ไฟป่าเชียงใหม่ : "ถ้ารอ จนท.ไฟอาจจะไหม้เยอะกว่านี้" เสียงจากหญิงกะเหรี่ยงปกาเกอะญอจากดอยอินทนนท์

บ้านผาหมอน
คำบรรยายภาพ, บ้านผาหมอน เป็นชุมชนกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ ตั้งอยู่บริเวรดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่
Published

"เราดับ (ไฟป่า) แบบนี้ทุกปี เพราะมันเกิดทุกปี แต่ที่หมู่บ้านไม่มีเจ้าหน้าที่นะคะ ดับกันเองเป็นจิตอาสา ผู้ใหญ่บ้านประกาศเสียงตามสายเสร็จแล้ว เราก็ออกไป"

พจนีย์ พะชิ หนึ่งในผู้หญิงกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ วัย 34 ปี ที่บ้านผาหมอน หมู่บ้านแถบดอยอินทนนท์ ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ และผู้เป็นแม่ของลูกน้อยวัยสองขวบกว่าเล่าให้บีบีซีไทยฟัง ถึงการออกไปช่วยดับไฟป่าของกลุ่มผู้หญิงในหมู่บ้าน เคียงข้างกับผู้ชายเพื่อป้องกันไม่ให้หมู่บ้านของพวกเธอตกอยู่ในภัยอันตรายของไฟป่า

การช่วยกันสกัดไฟป่าของชาวบ้านในพื้นที่สูง ไม่ใช่แค่หน้าที่ของผู้ชาย พจนีย์ บอกว่า คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ก็ปลูกฝังกันมานานแล้วว่า "ถ้าเกิดไฟไหม้ ให้ช่วยกันทั้งหมด"

สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะที่ จ.เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และเชียงราย ยังไม่มีทีท่าจะจบลงง่าย ๆ แต่ขณะนี้มีชีวิตของผู้คนทั้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พลทหาร และชาวบ้านอาสาสมัครดับไฟ ต้องเสียชีวิตแล้วทั้งหมด 5 คน หนึ่งในนั้น คือ นางต๊ะนี กิจเจริญพัฒน์ หญิงชาวกะเหรี่ยงปกาเกอะญอที่ถูกไฟคลอกเสียชีวิต ระหว่างสกัดไฟป่าใกล้หมู่บ้านที่ดอยขุนแปะ ต.บ้านแปะ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา

บีบีซีไทย ได้พูดคุยกับพจนีย์ในวันนี้ (5 เม.ย.) ถึงสถานการณ์ไฟป่าใกล้หมู่บ้านเมื่อปลายเดือน มี.ค. เธอเล่าว่า ไฟป่าเกิดขึ้นทุกปีบริเวณใกล้เคียงหมู่บ้าน ปีนี้เริ่มไหม้มาแล้วสองครั้ง เมื่อไฟมาครั้งหนึ่งหมู่บ้านก็จะระดมชาวบ้านเพื่อไปช่วยดับไฟ เธอบอกว่า หากวันไหนที่สามีไม่ว่าง เธอก็ออกไปดับไฟด้วย ส่วนลูกนั้นให้แม่ของเธอดูแล

พจนีย์
คำบรรยายภาพ, พจนีย์มีอาชีพเกษตรกรรม ระยะนี้ทำสวนมะเขือเทศ ส่วนช่วงหน้าฝนครอบครัวของเธอทำนาเพื่อปลูกข้าวขาย

ภารกิจที่ชาวบ้านหมู่บ้านผาหมอนต้องร่วมกันทำในช่วงนั้น คือ การทำแนวกันไฟให้ไปบรรจบกับหมู่บ้านอีกแห่งในลักษณะเป็นวงกลมล้อมรอบหมู่บ้าน พจนีย์เล่าว่า ที่บ้านผาหมอนมีผู้หญิงแม่บ้าน 5 คน ร่วมออกไปดับไฟกับผู้ชายในหมู่บ้านอีกราว 25 คน การไปยังจุดที่ต้องทำแนวกันไฟเป็นพื้นที่ที่ต้องเดินขึ้นดอย ไม่มีถนน และรถเข้าถึงไม่ได้ พวกเธอต้องเดินเท้าขึ้นไปไม่ต่างกับผู้ชาย ด้วยเครื่องป้องกันที่มีแค่รองเท้าบูทและหน้ากากสำหรับป้องกันควันไฟ

"8 โมงครึ่ง ต้องเดินจากบ้าน ที่ที่ต้องไปเลยหมู่บ้านขึ้นไปเดินไปประมาณหนึ่งชั่วโมง ชาวบ้านจะไม่ค่อยมีอุปกรณ์เท่าไหร่ เพราะไม่มีหน่วยงานไหนมาช่วย มีเสียม จอบ มีด เท่านั้น แต่ก็ดับได้ เพราะเราใช้วิธีเอากิ่งไม้ที่แข็งแรงหน่อยมาทำเป็นแนวกันไฟ"

บ้านผาหมอน

การออกไปสกัดไฟป่าสองครั้งที่ผ่านมาในปีนี้ เธอออกไปครั้งหนึ่งราว 2-3 ชั่วโมง ชาวบ้านจะพกข้าวห่อเพื่อเป็นอาหารกลางวันไปรับประทานกันเอง วันใดที่ต้องทำแนวกันไฟยาวก็กลับมาถึงหมู่บ้านราวบ่ายสาม และมีครั้งหนึ่งที่ต้องระดมคนไปดับไฟป่ากลางดึกอีกครั้ง

"ที่เราทำไม่ได้คิดถึงส่วนไหน เราทำเพราะบ้านเราเท่านั้น ถ้ารอเจ้าหน้าที่ไฟอาจจะไหม้เยอะกว่านี้ เพราะเขามีคนไม่เยอะ ถ้าเราลงไปเอง วันสองวันก็ดับแล้ว"

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไฟป่าที่บ้านผาหมอนยังอยู่ในระยะเฝ้าระวัง พจนีย์บอกว่าหมู่บ้านของเธอยังดีที่ไฟป่าไม่รุนแรงมากเท่าหมู่บ้านอื่น ที่เจอไฟป่าบ่อยถึงปีละ 3-4 ครั้ง ส่วนเรื่องความปลอดภัย เธอบอกว่าชาวบ้านทุกคนที่ไปดับไฟจะช่วยกันระวัง จุดไหนอันตรายก็บอกกันให้ไม่เข้าใกล้ แต่ข่าวการเสียชีวิตของชาวบ้านที่ออกไปดับไฟก็สร้างความกังวลกับเธอเช่นกัน

"เราไม่แน่ใจเลยว่าลมจะพัดมาทางทิศไหน ถ้าลมเกิดตีมาตรงหน้าเราก็คงเสร็จเลย" พจนีย์กล่าว

ชาวบ้านผาหมอน

หญิงชาวกะเหรี่ยงปกาเกอะญอคนนี้ ยังบอกอีกว่า สิ่งที่ชาวบ้านต้องการคือ หน้ากากเพื่อใส่ป้องกันขณะออกไปดับไฟ เนื่องจากต้องเผชิญกับควันจำนวนมาก พจนีย์ซึ่งมีโรคประจำตัวเป็นภูมิแพ้อยู่แล้วบอกว่า แต่ละครั้งที่กลับมาก็เกิดอาการคล้ายหวัด เช่นเดียวกับลูกของเธอและเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน นอกจากนี้ชาวบ้านยังต้องจัดกำลังลาดตระเวนและคนดูแลแนวกันไฟ หากรัฐสามารถช่วยได้ก็น่าจะเป็นการสนับสนุนชาวบ้านได้

"เป็นห่วงลูกเกี่ยวกับสุขภาพ เพราะจริง ๆ ดอยอินทนนท์ ถ้าไม่มีไฟป่าอากาศจะดีมาก ขนาดเดือน เม.ย. อุณหภูมิข้างล่าง 40 กว่าองศา ที่นี่ 30 กว่า ๆ กลางคืนยังหนาวอยู่ ปัญหาเกิดจากไฟป่าอย่างเดียวทำให้ทั้ง ผู้ใหญ่และเด็กสุขภาพแย่"

ผาหมอน
คำบรรยายภาพ, "อยากให้รู้ว่าป่าก็เป็นบ้านของเรา เราจะเผาทำไม ถ้าเราเผาป่าก็เหมือนเราเผาบ้านตัวเอง" พจนีย์ชวนทำความเข้าใจถึงทัศนคติทั่วไปที่่ว่าต้นเหตุไฟป่าเกิดจากคนบนดอยทั้งหมด