"มันแพร่ไปเหมือนโรคระบาด" รู้จักชุมชน True Crime Community (TCC) ที่ถูกเชื่อมโยงกับเหตุรุนแรงโดยเยาวชนทั่วอาเซียน

Published
เวลาอ่าน: 11 นาที

คำเตือน: เนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรุนแรง อาจทำให้ผู้อ่านไม่สบายใจ

คลิปวิดีโอหนึ่งถูกเผยแพร่ทางติ๊กตอกไม่นานหลังเกิดเหตุยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ตัวการ์ตูนในวิดีโอนั้นเป็นรูปเด็กผู้ชายสวมเสื้อสีม่วงและใส่แว่น คล้ายกับเด็กชายวัย 14 ปีผู้ก่อเหตุ ในมือขวาของตัวการ์ตูนถือปืนกระบอกหนึ่งพร้อมโยกไปตามจังหวะดนตรี ซึ่งเนื้อเพลงส่วนหนึ่งร้องว่า "ปัง ๆ ๆ จนกว่าฉันจะสอยเธอร่วง"

ไม่เพียงแต่รูปพรรณสัณฐานของตัวการ์ตูนในคลิปจะคล้ายกับผู้ก่อเหตุเท่านั้น แต่ภาพพื้นหลังในวิดีโอนั้นยังเป็นภาพห้องเรียนจริง ๆ จากโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ด้วย

บนแพลตฟอร์มติ๊กตอกยังมีคลิปลักษณะเดียวกันอีกเป็นจำนวนมาก เช่นคลิปวิดีโออีกชิ้นหนึ่งเป็นภาพบริเวณป้ายหน้าโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี และกลางภาพมีร่างของเด็กชายวัย 14 ปีผู้ก่อเหตุ ดัดแปลงให้เต้นตามจังหวะดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมตัวเลขคล้าย "แต้ม" ค่อย ๆ ปรากฏตั้งแต่เลข -1 จนถึง -10

คลิปวิดีโอทั้งสองบนติ๊กตอกมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือติด #TCC ซึ่งย่อมาจาก True Crime Community เมื่อกดเข้าไปดูในแฮชแท็กดังกล่าว เราจะพบเนื้อหามากมายเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมทั้งในอดีตและปัจจุบัน ทั้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและทั่วโลก

ชุมชนออนไลน์ที่เรียกตัวเองว่า True Crime Community นี้คืออะไร และมีความเชื่อมโยงกับเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในโลกจริงด้วยหรือไม่ บีบีซีไทยหาคำตอบจากการพูดคุยกับนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายออนไลน์ การก่อการร้าย และกลุ่มผู้นิยมความสุดโต่ง

ชุมชนผู้ชื่นชอบอาชญากรรมสายดาร์ก

TCC ย่อมาจาก True Crime Community ซึ่งเป็นชุมชนผู้ชื่นชอบเรื่องราวอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริง

ยาสมิน หว่อง นักวิจัยร่วมประจําศูนย์เพื่อความเป็นเลิศด้านความมั่นคงแห่งชาติ (Centre of Excellence for National Security - CENS) วิทยาลัยการระหว่างประเทศศึกษา เอส. ราชารัตนัม (S. Rajaratnam School of International Studies - RSIS) ประเทศสิงคโปร์ อธิบายว่าสมาชิกในกลุ่ม TCC มักจะสร้าง 'มีมด้านมืด (dark memes)' ขึ้นมาเพื่อเล่นมุกตลกกับเหตุโศกนาฏกรรมต่าง ๆ

"ยิ่งเนื้อหานองเลือดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับการตอบรับดีขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นการทำให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติ" เธอระบุในงานเขียนของตน

ศ.ดร.จูลี เชอร์นอฟ ฮวัง ผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายก่อการร้ายออนไลน์ จากภาควิชารัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ณ วิทยาลัยเกาเชอร์ มลรัฐแมรีแลนด์ สหรัฐอเมริกา กล่าวกับบีบีซีไทยว่าสำหรับเธอแล้ว ตัวชุมชน TCC ไม่ได้อันตรายทั้งหมดเสมอไป โดยเธอแบ่งระดับความคลั่งไคล้ความรุนแรงของผู้คนในชุมชนนี้เป็นสามระดับ

ระดับแรกคือ กลุ่มที่ดูพอดคาสต์และรายการทีวีแนวอาชญากรรมและพูดคุยเรื่องนี้ในพื้นที่ออนไลน์ "นั่นอาจดูแปลก ๆ หน่อย แต่ก็ไม่มีอันตรายอะไร" ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง กล่าว

ส่วนกลุ่มที่สอง เธอระบุว่าหมายถึงคนที่เริ่มหมกมุ่นเกี่ยวกับเรื่องราวอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริงอย่างจริงจัง และหมกมุ่นอยู่กับผู้ก่อเหตุเฉพาะรายหรือฆาตกรต่อเนื่อง จนถึงขนาดมีการสร้างเนื้อหาออนไลน์ถึงบุคคลนั้น ๆ เธอชี้ว่าการคลั่งไคล้ในระดับนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยที่อาจพัฒนาไปสู่การก่อความรุนแรงในโลกจริงได้

ส่วนกลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มที่พร้อมจะลงมือใช้ความรุนแรงจริงโดยได้รับแรงบันดาลใจหรือเลียนแบบผู้ก่อเหตุความรุนแรงคนก่อน ๆ และบางครั้งก็ทำในฐานะการสดุดีอาชญากรเหล่านั้น ซึ่งนักวิชาการจากสหรัฐอเมริกาผู้นี้เรียกว่า "ความรุนแรงเชิงเลียนแบบที่มีส่วนร่วม (participatory memetic violence)"

ในงานศึกษาของ ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง ที่ตีพิมพ์ในปี 2568 ชี้ว่า เหตุความรุนแรงในภูมิภาคอาเซียนในรอบปีที่ผ่านมาหลายกรณีมีหลักฐานชี้ชัดว่าผู้ก่อเหตุเยาวชนได้รับอิทธิพลจากกลุ่ม TCC ซึ่งเธอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2568 อย่างน้อย 3 เหตุการณ์

เหตุการณ์แรกคือกรณีเยาวชนอายุ 14 ปี ก่อเหตุใช้มีดแทงเพื่อนนักเรียนหญิงร่วมชั้นเรียนอายุ 16 ปีจนเสียชีวิตในโรงเรียนมัธยมในมาเลเซีย ผู้ก่อเหตุได้เขียนแถลงการณ์ไว้ โดยมีเนื้อหากล่าวอ้างและสดุดีเหตุกราดยิงในโรงเรียนของสหรัฐอเมริกาจำนวน 4 ครั้งและกล่าวถึงวรรณกรรมอีก 2 เรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการกราดยิงในโรงเรียน

ตัวอย่างที่สองคือกรณีวางระเบิดโรงเรียนมัธยมปลายในจาการ์ตาเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย ในกรณีนี้ผู้ก่อเหตุอายุ 17 ปีเขียนชื่อผู้ก่อเหตุกราดยิงหลายสัญชาติไว้ที่ปืนแอร์ซอฟท์กันที่ติดตัวไว้ระหว่างก่อเหตุ ขณะที่บัญชีติ๊กตอกของเขาก็โพสต์เนื้อหาพร้อมติดแฮชแท็ก #TCC และ #TEECEECEE หลายครั้ง

ตัวอย่างที่สามคือกรณีที่กองกิจการความมั่นคงภายในของสิงคโปร์ (Internal Security Department - ISD) รายงานว่าได้ดำเนินการภาคบังคับต่อเด็กชายวัย 14 ปี ซึ่งพบว่าเข้าถึงเนื้อหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริง (True Crime) ผ่านโซเชียลมีเดียและเริ่มโพสต์เนื้อหารุนแรงและแสดงออกว่าต้องการก่อความรุนแรงต่อชาวยิว และต้องการก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน

"เป็นโชคดีที่เยาวชนรายนี้ไม่ได้ดำเนินการก่อการใดต่อไปในสิงคโปร์" กองกิจการความมั่นคงสิงคโปร์ระบุ พร้อมกล่าวว่าเยาวชนรายดังกล่าวจะต้องเข้าโครงการบำบัดที่จัดโดยรัฐต่อไป

มูนิรา มุสตาฟา ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยสาธารณะ ชาเซอร์ กรุ๊ป (Chasseur Group) ในมาเลเซียและนักวิจัยอาวุโสจากเวิร์ฟ รีเสิร์ช (Verv Research) ตั้งข้อสังเกตกับบีบีซีไทยด้วยว่า หากดูเฉพาะเหตุที่เกิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ "พวกเขาเกือบทั้งหมดเป็นวัยรุ่น... และเกือบทั้งหมดเป็นเด็กผู้ชาย"

ลัทธิสุดโต่งที่เกลียดชังมนุษยชาติ

มุสตาฟาระบุกับบีบีซีไทยด้วยว่า กลุ่ม TCC ไม่ได้เชื่อมโยงกับความรุนแรงด้วยตนเอง แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ใหญ่กว่า โดยเธออธิบายว่ากลุ่ม TCC เป็นเพียงพื้นที่บ่มเพาะผ่านพฤติกรรมแบบแฟนคลับ แต่หากผู้เสพเนื้อหาเริ่มแสดง "ความเกลียดชังต่อมนุษยชาติ (misanthropy) หรือสังคมอย่างชัดเจน" พฤติกรรมนั้นจะเริ่มก้าวข้ามจาก TCC เข้าสู่แดนของ NVE (Nihilistic Violent Extremism) ซึ่งอาจแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "ลัทธิสุดโต่งรุนแรงแบบสุญนิยม" หรือบางครั้งก็มีการเรียกว่า MNVE (Misanthropic and Nihilistic Violent Extremism) โดยเติมลักษณะความเกลียดชังต่อมนุษยชาติ (Misanthropic - M) เข้าไปด้วย

ตามการอธิบายของ ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง NVE มีลักษณะเป็น "ระบบนิเวศ" (ecosystem) กล่าวคือ เป็นเครือข่ายการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างหลวม ๆ โดยในระบบนิเวศนี้ครอบคลุมทั้งชุมชน TCC และกลุ่มนิยมความรุนแรงรูปแบบอื่น ๆ โดยผู้คนอาจจะย้ายจากกลุ่มหนึ่งไปอีกกลุ่มหนึ่ง หรือดึงสมาชิกจากกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้

ขณะที่ยาสมินอธิบายพฤติกรรมและความเชื่อของกลุ่ม NVE ว่ามุ่งหวังที่จะเผยแพร่โลกทัศน์ที่เกลียดชังมนุษย์ (misanthropic) ยกย่องความรุนแรง และตอบสนองต่อความต้องการชื่อเสียงทางลบ (notoriety) ของผู้เข้าร่วม

"หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การไล่ล่าความรุนแรงเพื่อผลของความรุนแรงเอง" เธอสรุป

เธอระบุต่อไปว่าพฤติกรรมของผู้ที่อยู่ในกลุ่มความรุนแรงแบบสุญนิยมมักใช้พฤติกรรมที่ก้าวร้าวและละเมิดศีลธรรมอย่างรุนแรงเพื่อแสดงออกถึงการปฏิเสธบรรทัดฐานทางสังคมและศีลธรรม ผ่านการใช้ความรุนแรงในมิติอื่นเป็นอาวุธ เช่น การขู่กรรโชกทางเพศ (sextortion), การทารุณกรรมสัตว์ และการทำร้ายตัวเอง และได้ยกตัวอย่างกลุ่ม 764 ขึ้นมา โดยอธิบายว่ากลุ่ม 764 คือเครือข่ายในโลกออนไลน์ที่นิยมความรุนแรง ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยหนึ่งในระบบนิเวศของ NVE

รายงานของสถาบันเพื่อการหารือเชิงยุทธศาสตร์ (Institute for Strategic Dialogue - ISD) ในสหราชอาณาจักรระบุว่า ในกลุ่ม 764 มีการสื่อสารเพื่อส่งเสริมการก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะการบีบบังคับขู่กรรโชกทางเพศเด็ก ผลิตและเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก รวมถึงวางแผนเพื่อเตรียมก่อเหตุรุนแรงหมู่เพื่อความสะใจและความโกลาหล

อย่างไรก็ดี มุสตาฟาระบุว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ลักษณะการเกิดขึ้นของพฤติกรรมในกลุ่ม NVE มักเกิดคู่กับพฤติกรรมในกลุ่ม TCC

เพื่อยกตัวอย่างการคาบเกี่ยวนี้ มุสตาฟาได้ยกเหตุยิงที่สยามพารากอนขึ้นมาเป็นตัวอย่างในการอธิบาย

"ผู้ก่อเหตุ [ที่สยามพารากอน] เสพเนื้อหาของกลุ่ม TCC และแสดงพฤติกรรมเลียนแบบลักษณะเฉพาะของกลุ่มอย่างชัดเจน" เธออธิบายในบทความที่ศึกษาเหตุยิงที่สยามพารากอนเมื่อปี 2566 โดยยกตัวอย่างการที่ผู้ก่อเหตุถ่ายรูปที่เครื่องเล่นเกมเต้นอิเล็กทรอนิกส์เลียนแบบท่าทางของมือปืนในเหตุกราดยิงโรงเรียนแซนดี ฮุก (Sandy Hook) ในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2012 และการที่ผู้ก่อเหตุเลือกแต่งกายเลียนแบบผู้ก่อเหตุในอดีตในวันก่อเหตุ

เธอยังระบุด้วยว่าผู้ก่อเหตุที่ขณะนั้นอายุ 14 ปี ยังได้แก้ไขเพิ่มเติมประวัติส่วนตัวบนแพลตฟอร์มดิสคอร์ด (Discord) ว่าเขา "เกลียดชังมนุษยชาติอย่างรุนแรง (scorn for humanity)" ทำให้เธอเชื่อว่าแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุเยาวชนรายนี้มีความเกลียดชังมนุษยชาติอยู่ด้วย

มุสตาฟายังระบุในงานศึกษาของเธออีกว่า เหตุยิงที่สยามพารากอนนับเป็น "จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์นี้ (MNVE) ในระดับภูมิภาค"

ในการพูดคุยกับบีบีซีไทย ผู้เชี่ยวชาญจากมาเลเซียและ ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง ระบุตรงกันว่า หลังจากเหตุยิงที่สยามพารากอนเมื่อปี 2566 เป็นต้นมา อาเซียนยังมีเหตุการณ์ที่อาจเข้าข่ายความรุนแรงแบบ MNVE เกิดขึ้นอีก เช่นกรณีคดีวางระเบิดโรงเรียนมัธยมปลายในอินโดนีเซียที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว ซึ่งนอกจากมีพฤติกรรมเชิดชูอาชญากรที่ก่อเหตุก่อนหน้าแล้ว ผู้ก่อเหตุรายนี้ยังใส่เสื้อพิมพ์คำว่า "Natural Selection (การคัดสรรโดยธรรมชาติ)" ในวันก่อเหตุด้วย

มุสตาฟากล่าวเพิ่มเติมว่า ในเดือน มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมามีเหตุกราดยิงโรงเรียนในเมืองตักโลบัน ประเทศฟิลิปปินส์ โดยเยาวชนสองรายผู้ก่อเหตุได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุกราดยิงที่โรงเรียนมัธยมปลายโคลัมไบน์ในสหรัฐฯ เมื่อ 20 ปีก่อน ขณะเดียวกันก็มีความกังวลจากวุฒิสมาชิกและผู้กำหนดนโยบายของฟิลิปปินส์ว่าผู้ก่อเหตุอาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายนิยมความรุนแรงอื่น ๆ ด้วย เช่น กลุ่ม 764 เป็นต้น

แนวคิด (M)NVE เข้ามาสู่อาเซียนได้อย่างไร ?

ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง ระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

"บราซิลมีปัญหานี้มานานแล้ว แต่ตอนนี้เราเริ่มเห็นกรณีต่าง ๆ ในเม็กซิโก อุรุกวัย และฉันคิดว่าในอาร์เจนตินาและชิลีด้วย... แต่เราจำเป็นต้องรู้ว่าเส้นทาง (pathway) ในแต่ละที่เข้าถึง [ระบบนิเวศแบบสุดโด่ง] ด้วยวิธีแตกต่างกันอย่างไร"

สำหรับกรณีของเอเชียตะวันออกเฉียใต้ ยาสมิน หว่อง บอกกับบีบีซีไทยว่าปรากฏการณ์สุดโต่งแบบสุญนิยมในพื้นที่อาเซียนมีลักษณะเฉพาะอย่างน้อย 2 ประการ

  • การเลือกรับอุดมการณ์แบบตัดแปะ

เธอระบุว่าผู้ก่อเหตุในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีลักษณะการรับอิทธิพลจากอุดมการณ์ที่หลากหลาย โดยเลือกรับอุดมการณ์จากพื้นที่อื่น ๆ มาปรับใช้ตามการตีความ และสถานการณ์ของตน

"เราเห็นบริบทท้องถิ่นเข้าไปมีบทบาทในการเลือกผสมผสานอุดมการณ์หรือ 'ลัทธิสุดโต่งแบบสลัดบาร์' (salad bar extremism)" นักวิชาการจากสิงคโปร์กล่าว เธอหยิบยกเหตุการณ์ตามการประกาศของกองกิจการความมั่นคงภายในของสิงคโปร์ว่า ผู้ที่ถูกทางการจับกุมมีอุดมการณ์ที่หลากหลายปนเปกันไป ทั้งแนวคิดอิสลามนิยม แนวคิดขวาจัดเชิดชูผิวขาว และอื่น ๆ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่ เด็กชายชาวสิงคโปร์วัย 14 ปีที่ถูกกองกิจการความมั่นคงของสิงคโปร์ส่งเข้าโครงการบำบัด ประกาศของทางการสิงคโปร์ระบุว่าเยาวชนรายนี้รับทั้งแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ ญิฮาดสุดโต่งแบบรัฐอิสลาม (ISIS) และจัดกลุ่มเยาวชนรายนี้เป็นกลุ่มที่เรียกว่า "อินเซล (incel)" หรือกลุ่มซึ่งมีอุดมการณ์เกลียดเพศหญิงด้วย

อย่างไรก็ดี ประกาศของทางการสิงคโปร์ระบุต่อไปว่า เขารับแนวคิดแบบขวาจัด แต่ด้วยความที่ตนเป็นมุสลิมจึงไม่รับแนวคิดต่อต้านมุสลิมของกลุ่มขวาจัดมาด้วย

ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง ไม่เห็นด้วยกับคำว่า "สลัดบาร์" เนื่องจากมองว่าเป็นคำเปรียบเปรยด้วยอาหารแบบตะวันตก แต่เธอเห็นด้วยว่ากลุ่ม NVE ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกนั้น มีวิธีการซึมซับอุดมการณ์แบบไม่มีรูปแบบเฉพาะ โดยระบุว่า "แต่ละบุคคลจะสุ่มเสพเนื้อหาจากหลากหลายอุดมการณ์จากต่างประเทศเพื่อปรับให้สอดคล้องกับเรื่องเล่าของตนเองและบริบทที่เหมาะสมกับท้องถิ่นของเขา"

นักวิชาการสหรัฐฯ ยังยกตัวอย่างอุดมการณ์อื่น ๆ ที่สมาชิกในกลุ่ม NVE ทั่วโลกรับมาเป็นของตนว่าปรากฏทั้งแนวคิดนีโอนาซี ทฤษฎีสมคบคิดต่อต้านชาวยิว แนวคิดสนับสนุนกลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย (ISIS) ความเกลียดชังผู้หญิง ความเป็นชายที่ขาดคู่ครอง (inceldom) และประเด็นต่อต้านกลุ่มประชากรที่มีความหลากหลายทางเพศ

  • เน้นด้านสุนทรียภาพ

หว่องวิเคราะห์ด้วยว่า โดยเนื้อแท้แล้วผู้อยู่ในระบบนิเวศความรุนแรงแบบสุญนิยมไม่ได้ให้ความสำคัญกับแนวคิดของอุดมการณ์แต่อย่างใด แต่กลับแสดงความหลงใหลในสัญลักษณ์ (symbolism) เป็นส่วนมาก

"แทนที่จะเป็นอุดมการณ์ กลุ่มเหล่านี้กลับให้ความสำคัญกับสุนทรียภาพแห่งความรุนแรง (aesthetic violence) เข้ามาเป็นสิ่งทดแทน โดยมีเป้าหมายเพื่อลอกเลียนรูปแบบการโจมตีอันโหดร้ายในเชิงสไตล์ ส่งเสริมความรุนแรง และกระตุ้นขับเคลื่อนชุมชนผ่านทางมีม รูปภาพ คลิปวิดีโอดนตรี หรือแม้แต่โทนสี"

เครือข่ายเหล่านี้เผยแพร่อิทธิพลอย่างไร ?

"มันแพร่ไปเหมือนโรคระบาดใหญ่ (pandemic) ที่กำลังพุ่งเป้าไปที่ลูก ๆ ของพวกเรา" ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง ผู้ได้รับรางวัลนักวิชาการเกียรติคุณ แฮร์รี แฟรงก์ กุกเกนไฮม์ จากงานศึกษาว่ากลุ่มก่อการร้ายคัดเลือกคนเข้าสู่กลุ่มได้อย่างไร (terrorist recruitment) กล่าวกับบีบีซีไทย

ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง ชี้ว่าอัลกอริทึมมีบทบาทหลักในการป้อนเนื้อหารุนแรงให้กับเยาวชน และยังเป็นดัง "โพรงกระต่าย" ที่ชักนำให้เยาวชนได้พบเจอผู้นิยมความรุนแรงสุดโต่งรายอื่น ๆ แล้วกระตุ้นความฮึกเหิมให้แก่กันและกัน

หว่องเห็นสอดคล้องกับแนวคิดของศาสตราจารย์ชาวอเมริกัน โดยเธอเสริมว่าบทบาทของอัลกอริทึมโซเชียลมีเดียเหมือนท่อตรงที่ส่งผู้ใช้จากเนื้อหาที่เราอาจมองว่าเป็นเรื่องไร้พิษภัยหรือไม่มีอันตราย อย่าง "มีมสายมืด" หรือ Dark Meme ไปสู่เนื้อหาสุดโต่งอย่างแท้จริง

"เยาวชนเริ่มต้นจากการเสพคอนเทนต์ในส่วนขอบนอก (periphery) เช่น พวกเขาสนใจคอนเทนต์แนวโหดร้ายทารุณ (gore) หรือเกมยิงปืนมุมมองบุคคลที่หนึ่ง หลายคนชอบเล่นเกมโรบล็อกซ์ (Roblox) และเล่นเกมที่จำลองหรือสมมติว่าตัวเองเป็นมือปืนกราดยิงในโรงเรียน พวกเขาเริ่มต้นจากตรงนั้น หรือเริ่มเสพคอนเทนต์แนวโหดร้าย หรือมีความสนใจเรื่องคดีอาชญากรรมจริง จากนั้นอัลกอริทึมก็จะคอยป้อนเนื้อหาที่คล้ายคลึงกันและทวีความรุนแรงสุดโต่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ให้แก่พวกเขา" นักวิชาการสิงคโปร์อธิบายกับบีบีซีไทย

ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง ชี้ว่าหากเยาวชนพบเข้ากับเครือข่าย "สายฮาร์ดคอร์" ที่นิยมความรุนแรงโดยเฉพาะ เหยื่อก็อาจจะถูกล่อลวงด้วยการทำทีเป็นรักและห่วงใย (love bombing) เพื่อให้เกิดสภาวะพึ่งพิง อันอาจนำไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศออนไลน์ (sextortion) และการขู่กรรโชกให้ลงมือทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นได้

มุสตาฟาระบุเพิ่มเติมว่าลักษณะในการ "กรูมมิง (grooming)" หรือล่อลวงเพื่อให้ทำตามความประสงค์ของผู้บงการ เป็นสิ่งที่พบได้หลายครั้งในเครือข่ายนิยมความรุนแรงเหล่านี้

"การกรูมมิงในบริบทนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นแบบเพื่อนสู่เพื่อน (peer-to-peer) และบุคคลคนเดียวกันนั้นสามารถเป็นทั้งเหยื่อของการถูกบ่มเพาะและเป็นผู้บ่มเพาะผู้อื่นได้ในเวลาเดียวกัน" เธอระบุโดยกล่าวถึงกรณีเหตุกราดยิงโรงเรียนที่ฟิลิปปินส์เมื่อเดือน มิ.ย. 69 โดยชี้ว่าระบบนิเวศน์ออนไลน์นับเป็นปัจจัยในการก่อเหตุในระดับสูง

"เมื่อสืบค้นลึกลงไปในบทสนทนาต่าง ๆ [ของผู้ก่อเหตุที่ฟิลิปปินส์] จะพบว่ามีการยุยงปลุกปั่นและจินตนาการที่ค่อนข้างหมกมุ่นด้วย" ผู้เชี่ยวชาญชาวมาเลเซียระบุถึงปัจจัยแวดล้อมของเหตุยิงข้างต้น

TCC สายขาว ?

สำหรับหลายประเทศ ชุมชน TCC ถูกจับตาจากหน่วยงานป้องกันและปราบปรามการก่อการร้าย เช่น ในอินโดนีเซีย กองกำลังต่อต้านการก่อการร้าย (Densus 88 Antiteror Polri) และสำนักงานต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ (BNPT) ของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่าพบเยาวชนหลักร้อยรายอยู่ในเครือข่ายที่ระบุว่าเกี่ยวข้องกับ TCC หลังเกิดเหตุระเบิดโรงเรียนที่จาการ์ตาเหนือ

ส่วนในสิงคโปร์ กองกิจการความมั่นคงภายในของสิงคโปร์ รับแจ้งเหตุกรณีพบบุคคลที่ "เข้าชมเว็บไซต์เนื้อหาสุดโต่งบ่อยครั้ง"

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ติ๊กตอกในไทยบางส่วนพยายามชี้แจงว่ากลุ่ม TCC นั้นเดิมทีไม่เป็นพื้นที่ที่เชิดชูความรุนแรง และพยายามระบุว่าผู้ผลิตเนื้อหายกย่องผู้กระทำความผิดเป็นเพียงคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่อยุ่ในชุมชน

ผู้ใช้ติ๊กตอกบางรายระบุถึงความแตกต่างระหว่าง TCC "สายขาว" และ "สายดำ" และมีการใช้แฮชแท็ก "#TCCไม่เท่ากับการยกย่องฆาตกร" หลายสิบคลิปจากหลายผู้ใช้

"TCC ไม่ใช่คอมมู (ชุมชน) ที่จะมาอวยฆาตกร หรือเชิดชูพวกเขา มันเคยเป็นคอมมูที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ True Crime (เรื่องราวอาชญากรรม) แต่ตอนนี้โดนเด็กเบียวครองคอมมูไปแล้ว" ผู้ใช้งานรายหนึ่งซึ่งโพสต์ผ่านแพลตฟอร์มติ๊กตอกระบุ