You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
บีบีซีวิเคราะห์ไทยกำลังเผชิญปัญหาเรื่องอาวุธปืน ขณะที่มีผู้ครอบครองปืนอยู่กว่า 10 ล้านกระบอก
- Author, โจนาธาน เฮด
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- Published
- เวลาอ่าน: 7 นาที
เพียงสามวันหลังจากนักเรียนชายวัย 14 ปี ก่อเหตุยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึงแปดราย ก่อนผู้ก่อเหตุจะยิงตัวเองเสียชีวิต ก็เกิดเหตุการณ์อีกครั้งในจังหวัดเดียวกัน ยิ่งตอกย้ำให้เห็นภาพของปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างสังคมไทยกับอาวุธปืนได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีตนักการเมืองวัย 71 ปี ได้เดินทางไปยังที่ทำการองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (อบจ.นนทบุรี) เพื่อหารือเกี่ยวกับเงินก้อนโตที่เขาอ้างว่า พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี ซึ่งเขาเรียกว่าเพื่อนที่ติดค้างเงินเขาอยู่
การพูดคุยครั้งนี้ต้องจบลงอย่างกะทันหัน เมื่อนายฉลองชักปืนออกมาและยิงผ่านกระจกรถของ พ.ต.อ.ธงชัยถึงสี่นัด กระสุนถูกทั้งตัวของ พ.ต.อ.ธงชัยและคนขับรถของเขา ก่อนที่ พ.ต.อ.ธงชัยจะเสียชีวิตในเวลาต่อมาเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
จากนั้นนายฉลองออกจากจุดเกิดเหตุ แล้วโทรศัพท์หานักข่าวหญิงที่เขารู้จัก ซึ่งจัดรายการสดผ่านยูทิวบ์อยู่พอดี และเล่าให้เธอฟังว่าเกิดอะไรขึ้น
หลังจากที่ตำรวจสกัดจับและนำตัวเขาไปยังสถานีตำรวจ เขาก็ได้รับอนุญาตให้พูดคุยกับผู้สื่อข่าว โดยเขาสูบบุหรี่อย่างสบายอารมณ์และดูเหมือนจะไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับสิ่งที่ตนได้กระทำลงไปเลย
เขาอธิบายว่า "เขาไม่ได้ตั้งใจจะยิงเพื่อน" แต่ตัดสินใจยิงออกไปเมื่อคนขับชักปืนออกมาเช่นกัน ทั้งนี้ ตำรวจพบปืน 2 กระบอกในรถคันดังกล่าว แต่พวกเขาระบุว่าปืนทั้งสองกระบอกไม่มีร่องรอยการถูกนำออกมาใช้งาน
เหตุการณ์ในวันนั้นไม่ใช่เหตุการเสียชีวิตจากอาวุธปืนเพียงเหตุการณ์เดียวในประเทศไทย ที่ จ.ปราจีนบุรี ก็เกิดเหตุจ่าสิบตำรวจนายหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงเข้าที่ศีรษะของภรรยาของตนขณะมีปากเสียงกันระหว่างที่เธอกำลังขับรถไปรับลูกชายตัวน้อย ส่งผลให้รถเสียหลักพุ่งชนเข้าไปจอดในบ้าน จากนั้นจ่าสิบตำรวจนายดังกล่าวจึงใช้ปืนกระบอกเดียวกันยิงศีรษะตัวเองตาม โดยภรรยาได้เสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล
และน่าจะมีผู้เสียชีวิตจากอาวุธปืนรายอื่น ๆ อีกในวันนั้นที่สื่อมวลชนไม่ได้รายงานข่าว
เจ้าหน้าที่ตำรวจของไทยไม่ได้จัดทำสถิติในเรื่องนี้ แต่มีการประเมินว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้เสียชีวิตจากอาวุธปืนในแต่ละปีอยู่ที่ระหว่าง 2,000 - 3,000 ราย ขณะที่ในอังกฤษ ซึ่งมีจำนวนประชากรใกล้เคียงกัน กลับมีผู้เสียชีวิตจากอาวุธปืนไม่ถึง 50 ราย
บางครั้งมีการใช้อาวุธปืนในการก่อเหตุปล้นทรัพย์ และในไทยคุณสามารถว่าจ้างมือปืนให้สังหารผู้อื่นได้ด้วยค่าจ้างที่ไม่สูงนัก อย่างไรก็ตาม เหตุการเสียชีวิตจากอาวุธปืนส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นจากความขัดแย้งภายในครอบครัว ปัญหาเรื่องเงินทอง หรือเหตุทะเลาะวิวาทตามสถานบันเทิงที่มีสาเหตุจากการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ประเทศไทยมีปืนที่อยู่ในความครอบครองของประชาชนมากกว่า 10 ล้านกระบอก โดยในจำนวนนี้มีถึง 4 ล้านกระบอกที่ไม่มีใบอนุญาต ซึ่งนั่นหมายความว่าการกระทบกระทั่งกันเพียงเล็กน้อยจากเรื่องไม่เป็นเรื่อง อาจบานปลายกลายเป็นเหตุรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ในทันที
"เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่สังคมไทยมีความอดทนยอมรับต่อความรุนแรงในระดับที่สูงมาก" ดร.บุญวรา สุมะโน นักวิชาการอาวุโส จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ (Thailand Development Research Institute - TDRI) กล่าว
"ปืนถูกมองว่าเป็นเครื่องแสดงสถานะทางสังคม และประชาชนทั่วไปก็สามารถหาซื้อหาปืนมาครอบครองได้ด้วยวิธีที่หลากหลาย อีกทั้งการแสดงความแข็งแกร่งและการใช้อำนาจ ยังถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมในสังคมไทย ดังนั้น เมื่อมีค่านิยมที่ส่งเสริมให้ผู้คนครอบครองอาวุธเพื่อแสดงความแข็งแกร่ง ประกอบกับการที่สามารถเข้าถึงอาวุธเหล่านี้ได้ง่าย ผลลัพธ์จึงเป็นเช่นนี้"
เมื่อมองดูเผิน ๆ ประเทศไทยดูเหมือนจะมีกฎระเบียบเกี่ยวกับการครอบครองอาวุธปืนที่ค่อนข้างเข้มงวด ผู้ที่ประสงค์จะซื้อปืนจะต้องยื่นขอใบอนุญาตซื้อเป็นอันดับแรก จากนั้นเมื่อซื้อปืนมาแล้ว ก็ต้องยื่นขอใบอนุญาตครอบครองอีกฉบับหนึ่ง และหากต้องการพกพาอาวุธปืนออกนอกเคหสถาน ก็จำเป็นต้องมีใบอนุญาตฉบับที่สามอีกด้วย นอกจากนี้ ปืนที่นำเข้าส่วนใหญ่ยังมีราคาแพงมาก
ทว่ากลับมีช่องโหว่ทางกฎหมายขนาดใหญ่ กล่าวคือ ใบอนุญาตให้ครอบครองอาวุธปืนนั้นมีผลใช้ได้ตลอดชีพของผู้ถือใบอนุญาต อีกทั้งยังไม่มีข้อกำหนดให้ต้องมีการตรวจประเมินสุขภาพจิต และไม่มีการตรวจสอบว่ามีการเก็บรักษาอาวุธปืนอย่างปลอดภัยเพียงใด ยกตัวอย่างเช่น เด็กชายผู้ก่อเหตุยิงในโรงเรียนครั้งล่าสุด สามารถนำปืนที่ปู่ของเขาครอบครองไว้อย่างถูกกฎหมายรวมถึงกระสุนจำนวนมากมาใช้ก่อเหตุได้
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่น ๆ สามารถซื้ออาวุธปืนได้ในราคาที่มีส่วนลดสูงมาก หรือที่เรียกว่า โครงการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการสำหรับข้าราชการกรมการปกครองและข้าราชการอื่น ๆ
ภายใต้โครงการดังกล่าว ซึ่งเริ่มดำเนินการในปี 2009 มีการนำเข้าปืนราว 200,000 กระบอกต่อปี โดยส่วนใหญ่มาจากสหรัฐฯ
จากนั้นปืนเหล่านี้จะสามารถนำไปขายต่อได้หลังจากถือครองครบห้าปี ซึ่งกลายเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรได้อย่างงาม
โครงการนี้เคยถูกตรวจสอบหลายครั้งในประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต และเชื่อกันว่าเป็นแหล่งที่มาของปืนจำนวนมากในตลาดมืดของไทย ควบคู่ไปกับอาวุธปืนที่ผลิตขึ้นเองภายในประเทศโดยช่างที่ไม่มีใบอนุญาต
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อคุมเข้มการครอบครองอาวุธปืน โดยระงับโครงการซื้อปืนในราคาพิเศษ และระงับการออกใบอนุญาตซื้อปืนทั้งหมด
เขากำลังพิจารณาแนวทางจำกัดระยะเวลาการมีผลของใบอนุญาตครอบครองปืน รวมถึงความเป็นไปได้ในการนิรโทษกรรมเพื่อจูงใจให้ให้ผู้ที่ครอบครองปืนโดยไม่มีใบอนุญาตนำปืนมาส่งมอบคืน
นายกรัฐมนตรียังได้ขอให้รัฐสภาดำเนินการร่างกฎหมายฉบับใหม่ และประกาศว่าจะใช้บทลงโทษขั้นรุนแรงกับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบ
แต่สถานการณ์เช่นนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
ย้อนกลับไปในช่วงภายหลังเหตุการณ์สังหารหมู่เด็กและครูโดยอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเมื่อปี 2022 และเหตุการณ์กราดยิงโดยเด็กชายวัย 14 ปีที่ห้างสรรพสินค้ายอดนิยมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2023 นายอนุทิน ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ก็ได้สั่งการให้มีการดำเนินมาตรการในลักษณะเดียวกันไปแล้ว
ในขณะนั้นมีการระงับการอนุมัติโครงการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการดังกล่าวด้วย แต่ก็มีการนำกลับมาใช้ใหม่ในเวลาแทบจะทันที นอกจากนี้ ยังมีการสั่งห้ามบุคคลที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการพกพาอาวุธปืน ภายหลังจากเกิดเหตุยิงกันในโรงเรียนอีกครั้งเมื่อเดือน ก.พ. ปีนี้
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎระเบียบเพียงอย่างเดียว จำนวนปืนที่มีอยู่มากมาย การทุจริตที่แพร่หลาย การบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยานในทุกภาคส่วน การยกย่องเชิดชูปืน และวัฒนธรรมทางทหารที่สืบทอดมายาวนานหลายทศวรรษ ล้วนเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
จากการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของรัฐมนตรีล่าสุด พบว่ามีรัฐมนตรีมากกว่าสิบคนที่ครอบครองอาวุธปืน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีปืน 10 กระบอก ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแจ้งว่ามีปืน 12 กระบอก และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหญิงรายหนึ่งแจ้งว่าครอบครองปืนถึง 48 กระบอก
ดร.บุญวรา ยังชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลที่แผ่ซ่านของกองทัพในสังคมไทย แม้ในช่วงเวลาที่กองทัพไม่ได้เป็นผู้บริหารประเทศโดยตรงก็ตาม ซึ่งที่ผ่านมา กองทัพได้เข้ามามีบทบาทในการปกครองประเทศมาโดยตลอดในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของประวัติศาสตร์ยุคใหม่
"หากสังเกตดูในวันเด็กแห่งชาติ จะพบว่า แทนที่หลายครอบครัวจะพาเด็ก ๆ ไปพิพิธภัณฑ์หรือสวนสาธารณะ พวกเขากลับพาลูกหลานไปยังฐานทัพบกหรือฐานทัพอากาศเพื่อชมอาวุธปืน ถ่ายรูปขณะถือปืน และทำกิจกรรมในลักษณะนี้ มันเป็นเรื่องของวัฒนธรรมค่ะ เวลาเห็นทหารรูปร่างกำยำดูทรงพลัง มันก็ทำให้คุณอยากเป็นแบบพวกเขาบ้าง" เธอกล่าว
ประเทศไทยถือเป็นกรณีที่แตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมื่อเทียบกับประเทศไทยที่มีปืนในครอบครองโดยประชาชนมากถึง 10 ล้านกระบอก อินโดนีเซียที่แม้จะมีประชากรมากกว่าไทยถึงสี่เท่า กลับมีปืนที่ประชาชนครอบครองปืนเพียง 82,000 กระบอก ขณะที่มาเลเซีย ประชาชนมีปืนในครอบครอง 107,000 กระบอก และเหตุการเสียชีวิตจากอาวุธปืนก็เกิดขึ้นได้ยาก
ฟิลิปปินส์เป็นเพียงประเทศเดียวที่มีวัฒนธรรมการใช้ปืนและระดับอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับปืนในลักษณะเดียวกันกับในไทย
ขณะนี้บรรดาผู้ชื่นชอบปืนในประเทศไทยต่างกังวลว่ารัฐบาลจะตอบสนองต่อความวิตกกังวลของประชาชนต่อเหตุการณ์โจมตีล่าสุดด้วยการทำให้การครอบครองปืนอย่างมีความรับผิดชอบยากขึ้นไปอีก
ยอด (นามสมมติ) นักธุรกิจวัย 53 ปีรายหนึ่ง บอกกับบีบีซีว่า เขาถือว่าปืนสะสมกว่า 70 กระบอกของเขาเป็นเหมือนของเล่นหรูหรามากกว่า และเขากล่าวว่าปืนส่วนใหญ่ที่เขาสะสมแทบจะไม่เคยใช้ยิงเลย
"อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนส่วนใหญ่ในประเทศนี้เกิดขึ้นจากการใช้อาวุธปืนผิดกฎหมาย ดังนั้น มาตรการใหม่ ๆ ที่มุ่งควบคุมปืนที่ครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมายจึงไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม ในขณะเดียวกัน ยังมีการนำเข้าปืนแบลงค์กัน (blank guns) และชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่สามารถนำมาประกอบเป็นปืนจริงได้เข้ามาในประเทศอย่างถูกกฎหมาย เหตุใดจึงไม่มีการติดตามตรวจสอบในประเด็นนี้อย่างจริงจัง"
เจ้าของร้านที่สะสมปืนกว่า 40 กระบอกอีกราย ระบุว่าความอ่อนแอของการบังคับใช้กฎหมายในประเทศไทยเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาต้องหาอาวุธปืนมาไว้ป้องกันตัว
"ลองมองดูสภาพบ้านเมืองทุกวันนี้สิครับ มีอาชญากรรมเกิดขึ้นทุกวัน มันไม่ปลอดภัยเลย ยาเสพติดก็ระบาดหนัก ผู้คนจำเป็นต้องปกป้องตัวเองเพราะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เพียงพอ ประชาชนควรมีสิทธิ์เข้าถึงอาวุธปืนเพื่อความอยู่รอดและเพื่อความปลอดภัยของตนเอง"
ขณะรอรับทราบข้อหาฆ่าคนตาย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้คิดถึงมาก่อนเลยในตอนที่เดินเข้าไปยังที่ทำการ อบจ.นนทบุรี นายฉลอง เรี่ยวแรง ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นซึ่งคุ้นชินกับการได้ทุกอย่างดั่งใจปรารถนา ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวถึงสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดนี้
"ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผมจะต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้และมานั่งอยู่ที่นี่ ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผมไม่เคยต้องมาที่สถานีตำรวจเลยสักครั้ง" เขากล่าว
ข้อมูลจากตำรวจระบุว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยมีใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนถึง 9 กระบอก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ลดจำนวนลงเหลือเพียงกระบอกเดียว ซึ่งปืนเพียงกระบอกเดียวนั้นเองที่กลายเป็นเครื่องมือปลิดชีพเพื่อนของเขา และพลิกผันชีวิตของเขาไปอย่างสิ้นเชิง