไปต่อได้ แต่ก็ต้องแลกมากับเงื่อนไขของพรรคเล็กหรือพรรคฝ่ายค้าน

รัฐบาลเสียงข้างน้อยแบบไทย ๆ

Getty Images
คำบรรยายภาพ, ก่อนที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จะขึ้นมาตั้งรัฐบาลจากคะแนนเสียงในสภาเพียง 18 เสียง เหตุเป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งชนะการเลือกตั้ง แต่ยังเป็นเสียงข้างน้อย ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ และยอมถอยออกมา

ย้อนมาที่ประวัติศาสตร์การเมืองของไทย เหล่านักวิชาการล้วนพูดว่าไม่เคยมีกรณีรัฐบาลเสียงข้างน้อยเลยสักครั้งเดียว

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข เคยเขียนเกี่ยวกับรัฐบาลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ไว้บนเว็บไซต์เดอะสแตนดาร์ด ระบุว่า ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2518 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ หัวหน้าพรรคกิจสังคม ที่ได้รับคะแนนเสียงเพียง 18 ที่นั่ง กลับได้รับมติจากสภาถึง 135 เสียง ให้เป็นนายกรัฐมนตรี และต่อมาก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลด้วยการรวบรวมเสียงได้ถึง 140 เสียง จาก 12 พรรคการเมือง

ทว่าสุดท้าย พรรคที่มีคะแนนน้อย ก็กลายมาเป็นรัฐบาลผสมเสียงข้างมากอยู่ดี แม้ในที่สุดจะแพ้ภัยการต่อรองภายในจนต้องยุบสภาในปีถัดมาก็ตาม

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันของไทย ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทยว่า หากเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน คือเมื่อมีการลงมติให้นายอนุทินเป็นนายกฯ แล้ว แต่พรรคประชาชนไม่เข้าร่วมเป็นรัฐบาล นั่นหมายความว่า ทั้งพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยจะกลายเป็นฝ่ายค้าน

จากการแถลงล่าสุดของนายอนุทิน ฟากพรรคภูมิใจไทยและพรรคพันธมิตรมีเสียงอยู่ในมือทั้งสิ้น 146 เสียง ขณะที่พรรคประชาชนมีเสียงของตัวเอง 143 เสียง ส่วนพรรคเพื่อไทยมีอยู่ 140 เสียง ปัจจุบันการจะมีเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของสภา ต้องมีเสียงทั้งหมด 247 เสียง จากทั้งหมด 492 เสียง

"พรรคประชาชนไม่ร่วมเป็นครม. แปลว่าเขาคือฝ่ายค้าน เพื่อไทยไม่ร่วมเขาคือฝ่ายค้าน แปลว่าฝ่ายค้านมีประมาณ 280 เสียง จึงถือว่าอนุทินเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย… รัฐบาลเสียงข้างน้อยคือเสียงในสภาน้อยกว่าฝ่ายค้าน" ดร.สติธร ระบุ

ทิศทางรัฐบาลเสียงข้างน้อยไทย ๆ ของ "อนุทิน" จะเป็นอย่างไร

ย้อนกลับไปก่อนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 ขณะที่กระแสฝ่ายเสรีนิยมกำลังได้รับความนิยม จึงมีการเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับสูตรการตั้ง "รัฐบาลเสียงข้างน้อย" สำหรับฝ่ายอนุรักษนิยม ซึ่งอาจจะได้รับการสนับสนุนจากเสียง สว. ตามเงื่อนไขจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ภายใต้บทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ที่ให้ ส.ว.ชุดพิเศษ 250 คน ที่มีที่มาจาก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย

Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, แกนนำ 6 พรรคการเมืองประชุมร่วมกันอย่างเป็นทางการนัดแรก เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2566 เพื่อหารือเรื่องการจัดตั้งรัฐผสม ภายหลังนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ประกาศเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ในช่วงนั้นที่มีกระแสการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี เคยตอบคำถามผู้สื่อข่าวในขณะนั้น ถึงโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยระบุว่า "ทำได้ แต่โดยปกติมันไม่ควร หรือแม้ถ้าตั้งขึ้นมาได้ก็เป็นข้างน้อยอยู่ไม่กี่วัน แล้วในที่สุดก็เป็นเสียงข้างมากไป"

อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้น นายวิษณุออกตัวว่าไม่ได้เชียร์ให้ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย และ "จริง ๆ ควรเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากจะได้ไม่ยุ่งยาก ไม่เช่นนั้นอยู่แบบเสียวสันหลังวูบวาบอยู่ตลอดเวลา บริหารราชการไม่มีสมาธิ"

คำตอบของนายวิษณุในวันนั้น ดูเหมือนจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับความคิดเห็นบางส่วนของ อาจารย์ภาคปกครอง จากจุฬาฯ ที่ชี้ว่า การเมืองระบบรัฐสภานั้นแปลว่า รัฐบาลต้องถูกตรวจสอบโดยสภา หากมีกรณีที่พรรคเพื่อไทยและประชาชนรวมเสียงกันขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคภูมิใจไทย "ก็ตกได้เลย"

เขาระบุอีกว่า ประเด็นถัดมา คือเรื่องการผลักดันกฎหมายต่าง ๆ ที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องออกไปเจรจากับพรรคอื่น ๆ และหากพรรคประชาชน "ซึ่งตามทฤษฎีเป็นคนคุมพรรคภูมิใจไทย" เพราะทำข้อตกลงกันไว้ในช่วงก่อนการโหวตนายกฯ ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายข้อไหนหรือนโยบายใดที่ภูมิใจไทยนำเสนอ ก็สามารถปัดตกได้

"เขาก็จะดีลเป็นเรื่อง ๆ เรื่องไหนที่โอเค ผลประโยชน์ตรงกันลุย ผลประโยชน์ไม่ตรง ก็เจรจาต่อรองก่อน" ดร.สติธร กล่าวเสริม

Getty Images
คำบรรยายภาพ, นายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ (กลาง) หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2566 ประกาศหนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ดร.สติธร วิเคราะห์ว่า ในทางทฤษฎีรัฐบาลของนายอนุทินอาจจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ขณะที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน "แต่โดยประสบการณ์ของประเทศไทย ซึ่งก็เป็นทฤษฎีแบบไทย ๆ สภาวะแบบนี้จะอยู่ได้ไม่นานหรอก อันนี้ประเมินให้ล่วงหน้าเลย"

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ดร.สติธร ประเมินว่า สุดท้ายจะมีกลุ่ม สส.จากฝั่งพรรคเพื่อไทยย้ายไปสมทบกับฟากรัฐบาลอยู่ดี "เพราะธรรมชาติการเมืองไทยคือไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายค้าน ยกเว้นพรรคประชาชนพรรคเดียวตอนนี้"

เมื่อถามว่าเป็นไปได้ไหมที่การเมืองไทยจะมีรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ดำเนินการต่อไปได้แบบบางกรณีของต่างประเทศ อาจารย์ ดร.สติธร ตอบว่า ที่รัฐบาลเสียงข้างน้อยไปต่อได้ในหลายประเทศเพราะ หลังการเลือกตั้ง แม้หลายพรรคการเมืองจะมีอุดมการณ์ไม่ตรงกัน แต่ยังสามารถลงมติให้พรรคที่มีคะแนนน้อยเป็นนายกฯ และปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

"มันเกิดได้ ถ้าทุกคนยึดอุดมการณ์ แต่เพราะวันนี้ [ในไทย] มันมีพรรคเดียวที่มีอุดมการณ์ ที่เหลือมันคืออุดมการณ์เดียวกันหมดคือ 'ตัวเองต้องเป็นรัฐบาล'"

Getty Images
คำบรรยายภาพ, "วันนี้ขนาดยังไม่ได้เป็นนายกฯ แค่มีโอกาสเนี่ย ยังเนื้อหอมขนาดนี้ ตอนจัดครม. นึกสภาพสิ แล้วพรรคประชาชนไม่ร่วม ครม. เก้าอี้มันจะเหลือกี่ที่"

ด้วยเหตุนี้ ดร.สติธร จึงวิเคราะห์ว่า อาจมีความเป็นไปได้ทีในวันที่ลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี อาจมีการเจรจาต่อรองกันจนมี สส.มาช่วยยกมือโหวตให้กับนายอนุทิน จนท่วมท้นเกินกึ่งหนึ่งของ สส. ในสภา โดยไม่ต้องรวมกับเสียงที่ได้จากพรรคประชาชนด้วยซ้ำ

"และอนุทินก็จะใช้ข้อนี้บอกกับพรรคส้มว่า ผมไม่ต้องพึ่งมือคุณผมก็เป็นนายกได้ อันนี้คือ best case (กรณีที่ดีที่สุด) ของภูมิใจไทย"

อย่างไรก็ดี เขาเสริมว่า หากเหตุการณ์ในแง่ดีเช่นนี้อาจยังไม่เกิดขึ้นในวันที่มีการลงมติเลือกนายกฯ เพราะพรรคประชาชนบอกแล้วว่าจะลงคะแนนให้ เมื่อนายอนุทินได้เป็นนายกฯ แล้วเข้าสู่กระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ก็จะเป็นอีกหนึ่งจังหวะที่สามารถเจรจาซื้อตัว สส. เพิ่มเติมได้

"วันนี้ขนาดยังไม่ได้เป็นนายกฯ แค่มีโอกาสเนี่ย ยังเนื้อหอมขนาดนี้ ตอนจัดครม. นึกสภาพสิ แล้วพรรคประชาชนไม่ร่วม ครม. เก้าอี้มันจะเหลือกี่ที่"

ดร.สติธร กล่าวว่า สุดท้ายคณะรัฐมนตรีของนายอนุทินจะอยู่ต่อไปได้ "เพราะมีแต่คนอยากเป็นรัฐบาล"

นั่นจึงมีแนวโน้มว่า สส. รายใหม่ ๆ ย่อมจะผลัดเปลี่ยนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของฝั่งรัฐบาล จนทำให้กลายสภาพเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก็เป็นได้

รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีประสิทธิภาพควรเป็นแบบใด

ในบทความวิชาการที่มีชื่อว่า "Stability of minority governments and the role of support agreements" [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า เสถียรภาพของรัฐบาลเสียงข้างน้อยและบทบาทของข้อตกลงสนับสนุน] ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2021 ของ สเวนยา เคราสส์ นักวิจัยหลังปริญญาเอก มหาวิทยาลัยเวียนนา และมาเรีย เทือร์ค นักวิจัยหลังปริญญาเอก มหาวิทยาลัยบาเซิล ผู้เขียนสะท้อนว่า จริงอยู่ที่รัฐบาลเสียงข้างน้อยมักถูกมองว่าไร้ซึ่งเสถียรภาพ ตรงกับข้ามกับรัฐบาลเสียงข้างมากที่ถูกมองว่ามั่นคงกว่าและผลักดันนโยบายได้จริง

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนทั้งสองโต้แย้งว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยนั้นมีหลายรูปแบบ กล่าวคือ มีแบบที่คาเร สตรอม นักรัฐศาสตร์ชาวนอร์เวย์เรียกว่า 'Substantive minority governments' [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยแบบแท้จริง] หรือแบบคลาสสิก ซึ่งเป็นแบบที่รัฐบาลจะผลักดันนโยบายอะไรก็ต้องมาเจรจากันใหม่ทุกครั้ง รัฐบาลเสียงข้างน้อยแบบนี้ไร้เสถียรภาพจริง

ทว่าทั้งคราสส์และเทือร์ค ชี้ว่ายังมีรัฐบาลเสียงข้างน้อยอีกแบบหนึ่ง ซึ่งอาศัยการเป็นพันธมิตรสนับสนุนแบบถาวร (permanent support partners) หรือ 'contract-based minority cabinet' [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า คณะรัฐมนตรีเสียงข้างน้อยที่ตั้งอยู่บนข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษร] คือมีการตกลงเรื่องความมั่นคงด้านนิติบัญญัติอย่างชัดเจน อาทิ การจะโหวตไว้วางใจหรือโหวตให้ผ่านงบประมาณ เพื่อแลกกับนโยบายหรือเงื่อนไขบางอย่างของพรรคเล็กหรือพรรคฝ่ายค้าน ตามที่บทฉบับนี้เคยกล่าวไว้แล้วข้างต้น

ผู้เขียนทั้งคู่ชี้ว่า ความสัมพันธ์เชิงสนับสนุนเหล่านี้ช่วยทำให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยมีเสถียรภาพ หากอิงอยู่บนข้อตกลงที่เปิดเผยและเป็นลายลักษณ์อักษร เนื่องจากถือเป็นรูปแบบความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้านที่เป็นระบบระเบียบที่สุด

การศึกษาของพวกเขา ยังมีการวิเคราะห์การอยู่รอดของรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยพิจารณาจากความมีเสถียรภาพของรัฐบาลจำนวน 471 ชุด ใน 30 ประเทศ ตั้งแต่ปี 1977 พบว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยแบบคลาสสิกมีเสถียรภาพต่ำกว่ารัฐบาลเสียงข้างมากจริง แต่รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ตั้งอยู่บนข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษรมีอัตราการอยู่รอด (duration/survival rate) แทบไม่ต่างจากรัฐบาลเสียงข้างมากเลย

ทั้งนี้ ทั้งคู่เตือนต่อสาธารณชนโดยเฉพาะประเทศที่มีประสบการณ์เรื่องรัฐบาลเสียงข้างน้อยต่ำหรือแทบไม่มีเลยว่า การทำงานของรัฐบาลเสียงข้างน้อยในประเภทนี้จะมีประสิทธิภาพได้ ต้องอาศัยวัฒนธรรมทางการเมืองเฉพาะตัวที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่ในสภาพร้อมจะให้ความร่วมมือกัน ส่วนพรรคที่เป็นรัฐบาลก็ต้องพร้อมยอมปรับนโยบาย และพรรคฝ่ายค้านก็ต้องปฏิบัติตัวอย่างสร้างสรรค์