You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
สำรวจเสียงจากโลกใต้น้ำที่มีตั้งแต่ "อาวุธคลื่นเสียง" ไปจนถึงปลาเถียงกัน
ใต้ท้องมหาสมุทร แม่น้ำ และบ่อน้ำ มีโลกที่มีชีวิตชีวาซ่อนอยู่ท่ามกลางเสียงดังคลิก เสียงเปาะแปะ และเสียงขับร้อง
เสียงเหล่านั้นมาจากฝูงปลาที่กำลังโต้เถียงกันเรื่องจุดทำความสะอาดร่างกาย ไปจนถึงเสียงของ "อาวุธคลื่นเสียง" (sonic weapon) ชนิดหนึ่งที่กุ้งใช้เพื่อทำให้เหยื่อช็อก และเสียงอึกทึกของแมลงที่ดังราวกับวงออร์เคสตราบรรเลง
เฮเลน เชอร์สกี นักฟิสิกส์ ผู้ดำเนินรายการแรร์ เอิร์ธ (Rare Earth) ทางบีบีซีเรดิโอ และผู้เขียนหนังสือ บลู แมชชีน (Blue Machine) ที่มีเนื้อหาว่าด้วยบทบาทของมหาสมุทรที่หล่อหลอมโลกของเรา บอกว่าผู้คนบนบกแทบไม่สามารถเข้าถึงเสียงเหล่านี้ได้เลย
"ผิวน้ำมหาสมุทรทำหน้าที่เหมือนกระจกสองทาง เสียงจากอากาศจะลงมากระทบผิวน้ำแล้วสะท้อนกลับขึ้นไปตรง ๆ ส่วนเสียงทั้งหมดใต้น้ำอาจลอยขึ้นมาถึงผิวน้ำได้ แต่ก็จะสะท้อนกลับและลงไปข้างล่างอีกครั้ง ดังนั้นมันจึงไม่เคยหลุดรอดออกมาถึงพวกเราเลย" เธอกล่าว
เสียงสำคัญกว่าสิ่งที่เห็น
การมองเห็นเป็นประสาทสัมผัสหลักของมนุษย์ แต่ในโลกใต้น้ำนั้นมีกฎเกณฑ์แตกต่างกันออกไป
แสงส่องลงไปในน้ำได้ลึกไม่เกิน 200 เมตร และเสียงกลายเป็นวิธีสำคัญที่สัตว์ทะเลใช้ในการนำทาง รวมถึงสื่อสารกัน โดยเฉพาะในระยะทางไกล ๆ
"น้ำเป็นตัวกลางที่ถ่ายทอดเสียงได้ดีมาก" ศาสตราจารย์สตีฟ ซิมป์สัน นักชีววิทยาทางทะเลจาก มหาวิทยาลัยบริสตอลในสหราชอาณาจักร กล่าว "เสียงเดินทางในน้ำได้เร็วกว่าในอากาศราว 4 เท่าครึ่งถึง 5 เท่า"
ผลการศึกษาที่ทีมของเขาดำเนินการเมื่อไม่นานมานี้พบว่า ปลาใช้เสียงเป็นวิธีแรกในการค้นหาแนวปะการัง ส่วนสัญญาณบ่งชี้อื่น ๆ จะเริ่มมีความสำคัญหลังจากนั้น
"เมื่อพวกมันว่ายเข้าใกล้แนวปะการังแล้ว พวกมันก็จะสามารถดมกลิ่นแหล่งอยู่อาศัยเฉพาะประเภทได้ และเมื่อเข้าใกล้ฝูงเดียวกันมากขึ้น พวกมันก็จะมองเห็นกันและกัน" ซิมป์สันกล่าว
พบกับเหล่าผู้สร้างเสียง
สัตว์ทะเลวิวัฒนาการวิธีการส่งเสียงที่น่าทึ่งหลากหลายรูปแบบ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเพิ่มระดับเสียงที่อยู่ใต้น้ำ
วาฬสร้างเสียงโดยการปล่อยอากาศผ่านอวัยวะสำหรับเปล่งเสียงที่มีลักษณะเฉพาะของพวกมัน
"วาฬที่กินอาหารผ่านแผ่นกรองบาลีน ซึ่งรวมถึงวาฬสีน้ำเงิน วาฬฟิน... จะส่งเสียงความถี่ต่ำอันทรงพลังที่สามารถเดินทางข้ามมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ได้" ศ.ซิมป์สันกล่าว
วาฬบางชนิดอาจสามารถ "พูดคุยกันได้จากอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังอีกฟากหนึ่ง หรือจากอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังอีกฟากหนึ่งได้"
ในระดับที่ใกล้กว่านั้น พวกวาฬมีฟันและโลมาใช้เสียงคลิก และเสียงหึ่ง ๆ เพื่อระบุตำแหน่งของตัวเอง ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า "การใช้เสียงสะท้อนเพื่อตรวจจับวัตถุ" (echolocation)
ปลาบางชนิดสั่นสะเทือนถุงลมซึ่งเป็นถุงที่มีอากาศอยู่ภายในลำตัวเพื่อให้เกิดโทนเสียง ขณะที่บางชนิดขบบดฟันหรือกระทบขากรรไกรให้เกิดเสียงคลิก
ส่วนกุ้งมังกรยังสร้างเสียงครูดคราดได้ด้วยการถูส่วนยื่นของหนวดเข้ากับแผ่นสากใต้ดวงตา "เหมือนกับที่นักไวโอลินสีคันชักบนไวโอลิน" ศ.ซิมป์สัน กล่าว
ปลาสลิดหินแอมบอน (Ambon damselfish) เพศผู้ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกได้วิวัฒนาการจนสามารถส่งเสียงแหลมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคล้ายกับเสียงนก เพื่อดึงดูดตัวเมียให้เข้ามาวางไข่ในรังของมัน
ศ.ซิมป์สันบอกว่า นี่เป็นช่วงความถี่ที่แทบไม่มีสัตว์ชนิดอื่นใช้เลย ซึ่งช่วยให้เสียงของมันโดดเด่นท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีเสียงอื้ออึง
"มันเหมือนกับเพื่อนคนหนึ่งที่มีเสียงหัวเราะคุ้นหู ซึ่งแค่ได้ยินคุณก็สามารถรู้ว่าเป็นใครในงานปาร์ตี้ที่มีคนอยู่กันมากมาย"
บางครั้งการเปล่งเสียงก็เกิดขึ้นระหว่างสัตว์ต่างชนิดกันด้วย ทีมงานของ ศ.ซิมป์สัน เพิ่งบันทึกเสียงปลากะพงชนิดหนึ่งกับปลาเทวดาทะเลชนิดหนึ่งกำลังโต้เถียงกัน "เรื่องสิทธิในการใช้สถานีทำความสะอาดใต้ชะง่อนหินเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง"
แม้แต่สัตว์ที่ดูเหมือนไม่ส่งเสียงสำหรับมนุษย์ก็อาจมีส่วนสร้างภูมิทัศน์เสียงใต้น้ำได้ด้วย
ศ.ซิมป์สันบอกว่าในประเทศนิวซีแลนด์ เม่นทะเลใช้เปลือกของมันเป็นเครื่องขยายเสียงตามธรรมชาติ ก่อให้เกิด "เสียงประสานอันน่าทึ่ง" เมื่อมีพวกมันจำนวนมากออกหากินบนแนวหิน และ "สัตว์จำนวนมากสามารถหาแนวชายฝั่งพบได้จากเสียงของเม่นทะเล"
ทว่าสำหรับเขา สัตว์ที่มีความสามารถด้านเสียงอันน่าทึ่งที่สุดคือกุ้งดีดขัน (snapping shrimp)
ศ.ซิมป์สันบอกว่า สัตว์เปลือกแข็งตัวจิ๋วชนิดนี้หุบก้ามด้วยความเร็วสูงราวสายฟ้าแลบ ทำให้เกิดฟองอากาศที่ยุบตัวภายใต้แรงดัน จนสร้าง "เสียงระเบิดดังกึกก้อง" ที่มีอุณหภูมิราว 3,000 องศาเซลเซียสและแม้แต่แสงวาบขึ้นมาด้วย
เสียงดังกล่าวสามารถทำให้เหยื่อมึนงงได้ และ ศ.ซิมป์สันอธิบายว่ามันคือ "อาวุธคลื่นเสียงที่น่าทึ่งที่สุด"
ไม่ใช่เพียงสัตว์ทะเลเท่านั้นที่ส่งเสียงได้ ในบ่อน้ำ ทะเลสาบ และแม่น้ำก็อาจเป็นสถานที่ที่มีเสียงอึกทึกเช่นกัน
ดร.แจ็ก กรีนฮาล์ก นักนิเวศวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงจาก ม.แมกกิลล์ในแคนาดา บอกว่าแมลงน้ำ (aquatic insects) สามารถสร้างเสียงได้ด้วยการถูส่วนที่แข็งของร่างกายเข้าด้วยกัน
เขาบอกว่าแมลงน้ำจืดชนิดหนึ่งที่เรียกว่า มวนกรรเชียงแคระ (pygmy water boatman) "สามารถสร้างเสียงที่ดังที่สุดในอาณาจักรสัตว์ได้ เมื่อเทียบกับขนาดลำตัวที่เล็กมากของมัน"
ด้วยความยาวเพียงประมาณ 2 มิลลิเมตร มันสามารถสร้างเสียงได้ดังราว 100 เดซิเบล ด้วยการ "ถูอวัยวะเพศของมันกับส่วนท้อง" กรีนฮาล์กเปรียบเทียบระดับเสียงของแมลงชนิดนี้ว่ามีเสียงเหมือนราวกับการนั่งอยู่แถวหน้าของคอนเสิร์ตวงออร์เคสตรา
สิ่งที่อาจน่าประหลาดใจที่สุด คือ พืชน้ำและสาหร่ายใต้น้ำก็ดูเหมือนจะส่งเสียงขณะสังเคราะห์แสงด้วยเช่นกัน
"ในฐานะชุมชนนักวิจัย เรายังไม่แน่ใจทั้งหมดว่าพวกมันทำได้อย่างไร" กรีนฮาล์ก กล่าว
เขาบอกด้วยว่า เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับฟองออกซิเจนที่พวกมันปล่อยออกมา ซึ่งก่อให้เกิด "เสียงติ๊ก ๆ ที่บ้าคลั่ง" ที่ชวนให้นึกถึงมือกลองวงดนตรีแจ๊สคนหนึ่ง
การเปลี่ยนแปลงของเสียงใต้น้ำ
ถึงกระนั้น เสียงที่มนุษย์สร้างขึ้นก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์เสียงใต้น้ำได้เช่นกัน
เชอร์สกีชี้ไปที่งานวิจัยที่วิเคราะห์ระดับฮอร์โมนความเครียดคอร์ติซอล (cortisol) ที่อยู่ในตัวอย่างขี้หูของวาฬไร้ฟันตลอดช่วงศตวรรษที่ 20
ระดับคอร์ติซอลดูเหมือนจะผันผวนสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นและลดลงของการล่าวาฬในระดับอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ว่า "การล่าวาฬจะลดลง [เพราะ] มนุษย์กำลังยุ่งอยู่กับการฆ่ากันเอง" แต่ระดับคอร์ติซอลกลับอยู่ในระดับสูง
เชอร์สกีกล่าวว่า เป็นไปได้ว่าวาฬอาจเผชิญความเครียดจาก "เสียงของการสู้รบในทะเล เสียงปืน ระเบิด เรือพิฆาต เครื่องบินตก และอาจรวมถึงเสียงโซนาร์"
ด้าน ศ.ซิมป์สันบอกว่า เรือขนส่ง เรือประมง และเรือยนต์จำนวนมหาศาล ตลอดจนกิจกรรมนอกชายฝั่งต่าง ๆ เช่น การขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ ล้วนก่อให้เกิด "ความเครียดต่อสัตว์ทุกระดับ" และส่งผลกระทบต่อกิจกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่การตรวจจับผู้ล่าไปจนถึงความสำเร็จในการผสมพันธุ์
ที่แนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef) ทีมของเขาพบว่าการสัญจรของเรือใกล้แนวปะการังมีความเชื่อมโยงกับ "อัตราการสืบพันธุ์ของปลาที่ลดลงประมาณ 40%" ขณะที่การย้ายเส้นทางเดินเรือให้ออกห่างออกไป กลับช่วยฟื้นฟู "เขตอนุรักษ์ทางเสียง" ของแนวปะการังได้อีกครั้ง
การทำความเข้าใจว่ามนุษย์กำลังสร้างผลกระทบต่อภูมิทัศน์เสียงตามธรรมชาติอย่างไรจะทำให้เราสามารถพยายามจำกัดผลกระทบจากเราได้และใช้เสียงเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางบวกได้เช่นกัน
นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาว่า ม่านฟองอากาศซึ่งอาจรวมถึงฟองอากาศจากแหล่งธรรมชาติอย่างป่าสาหร่ายเคลป์ สามารถช่วยปกป้องสิ่งมีชีวิตในทะเลจากมลพิษทางเสียงในพื้นที่อย่างเช่นท่าเรือได้หรือไม่
ศ.ซิมป์สันบอกว่าเมื่อแนวปะการังได้รับความเสียหายจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ระดับเสียงของมันอาจลดลง "เหลือเพียงประมาณ 1 ใน 4 ของระดับเดิม" เนื่องจากสัตว์ที่เป็นแหล่งกำเนิดเสียงย้ายออกไปหรือตายลง
"เสียงปุ๊ป๊ะ เสียงคลิก เสียงน้ำไหล เสียงคล้ายแตร เสียงแหบแห้งทั้งหมดหายไป เหลือเพียงเสียงแตกเป๊าะที่น่าเศร้าเป็นครั้งคราว ซึ่งทำให้เรารู้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีแนวปะการังอยู่ตรงนั้น"
เพื่อแก้ปัญหานี้ นักวิจัยได้ทดลองเปิดบันทึกเสียงของแนวปะการังที่สมบูรณ์ผ่านลำโพงใต้น้ำ
"เราสามารถฟื้นฟูระบบเสียงแวดล้อมกลับคืนมาและเริ่มดึงดูดสิ่งมีชีวิตทางทะเลรุ่นถัดไปให้กลับเข้ามาได้" ศ.ซิมป์สันกล่าว
พวกเราส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินเสียงคลิก เสียงปะทุ และเสียงประสานของโลกใต้น้ำเลย แต่ด้วยการรับฟังอย่างใกล้ชิดมากขึ้น นักวิจัยหวังว่าจะเข้าใจว่าระบบนิเวศเหล่านี้ทำงานอย่างไร รวมถึงทราบถึงวิธีปกป้องพวกมันได้ดียิ่งขึ้นด้วย
ดัดแปลงจากตอนหนึ่งของรายการ แรร์ เอิร์ธ (Rare Earth) ทางบีบีซีซาวด์ส (BBC Sounds) และรายงานเพิ่มเติมโดยลารา โอเวน