เข้าใจปมเหตุอาการโฟเบีย (phobia) ทำไมเราจึงกลัวสิ่งที่อาจไม่ได้เป็นอันตรายกับเรา ?

A close-up photo of a large dark brown spider with a hairy body and legs, looking at the camera.

ที่มาของภาพ, Art Images via Getty Images

    • Author, เดซี สตีเฟนส์
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
  • Published
  • เวลาอ่าน: 7 นาที

คุณรู้สึกอย่างไรหากมีแมงมุมวิ่งปรู๊ดข้ามห้องนั่งเล่นของคุณอย่างกะทันหัน

แมงมุมส่วนใหญ่เป็นสัตว์มีพิษ แต่มีแมงมุมเพียงส่วนน้อยมาก ๆ เท่านั้นที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ จากข้อมูลของสถาบันวิจัยและการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม (Institute for Environmental Research and Education) คาดว่ามีผู้เสียชีวิตจากแมงมุมกัดทั่วโลกไม่ถึง 10 คนในแต่ละปี แม้ว่าการเก็บข้อมูลที่แม่นยำจะทำได้ยากก็ตาม

แม้จะมีข้อมูลยืนยันเช่นนี้ แต่คนจำนวนมากรวมทั้งผู้เขียนด้วยอาจจะยอมรับว่าเป็นพวกคนที่กลัวแมงมุม ฉันเองก็ไม่สามารถจะหลับลงได้หากว่ารู้ว่ามีแมงมุมอยู่ตัวหนึ่งในห้อง และแค่คิดถึงใยแมงมุมก็ทำให้ฉันขนลุกได้แล้ว

ในหลายกรณี โรคกลัว หรืออาการโฟเบีย (Phobia) คือความกลัวอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่ไม่สามารถทำอันตรายเราได้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อสิ่งนั้นอยู่เพียงลำพัง แล้วทำไมอาการนี้ถึงได้พบได้บ่อยขนาดนี้ และมีที่มาจากไหน

จากความกลัวสู่โรคกลัว (phobia) หรือโฟเบีย

ศาสตราจารย์วาเนสซา โลบู นักวิชาการด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยรัตเกอร์สในนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกากล่าวว่า ความกลัวเป็นอารมณ์ที่สำคัญของมนุษย์

"ความกลัวนั้นสำคัญเพราะว่ามันปกป้องเราจากสิ่งต่าง ๆ ที่มีโอกาสเกิดอันตรายแก่เราได้" เธอกล่าว

A large, thin-legged spider silhouetted against a bright light.

ที่มาของภาพ, Elva Etienne via Getty Images

คำบรรยายภาพ, การพบเห็นแมงมุมในบ้านเป็นเรื่องปกติสำหรับหลายคน แต่บางคนกลับรู้สึกกังวลหรือหวาดกลัวมากกว่าคนอื่น ๆ

ทว่าหากความกลัวนั้นพัฒนาไปจนถึงขั้นรุนแรงและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก ก็อาจจัดว่าได้เข้าสู่การเป็นโรคกลัว (phobia) ได้ ตามคำอธิบายของ อันดราช ซิโด ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการด้านการรับรู้ทางสายตาและอารมณ์ (Visual Cognition and Emotion Lab) แห่งมหาวิทยาลัยเปช ในฮังการี

"เราอาจมองสิ่งนี้เป็นตัวแปรต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นจากความกลัวในระดับปกติทั่วไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างก็มีความกลัวในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่แล้ว" เขากล่าว "แต่หากเมื่อใดมันเริ่มกลายเป็นอุปสรรคในชีวิตประจำวันของคุณ อาจจะวินิจฉัยได้ว่านั่นเป็นภาวะของโรคกลัวหรือโฟเบีย"

ศ.โลบู กล่าวด้วยว่าโรคกลัวมักมีระดับความกลัวที่ไม่สมดุลกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจริง

ในบางพื้นที่ของโลก ยกตัวอย่างเช่นในสหราชอาณาจักรที่ผู้สื่อข่าวบีบีซีอาศัยอยู่ งูส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นชนิดที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ดังนั้นความกลัวที่รุนแรงอาจเป็นความกลัวที่ไม่มีเหตุผลและจัดว่าเป็นโรคกลัว (phobia) ได้ แต่ในส่วนอื่น ๆ ของโลก สถานการณ์อาจไม่เป็นเช่นนี้

เป็นมาแต่เกิดหรือเกิดจากการเรียนรู้ ?

แม้อาจพบโรคกลัวบางชนิดได้บ่อย แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่กลับไม่เชื่อว่าเราเกิดมาพร้อมกับความกลัวเหล่านั้น ศ.โลบู เชื่อว่าความกลัวคืออารมณ์ที่ทารกแรกเกิดยังไม่สามารถรู้สึกได้

"คุณจะไม่เห็นความกลัวจนกว่าเด็กจะโตขึ้นอีกหน่อย เพราะความกลัวต้องอาศัยการประเมินว่าสิ่งนั้นเป็นอันตราย และคุณต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกในระดับหนึ่งก่อนถึงจะทำแบบนั้นได้" เธอระบุ

ดังนั้น หากเราไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความหวาดกลัวต่อแมงมุมหรืองู แล้วทำไมผู้คนถึงเกิดโรคกลัวสิ่งเหล่านี้เป็นการเฉพาะเจาะจง

A green snake with orange eyes resting on a tree branch, against a black background.

ที่มาของภาพ, dlewis33 via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ความกลัวงูอาจดูสมเหตุสมผลมากกว่าในบางพื้นที่ของโลกเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น

สเตฟานี เฮิล ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาพัฒนาการจากมหาวิทยาลัยเวียนนาในประเทศออสเตรีย ซึ่งทำวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า เด็กทารกมีอาการรูม่านตาขยายมากกว่าเมื่อเห็นงูหรือแมงมุม เมื่อเทียบกับตอนที่เห็นดอกไม้และปลา

การขยายของรูม่านตาเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่อาจบ่งบอกถึงการรับรู้อันตรายที่อาจเกิดขึ้น มันเชื่อมโยงกับการทำงานของระบบนอร์อะดรีเนอร์จิก (Noradrenergic system) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับตอบสนองแบบ "สู้หรือหนี" (Fight or flight) ของร่างกาย โดยมีลักษณะอาการต่าง ๆ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และอัตราการหายใจที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ร่างกายเตรียมพร้อมเพื่อจะวิ่งหนีหรือต่อสู้กับอันตรายที่รับรู้ได้

ศ.เฮิล ไม่คิดว่าความกลัวต่อหลายสิ่งหลายอย่างเป็นสิ่งที่มีมาแต่กำเนิด แต่ก็บอกว่ามีบางสิ่งในสภาพแวดล้อมรอบตัวที่เราอาจตรวจจับได้รวดเร็วกว่าสิ่งอื่น ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะลักษณะการเคลื่อนที่ของสิ่งเหล่านั้น

"มันมีสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ที่เราพร้อมจะเรียนรู้ที่จะหวาดกลัวมัน" เธอกล่าว

A photo looking down from above at a toddler lying on a white carpet, embracing a younger baby.

ที่มาของภาพ, Maskot via Getty Images

คำบรรยายภาพ, มนุษย์เราอาจไม่ได้มีความกลัวตั้งแต่กำเนิด แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่า พันธุกรรมของเราอาจกำหนดให้มนุษย์เรียนรู้ที่จะกลัวบางสิ่งบางอย่างได้

ศ.โลบูคิดว่าเราอาจมีแนวโน้มที่จะเรียนรู้ที่จะรู้สึกหวาดกลัวแมงมุมงูมากกว่าสัตว์ชนิดอื่น เพราะพวกมันดู "แปลกประหลาด" ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่ง

"เมื่อนึกถึงงู มันก็นึกไม่ออกเลยว่าจะมีอะไรในโลกที่เป็นเหมือนงูได้อีก" เธอกล่าว

"ลองนึกถึงการที่ทารกเริ่มคุ้นเคยกับการมองดูสัตว์ต่าง ๆ อย่างเช่น พวกมันเป็นสัตว์ที่มีสี่ขาที่เดินได้ใช่ไหม? แต่งูไม่เป็นแบบนั้น แมงมุมเองก็เคลื่อนที่ด้วยท่าทางแปลกประหลาด ซึ่งพวกเราไม่ชอบอะไรแบบนั้น"

ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่าการที่มนุษย์มีแนวโน้มกลัวสิ่งต่าง ๆ บางอย่างอาจเป็นผลมาจากวิวัฒนาการ

"มนุษย์ในยุคแรก ๆ ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถคาดเดาได้เลย" ซิโด ระบุ

"ความกลัวและโรคกลัวทุกประเภท... ล้วนเคยสมเหตุสมผลในช่วงใดช่วงหนึ่งของวิวัฒนาการมนุษย์ แต่โดยพื้นฐานแล้ว มันได้หมดประโยชน์และไม่สมเหตุสมผลในชีวิตประจำวันของเราอีกต่อไปแล้ว"

A large brown spider hanging on its web, reaching for a black fly that has been caught.

ที่มาของภาพ, Catherine Falls Commercial via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ศ.โลบู กล่าวว่าแมงมุมและงูเคลื่อนที่ในลักษณะที่ทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ

แต่ความโน้มเอียงของวิวัฒนาการต่อการเรียนรู้ที่จะกลัวสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักในทฤษฎีชื่อ ทฤษฎีความพร้อม (preparedness theory) ยังไม่เพียงพอด้วยตัวมันเองที่จะก่อให้เกิดโรคกลัว (phobia) ขึ้นมา

ศ.โลบูอธิบายว่า การมีประสบการณ์ในเชิงลบโดยตรงกับสัตว์หรือวัตถุเป็นหนทางที่ทำให้เกิดความกลัวสัตว์ชนิดนั้นหรือวัตถุนั้น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเรามีความพร้อมโดยธรรมชาติที่จะกลัวมันอยู่แล้ว

แต่เราก็สามารถเกิดความกลัวต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เช่นกันจากการเห็นผู้อื่นเกิดปฏิกิริยาในเชิงลบต่อสิ่ง ๆ นั้น

"คุณจะแสดงปฏิกิริยาทางร่างกายออกมา เมื่อคุณถูกกัด คุณจะรู้สึกตกใจ"

"หลังจากนั้น… แม่ของคุณจะบอกว่า ใช่เลย มันแย่มาก... ซึ่งมันยิ่งเพิ่มโอกาสที่คุณจะเรียนรู้ที่จะกลัวต่อสิ่งนั้น"

ด้วยเหตุผลนี้ โรคกลัวต่อสิ่งต่าง ๆ สามารถที่ส่งต่อผ่านรุ่นต่อรุ่นได้ ศ.เฮิล จากมหาวิทยาลัยเวียนนา กล่าว

ภาพยนตร์และสื่อมีส่วนสร้างภาพให้เรากลัว

เมื่อพิจารณาว่าประสบการณ์มีส่วนกำหนดว่าเราจะกลายเป็นคนที่กลัวบางสิ่งหรือไม่ ศ.โลบูเชื่อด้วยว่าวัฒนธรรมป็อปหรือวัฒนธรรมสมัยนิยมคือปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนต่อการทำให้โรคกลัวงูและแมงมุมพบได้บ่อยขนาดนี้

"ดูอย่างในหนัง หรือในหนังสือสิ" เธอระบุ "มีตอนไหนบ้างที่งูและแมงมุมได้รับบทเป็นผู้ช่วยชีวิต? ไม่เคยมีเลย" เธอกล่าว

A person sitting in an empty cinema facing the screen while covering their eyes.

ที่มาของภาพ, Flashpop via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ศ.โลบูคิดว่าการฉายภาพสัตว์ชนิดต่าง ๆ ในภาพยนตร์และหนังสืออาจมีส่วนต่อการทำให้บางคนรู้สึกกลัวสัตว์ชนิดนั้น

นอกจากนี้ยังอาจมีปัจจัยอื่นที่มีบทบาทเมื่อเป็นกรณีความกลัวสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า โรคกลัวสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ (biophobias)

ซิโด ผู้เชี่ยวชาญในฮังการี ได้ศึกษาว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างสภาพแวดล้อมความเป็นเมืองที่คน ๆ หนึ่งอาศัยอยู่ กับอาการกลัวสัตว์หรือไม่ เขาพบว่ายิ่งพื้นที่มีความเป็นเมืองมากขึ้นเท่าใด โรคกลัวสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติก็ยิ่งพบได้บ่อยขึ้น

"ดูเหมือนว่าคนที่ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติมากกว่า และมีประสบการณ์เกี่ยวกับธรรมชาติมากกว่า มักจะรู้สึกกลัวสัตว์เหล่านี้น้อยกว่า เมื่อพวกเขาอาจบังเอิญเจอสัตว์พวกนั้นเข้า" เขากล่าว

ปัจจุบันผู้คนทั่วโลกมากกว่า 80% อาศัยอยู่ในเขตเมือง ดังนั้นจึงมีเหตุผลที่จะมองว่า การที่โรคกลัวสัตว์พบได้บ่อยนั้น อาจมีความเกี่ยวข้องกับการที่ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเมืองมากขึ้น

ถอนความกลัวออกไป

ผู้เชี่ยวชาญส่วนมากเห็นด้วยกับสองแนวคิดที่ว่า โรคกลัวของเรา เราสามารถเรียนรู้ที่จะเลิกมันได้ และวิธีที่ดีที่สุดในการทำเช่นนั้นคือการค่อย ๆ เผชิญหน้ากับสิ่งที่เรากลัว

"หากคุณรู้สึกว่าคุณเริ่มจะรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อยกับสถานการณ์นั้น มันอาจเป็นความคิดที่ดีที่คุณจะลองฝืนตัวเองหน่อย" ศ.เฮิล กล่าว

ด้าน ศ.โลบู แนะนำว่าให้เริ่มจากการปรับเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อน อย่างเช่นให้ลองดูรูปภาพของสิ่งที่คุณกลัว และเรียนรู้ข้อเท็จจริงในเชิงบวกของสิ่งนั้นก่อนที่จะค่อย ๆ เพิ่มการเผชิญหน้ากับสิ่งนั้นทีละน้อย

แต่หากอาการกลัวนั้นรุนแรงและส่งผลกระทบอย่างมากต่อการใช้ชีวิตของคุณ การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

A person in a yellow coat and beanie hat sitting on top of a camper van looking at a mountain view, with the Sun just above the horizon.

ที่มาของภาพ, Justin Paget via Getty Images

คำบรรยายภาพ, งานวิจัยชี้ว่าคนที่ใช้ชีวิตกลางแจ้งมากกว่าอาจมีแนวโน้มที่จะเกิดความกลัวต่อสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติน้อยกว่า

งานวิจัยของซิโดยังสนับสนุนแนวคิดของการเผชิญหน้ากับสิ่งที่เรากลัวด้วยว่าไม่เพียงแต่ช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะเลิกมีความหวาดกลัวต่อสิ่งนั้น แต่ยังขัดขวางไม่ให้เราพัฒนาความกลัวเหล่านั้นขึ้นมาตั้งแต่แรกอีกด้วย

"ประสบการณ์ส่วนบุคคลเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาให้เกิดความกลัวขึ้นมา" ซิโด อล่าว "หากว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดี เช่นประสบการณ์จากช่วงวัยเด็กหรือการเรียนหรืออะไรทำนองนั้น โดยพื้นฐานแล้วมันทำหน้าที่เป็นปัจจัยที่ป้องกันไม่ให้เกิดความกลัว"

ขณะที่ ศ.โลบู เน้นย้ำว่าความกลัวเป็นเครื่องป้องกันตัวเราและเป็นสิ่งที่ดี และเราสามารถควบคุมความกลัวของเราเองได้

"คุณไม่ได้ถูกกำหนดมาให้มีความกลัวต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ" เธอกล่าว "หากคุณกลัวบางสิ่งบางอย่างและคุณไม่ได้อยากกลัวมัน มันก็มีวิธีแก้อยู่"

โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนไม่รู้ว่าอาการกลัวแมงมุมของผู้เขียนเกิดจากการเรียนรู้มาจากพ่อแม่ ได้รับอิทธิพลมาจากภาพยนตร์ หรือเป็นเพราะไม่ค่อยได้พบเจอพวกมันมากพอ บางทีอาจเป็นเพราะปัจจัยเหล่านี้รวมกันก็ได้ แต่การได้เขียนบทความนี้อาจเป็นก้าวแรกที่จะช่วยให้ผู้เขียนเอาชนะความกลัวดังกล่าวได้