"ฉันไม่มีขา แต่ฉันก็ทำได้" ทะลุขีดจำกัดกับไฮร็อกซ์ เรื่องราวจากผู้ที่ชนะทั้งร่างกายและการแข่งขัน

Napasin Samkaewcham/BBC Thai

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/BBC Thai

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 15 นาที

ท่ามกลางผู้เข้าแข่งขันไฮร็อกซ์ (Hyrox) หลายหมื่นคนที่มารวมตัวกันระหว่างวันที่ 13-16 ส.ค. ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ภัทรา กรังพานิชย์ คือหญิงไทยคนแรกและคนเดียวที่ลงแข่งในรุ่น Adaptive ซึ่งหมายถึงรุ่นการแข่งขันที่ปรับกฎกติกาให้เข้ากับนักกีฬาที่พิการ

"จริง ๆ แล้วที่เราทำทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร มันก็เป็นเรื่องที่มีคน ๆ หนึ่งบนโลกทำเหมือนกัน" ภัทรา หญิงไทยวัย 29 ปีซึ่งลงแข่งในดิวิชันย่อยประเภท Seated with hip function หรือกลุ่มนักกีฬาที่ยืนไม่ได้ แต่ยังสามารถขยับสะโพกได้ กล่าวกับบีบีซีไทย

ในการแข่งไฮร็อกซ์ครั้งเดียวกัน อามีร์ ซานเชซ อาฮิด และเคนต์ มันดาเว ตูมางัน ก็บินตรงมาจากฟิลิปปินส์เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันรุ่น Adaptive ประเภทชายคู่เช่นเดียวกัน

Participants run as they start the Hyrox fitness race at the Bangkok International Trade and Exhibition Centre (BITEC) in Bangkok on March 21, 2026. (Photo by Amaury PAUL / AFP via Getty Images)

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, (แฟ้มภาพ) การแข่งขันไฮร็อกซ์ กรุงเทพฯ รอบเดือน มี.ค. 2026

ไฮร็อกซ์ ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬาที่ผสมผสานการวิ่งเข้ากับการออกกำลังกายตามฐานต่าง ๆ เริ่มต้นขึ้นในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ในปี 2560 ก่อนที่กระแสความนิยมจะพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วโลก จนมีการประเมินกันว่าจะมีผู้เข้าร่วมและจบการแข่งขันสูงถึง 1.3 ล้านคน ภายในปี 2569 นี้

บีบีซีไทยชวนผู้อ่านไปรู้จักกับเรื่องราวของคนธรรมดา ที่เพิ่งเข้าร่วมการแข่งขันที่เต็มไปด้วยคนดัง ดารา อินฟลูเอนเซอร์สายกีฬาหรือสายอื่น ๆ อีกมากมาย ว่าทำไมเรื่องราวของพวกเขาถึงสร้างแรงสั่นสะเทือนได้ไม่แพ้เรื่องราวของใคร ๆ

อุบัติเหตุเมื่ออายุ 16 ปี

 ภัทรา กรังพานิชย์

ที่มาของภาพ, ภัทรา กรังพานิชย์

คำบรรยายภาพ, ภัทรา กรังพานิชย์ ใช้ชีวิตตามประสาเด็กวัยรุ่นมาจนถึงวันที่เธอประสบอุบัติเหตุโดนรถพ่วงทับขาทั้งสองข้าง

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2556 ภัทรา ในวัย 16 ปี ซึ่งเกิดและเติบโตมาใน จ.สุพรรณบุรี ใช้ชีวิตตามปกติของเธอ ก่อนที่วันหนึ่งเธอได้ขับรถจักรยานยนต์ใกล้กับรถพ่วงและประสบอุบัติเหตุโดนล้อรถพ่วงทับขาทั้งสองข้าง

เราแทบไม่ต้องถามว่าเรื่องราวต่อจากนั้นเป็นอย่างไร ภัทราซึ่งนั่งให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยที่ยิมซึ่งเธอใช้ฝึกซ้อมร่างกายก่อนลงแข่งไฮร็อกซ์ก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมาอย่างสบาย ๆ

เธอบอกว่าอาจเป็นเพราะตอนนั้นตัวเองยังเด็กจึงไม่ได้โศกเศร้าเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากนัก และเพราะตอนนั้นเธอใช้เวลาพักรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยวิกฤต (ไอซียู) เป็นระยะเวลาหนึ่ง สิ่งที่อยู่ในหัวของเธอตอนนั้นจึงมีแค่ความเป็นกับความตายเท่านั้น

ภัทราที่วันนี้อยู่ในวัย 29 ปี เล่าต่อไปว่า วันหนึ่งตอนที่เธอยังอยู่ในห้องไอซียู แพทย์ที่รักษาเธอเดินเข้ามาแล้วพูดกับเธอว่า "'รักแม่ไหม อยากอยู่กับแม่ไหม ถ้าเกิดรัก เราต้องตัดขานะ' เราก็ทำได้แค่กระพริบตา"

 ภัทรา กรังพานิชย์

ที่มาของภาพ, ภัทรา กรังพานิชย์

คำบรรยายภาพ, "เรารู้สึกว่าเราไม่อยากทำให้เขาเสียใจไปมากกว่านี้แล้ว เราก็อยากให้เขารู้ว่าเราสู้ เราก็ขอกระดาษมาเขียนว่า 'ไม่เป็นไรนะ หนูยังไหว'" ภัทราเล่า

ตอนแรกแพทย์ตัดขาของเธอเพียงข้างเดียว แต่ก็เกิดการติดเชื้อขึ้นมาอีกจนสุดท้ายทีมแพทย์ตัดสินใจตัดขาทั้งสองข้าง และตัดสูงขึ้นมาเหนือเข่าค่อนข้างมาก

ตลอดช่วงสัปดาห์แรกหลังตัดขา ภัทราเล่าว่าพ่อและแม่ของเธอเข้ามาดูแลอยู่ตลอดไม่ห่างกาย แต่ทุกครั้งที่เห็นลูกตัวเอง ทั้งคู่ก็ร้องไห้ออกมาตลอดเวลา

แม้จะเพิ่งอายุ 16 ปี แต่เธอก็รับรู้ความรู้สึกทุกข์ทรมานของผู้เป็นพ่อแม่ได้เป็นอย่างดี จนพาลไปรู้สึกว่าเป็นเธอที่ผิดเองที่ทำให้พวกเขาต้องเสียใจถึงขนาดนี้

"เรารู้สึกว่าเราไม่อยากทำให้เขาเสียใจไปมากกว่านี้แล้ว เราก็อยากให้เขารู้ว่าเราสู้ เราก็ขอกระดาษมาเขียนว่า 'ไม่เป็นไรนะ หนูยังไหว'" เธอเล่า พร้อมฉายภาพว่าตอนนั้นตัวเองยังต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ และมีท่อต่าง ๆ ระโยงระยางเต็มไปหมดจนพูดไม่ได้

ภัทราเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า แม้จะตัดขาออกไปแล้ว เธอก็ยังไม่มีเวลามาตกตะกอนคิดว่า "คนพิการคืออะไร หรือตัดขาออกไปแล้ว จะทำอะไรได้หรือไม่ได้" เธอเพียงแค่พยายามทำอะไรเป็นขั้นเป็นตอน พยายามสร้างกล้ามเนื้อฝึกความแข็งแรงของแขนเพื่อให้ดูแลตัวเองได้บ้าง

หลังผ่านประสบการณ์เฉียดตายมาได้ เธอยังต้องใช้เวลาพักฟื้นที่โรงพยาบาลอยู่อีกราว 2-3 เดือน และห้วงเวลาไม่นานก่อนที่จะได้กลับบ้าน ภาพยนตร์ไทยเรื่อง "พี่มาก... พระโขนง" ก็เข้าโรงภาพยนตร์พอดี

เธออยากไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้มาก จึงขออนุญาตทีมแพทย์และพยาบาลให้แม่พาเธอออกไปดู สุดท้ายเมื่อออกไปสู่สังคมจริงที่ไม่ใช่โรงพยาบาลครั้งแรก ภัทราไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เรื่องนั้นแม้แต่นิดเดียว เพราะแทนที่เธอจะได้ไปดูหนังเรื่องหนึ่ง เธอกลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกคนอื่น "ดู" แทน

 ภัทรา กรังพานิชย์

ที่มาของภาพ, ภัทรา กรังพานิชย์

คำบรรยายภาพ, ภัทรากลับไปศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายต่อจนจบหลังเธอประสบอุบัติเหตุ และบอกกับบีบีซีไทยว่าเธอได้รับกำลังใจอย่างดีจากเพื่อน ๆ และอาจารย์ที่โรงเรียน

"เรารู้สึกว่าทุกสายตาที่อยู่ในห้างมองเรามาหมดเลย มันหลากหลายความรู้สึกมาก ที่เขามองมามีทั้งแบบสงสัย สงสาร เป็นอะไร ชื่นชม หรือยิ้ม มันไม่เหมือนกับเราอยู่โรงพยาบาล ถ้าอยู่โรงพยาบาลเรานั่งวีลแชร์มันเหมือนคนไข้ทั่วไป แต่พอเราไปอยู่ข้างนอก เป็นการออกโลกครั้งแรก มันก็ทำให้เรารู้สึกว่าทำไมเราถึงเป็นจุดสนใจ ทั้ง ๆ ที่ ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครมองอย่างนี้"

ในวัยนั้นเธอรู้สึกผิดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นและไม่รู้ว่าจะจัดการกับความรู้สึกหรือสายตาที่ผู้คนมองมาอย่างไร แต่แล้วไม่นานเธอก็คิดออกว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป

พาตัวเองไปให้สังคมได้มองแบบเต็มที่

 ภัทรา กรังพานิชย์

ที่มาของภาพ, ภัทรา กรังพานิชย์

คำบรรยายภาพ, "เราจะออกไปให้เขาเห็น เราต้องออกไปข้างนอกบ่อย ๆ เขาจะได้เห็น เขาจะได้ชิน แล้วเขาก็จะได้มองเป็นเรื่องปกติ" กล่าว

หลังจากที่ภัทราออกไปเผชิญกับโลกภายนอกครั้งแรกที่โรงภาพยนตร์หลังสูญเสียขาทั้งสองข้าง จากเหตุการณ์ครั้งนั้นเธอกลับมาตกตะกอนและคิดว่าที่ผู้คนมองมายังเธออย่างมากมายอาจเป็นเพราะ "เขาไม่เคยเห็น" จึงเป็นที่มาที่ทำให้เธอเปลี่ยนความคิดบางอย่าง

"เราจะออกไปให้เขาเห็น เราต้องออกไปข้างนอกบ่อย ๆ เขาจะได้เห็น เขาจะได้ชิน แล้วเขาก็จะได้มองเป็นเรื่องปกติ"

หลังจากตัดสินใจเช่นนั้นได้ เส้นทางต่อไปของเธอก็เต็มไปด้วยเรื่องราวโลดโผนแบบที่ผู้อ่านอาจคาดไม่ถึงเลยว่า ก่อนที่หลายคนจะมารู้จักเธอเพราะไฮร็อกซ์ เธอสร้างชื่อเสียงไม่ใช่แค่ให้กับตัวเอง แต่เป็นตัวแทนระดับชาติของไทยมาแล้ว

หลังออกจากโรงพยาบาลและกลับไปเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ช่วงปิดเทอมเธอจะเดินทางมายังโรงพยาบาลศิริราชเพื่อฝึกใช้ขาเทียมเป็นประจำ ในตอนนั้นแพทย์ที่ดูแลเธอถามภัทราขึ้นมาว่าเธออยากทำอะไรได้อีกไหม เธอจึงตอบไปว่าอยากฝึกว่ายน้ำ จะได้ช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น

หลังจากเริ่มฝึกไปได้ไม่นาน ก็มีแพทย์ที่เธอรู้จักอีกคนหนึ่งมาบอกกับเธอว่ากำลังจะมีการคัดตัวนักกีฬาไปแข่งอาเซียนพาราเกมส์ที่สิงคโปร์ ปี 2558 ซึ่ง ณ ตอนนั้นเธอเพิ่งหัดว่ายน้ำมาได้ไม่ถึงครึ่งปี แต่เธอก็เลือกที่จะตอบตกลงไปคัดตัว ซึ่งผลออกมาภัทราสามารถผ่านเข้าไปติดทีมชาติเป็นนักกีฬาหน้าใหม่ ตอนที่เธอเรียนอยู่ชั้น ม. 6

 ภัทรา กรังพานิชย์

ที่มาของภาพ, ภัทรา กรังพานิชย์

คำบรรยายภาพ, ภัทรา ได้รับคัดเลือกเป็นนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติ สำหรับผู้พิการ หลังเธอเริ่มหัดว่ายน้ำได้เพียงครึ่งปีเท่านั้น

หลังติดทีมชาติครั้งแรกในการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ 2558 ที่สิงคโปร์ ภัทราคว้า 2 เหรียญทองแดงว่ายน้ำฟรีสไตล์ 50 ม. และ 100 ม. จากอาเซียนพาราเกมส์ 2560 ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ก่อนจะคว้าเหรียญทองแดงเพิ่มอีก 2 เหรียญในอาเซียนพาราเกมส์สองครั้งต่อจากนั้น ก่อนที่เธอจะวางมือชั่วคราวจากการแข่งขัน

ภัทราเสริมว่าสำหรับนักกีฬาทีมชาติผู้พิการ ไม่มีกฎบังคับว่าอายุเกินเท่าใดถึงลงแข่งไม่ได้ สำหรับพวกเขาหากร่างกายพร้อม ฝึกซ้อมถึง และผ่านการคัดเลือกก็สามารถลงแข่งเป็นตัวแทนประเทศได้เสมอ

ระหว่างที่ซ้อมว่ายน้ำอยู่นั้น ไม่ว่าใครจะชวนภัทราไปทำอะไรเธอก็ตอบตกลงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งมาราธอนทั้งแบบที่มีประเภทการแข่งขันสำหรับผู้นั่งวีลแชร์หรือไม่มีเธอก็ลงแข่งกับเขา จนภายในระยะเวลาครึ่งปี เธอก็ฝึกซ้อมร่างกายจนสามารถจบการแข่งขันฟูลมาราธอน 42 กิโลเมตรได้

 ภัทรา กรังพานิชย์

ที่มาของภาพ, ภัทรา กรังพานิชย์

เท่านั้นยังไม่พอ เธอยังทั้งไปปีนผา เล่นเวคบอร์ด ลงแข่งไตรกีฬา ไปจนถึงดำน้ำสกูบา (scuba) ประเภทวีลแชร์ ซึ่งเธอไปสอบรับประกาศนียบัตรการดำน้ำสกูบาขั้นสูงที่มัลดีฟส์มาแล้ว หรือแม้กระทั่งการฝึกพาราไกลดิ้ง (paragliding) หรือร่มร่อน ในฐานะผู้หญิงที่นั่งวีลแชร์คนแรกของประเทศไทย

 ภัทรา กรังพานิชย์

ที่มาของภาพ, ภัทรา กรังพานิชย์

"คติส่วนตัวของหนูเลยก็คือยอมรับตนเอง ยอมรับว่าเราเป็นคนพิการ ยอมรับว่าเราทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ บางอย่างเราแค่ลองทำก่อน… แล้วเราก็ต้องรู้จักให้โอกาสตัวเอง เวลามีใครมาชวนทำอะไร เราก็ทำ มันคือโอกาสที่เราจะได้ลองอะไรใหม่ ๆ" ภัทรากล่าว

 ภัทรา กรังพานิชย์

ที่มาของภาพ, ภัทรา กรังพานิชย์

ภัทราไม่ได้ลองแค่กิจกรรมโลดโผนเท่านั้น แค่เพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนการแข่งขันไฮร็อกซ์ เธอเพิ่งคว้ารางวัลชนะเลิศในการประกวดมิส วีลแชร์ ไทยแลนด์ 2026 (Miss Wheelchair Thailand 2026)

ในรอบ 12 คนสุดท้าย ซึ่งจะคัดให้เหลือผู้ประกวด 6 คน ภัทราต้องตอบคำถามว่า หากเธอสามารถเปลี่ยนทัศนคติคนไทยได้หนึ่งอย่างเธอจะเปลี่ยนอะไร

"ถ้าเปลี่ยน... ก็อยากให้ทุกคนมองคนพิการเป็นเหมือนคนทั่วไป ไม่มองด้วยการตีกรอบ ไม่มองด้วยการจำกัดขีดความสามารถของคนพิการ ให้มองเป็นเพื่อน เป็นคนทั่วไปที่ไม่ได้แตกต่าง" ภัทราเล่าถึงสิ่งที่เธอตอบบนเวทีวันนั้น

ส่วนคำถามรอบสุดท้ายเพื่อคัดเลือกผู้ชิงชนะเลิศ กรรมการถามเธอว่า คนทั่วไปมักมองว่าความพิการไม่ใช่อุปสรรค แต่ความจริงนั้นสุดท้ายความพิการคืออุปสรรคอยู่ดี แล้วเราจะตอบเขาด้วยความจริงหรือว่าตอบด้วยความหวัง

จากคำถามนี้ ภัทราตอบแบบสั้นและกระชับว่า เธอจะตอบด้วยความจริง แต่ว่าจะมุ่งหน้าใช้ชีวิตอย่างมีความหวัง

 ภัทรา กรังพานิชย์

ที่มาของภาพ, ภัทรา กรังพานิชย์

คำบรรยายภาพ, "ถ้าเปลี่ยน... ก็อยากให้ทุกคนมองคนพิการเป็นเหมือนคนทั่วไป ไม่มองด้วยการตีกรอบ ไม่มองด้วยการจำกัดขีดความสามารถของคนพิการ ให้มองเป็นเพื่อน เป็นคนทั่วไปที่ไม่ได้แตกต่าง" ภัทราเล่าถึงสิ่งที่เธอตอบบนเวทีวันนั้น

เรื่องราวของผู้แข่งขันจากฟิลิปปินส์

ไกลออกไปจากประเทศไทยราว 2,000 กิโลเมตร อามีร์ ซานเชซ อาฮิด ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับถึงกรุงมะนิลา เมืองหลวงของฟิลิปปินส์ หลังเข้าแข่งขันกีฬาไฮร็อกซ์ในประเทศไทยร่วมกับเคนต์ มันดาเว ตูมางัน พาร์ทเนอร์ของเขาเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า ทั้งเขาและเคนต์เสียขาข้างหนึ่งของตัวเองไปจากโรคมะเร็งกระดูกออสทีโอซาร์โคมา (Osteosarcoma) ซึ่งเป็นมะเร็งชนิดหายาก โดยในสหรัฐอเมริกา มีการวินิจฉัยผู้ป่วยรายใหม่ของมะเร็งชนิดนี้ราว 1,000 รายต่อปี และส่วนใหญ่จะพบในเด็กอายุตั้งแต่ 10 ปี จนถึงผู้ใหญ่อายุ 30 ปี

อามีร์ในวัย 30 ปี บอกว่าเขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ตอนที่เขาอายุได้ 13 ปี ส่วนเคนต์พบว่าเป็นโรคเดียวกันตอนที่อายุได้ราว 17 ปี

Ameer Sanchez Ahid/Kent Mandawe Tumangan

ที่มาของภาพ, Ameer Sanchez Ahid/Kent Mandawe Tumangan

อามีร์เล่าว่าการรักษามะเร็งกระดูกในฟิลิปปินส์ตอนนั้นถือเป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะยาและแนวทางการรักษายังไม่ได้รับการวิจัยและพัฒนาอย่างกว้างขวางเหมือนในปัจจุบัน อีกทั้งมะเร็งชนิดที่ทั้งคู่เป็น เป็นประเภทลุกลามเร็ว สุดท้ายหลังเข้ารับคีโมถึง 5 รอบ เขาก็เข้ารับการผ่าตัดขา ก่อนที่จะเข้ารับคีโมอีกหนึ่งครั้ง รวมระยะเวลารักษาตัวราวสองปี ก่อนแพทย์จะยืนยันว่าเขาปลอดจากมะเร็งแล้ว

อามีร์ในวัยผู้ใหญ่เล่าย้อนความกลับไปถึงเรื่องราวในอดีตว่า เขาเป็นเด็กที่รักกีฬามาก และเคยออกไปวิ่งจ็อกกิ้งกับพ่อทุกเช้าในหมู่บ้านที่เขาเติบโตขึ้นมา เพราะเขามีความฝันอยากติดทีมกรีฑาของโรงเรียน

ทว่าเมื่อมะเร็งมาเยือน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด และมันเป็นเรื่องยากมากสำหรับเขาที่จะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ทว่าสุดท้ายทั้งเขาและเคนต์ต่างก็รู้สึกว่าตัวเอง "โชคดีมากที่สามารถรอดชีวิตมาได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะแม้ว่าโรคนี้อาจทำให้ร่างกายของเราเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ผมคิดว่าการได้ผ่านพ้นและรอดชีวิตจากมะเร็งกระดูกมาได้ กลับเปิดโอกาสมากมายให้กับชีวิตของเราในตอนนี้"

Ameer Sanchez Ahid

ที่มาของภาพ, Ameer Sanchez Ahid

คำบรรยายภาพ, อามีร์บอกว่าเขาเคยเป็นเด็กที่แอคทีฟคนหนึ่ง

จากเด็กที่เคยมีวิถีชีวิตที่แอคทีฟมาก ๆ อามีร์ห่างหายจากเส้นทางกีฬาไปถึง 6 ปีเต็ม และนั่นเป็นตอนที่เขาศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษาแล้ว

อามีร์เรียนต่อด้านสถาปัตยกรรมและหลังจากการสอบกลางภาคเรียนครั้งหนึ่งที่เต็มไปด้วยความเครียดและสารพัดเส้นตายที่ซ้อนทับกัน อาจารย์ที่สอนก็ชวนเขาและนักเรียนคนอื่น ๆ ไปปีนเขาเพื่อผ่อนคลาย

เขาถามอาจารย์คนนั้นกลับไปว่า "ผมจะทำได้เหรอ" ซึ่งอาจารย์คนนั้นก็ตอบกลับมาว่า "ทำไมจะไม่ได้"

สุดท้ายแล้วอามีร์จึงลองไปปีนเขาครั้งนั้นและค้นพบว่าเขาชอบกิจกรรมนี้อย่างมาก จนกลับมาตั้งชมรมและฝึกซ้อมร่างกายเป็นประจำเพื่อสร้างความแข็งแรง จากนั้นเขาก็ไม่เคยหยุดท้าท้ายตัวเองอีกเลย

Ameer Sanchez Ahid

ที่มาของภาพ, Ameer Sanchez Ahid

คำบรรยายภาพ, "แม้ว่าจะยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่มองเรา หรือคอยจับตามองเวลาที่เราทำอะไรบางอย่าง ซึ่งผมเข้าใจว่าคนส่วนใหญ่มีเจตนาดีและเป็นห่วงเรา แต่บางครั้งก็มีคนที่คอยสังเกตหรือเฝ้ามองเราเป็นพิเศษทุกครั้งที่เราทำอะไร…" อามีร์กล่าว

เขาต่อยอดไปสู่การแข่งพายเรือมังกร (dragon boat) ซึ่งเป็นกีฬาพายเรือที่ได้รับความนิยมในฟิลิปปินส์ และนั่นเองก็เป็นสถานที่ที่ทำให้เขาได้พบกับเคนต์เป็นครั้งแรก เพราะเส้นทางของเคนต์ก็พาให้เขากลายมาเป็นตัวแทนนักกีฬาพายเรือมังกรจากนครเซบู จังหวัดเซบู เขตกิตนางคาบีซายาอัน ประเทศฟิลิปปินส์ เช่นเดียวกัน

ไม่เพียงเท่านั้น อามีร์ยังตัดสินใจฝึกซ้อมเพื่อลงแข่งวิ่งวิบาก และการแข่งนั้นเองก็ทำให้เขาได้ตระหนักถึงความจริงที่ว่าเขาสามารถวิ่งได้อีกครั้งหนึ่ง แม้จะต้องใช้ไม้ค้ำยันก็ตาม

"มันเป็นความรู้สึกที่ซาบซึ้งมาก เพราะก่อนหน้านั้นผมเคยรู้สึกท้อแท้และหมดหวังอยู่เหมือนกัน คิดว่าตัวเองคงไม่มีวันวิ่งได้อีกแล้วหลังจากสูญเสียขาไป แต่แล้วผมก็ได้มาถึงช่วงเวลาที่สามารถวิ่งได้อีกครั้ง อาจจะไม่เร็วเท่าตอนที่ยังมีขาทั้งสองข้าง แต่ผมกลับรู้สึกว่าตอนนี้ผมอาจจะวิ่งได้เร็วกว่าเดิมในอีกแง่หนึ่งเสียด้วยซ้ำ" อามีร์กล่าว และบอกว่าการออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพช่วยให้เขากลับมามีความมั่นใจในตัวเองอีกครั้ง

เมื่อไฮร็อกซ์มาถึง แต่ละคนเตรียมตัวอย่างไร

ข้าม Instagram โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Instagram

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Instagram เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Instagram และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Instagram ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน: บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่มาจากภายนอก

สิ้นสุด Instagram โพสต์

หมายเหตุ: บีบีซีไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ที่มาจากภายนอก

สำหรับอามีร์ ไฮร็อกซ์ที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับสถาปนิกหนุ่มผู้ที่ชื่มชอบในกีฬาโลดโผนอยู่แล้ว

เขาเริ่มลงแข่งไฮร็อกซ์ครั้งแรกที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ โดยลงแบบเดี่ยวชาย ประเภท Adaptive ซึ่งเพื่อนของเขาเป็นคนซื้อตั๋วให้

เนื่องจากทั้งอามีร์และเคนต์มีร่างกายที่แข็งแรงอยู่แล้วจากกิจกรรมกีฬาที่พวกเขาฝึกซ้อมเป็นประจำ และลงแข่งขันจริงอย่างเรือมังกร ทำให้ทั้งคู่มีพื้นฐานร่างกายที่แข็งแรงอยู่แล้วทั้งคู่จึงใช้เวลาแค่ราว 4 สัปดาห์ ในการฝึกซ้อม

"ปกติพวกเราก็พายเรือมังกร วิ่ง และฝึกกีฬาแนวอุปสรรคอยู่แล้ว ดังนั้นก่อนแข่งที่ไฮร็อกซ์กรุงเทฯ เราแค่ปรับการฝึกให้เฉพาะทางมากขึ้นเล็กน้อยในช่วง 4 สัปดาห์สุดท้ายเท่านั้น" อามีร์ เล่า

Napasin Samkaewcham/BBC Thai

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ภัทราฝึกซ้อมร่างกายราว 3 เดือน ก่อนลงแข่งไฮร็อกซ์

ส่วนภัทรา แม้จะมีพื้นฐานการเป็นอดีตนักกีฬาทีมชาติ แต่เธอก็วางมือจากวงการไปสักพักแล้ว และต้องใช้เวลาฝึกซ้อมอยู่ราว 3 เดือน โดยมีเทรนเนอร์พิเศษส่วนตัวคือ ยิ่งศักดิ์ ประเสริฐศรี ซึ่งเป็นสามีของเธอ

ยิ่งศักดิ์ไม่ได้เพิ่งฝึกซ้อมให้กับภัทราตอนที่เธอตัดสินใจจะลงแข่งไฮร็อกซ์ แต่เขาฝึกซ้อมให้เธอมาตั้งแต่ตอนที่เธอยังแข่งขันว่ายน้ำระดับชาติ เพราะเส้นทางเดินของทั้งคู่ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยที่ภัทราเก็บตัวฝึกซ้อมช่วงเป็นนักกีฬาทีมชาติเมื่อหลายปีที่แล้ว

Napasin Samkaewcham/BBC Thai

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/BBC Thai

ในการเตรียมพร้อมร่างกายและฝึกซ้อมสำหรับรลงแข่งไฮร็อกซ์ครั้งที่ผ่านมา ยิ่งศักดิ์ก็คอยเป็นเทรนเนอร์ให้กับภัทราด้วย

โปรแกรมการฝึกซ้อมของภัทราแบ่งเป็นวันซ้อมยกน้ำหนัก กับวันซ้อมท่าสำหรับฐานต่าง ๆ ของการแข่งไฮร็อกซ์โดยเฉพาะ

สำหรับนักกีฬารุ่น Adaptive ภัทราต้องศึกษาและขอคำชี้แจงจากฝั่งผู้จัดงานอยู่บ้างในช่วงก่อนการแข่งขันเพื่อจะได้เตรียมตัวให้พร้อม เนื่องจากลักษณะความพิการของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนจะมีความเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป

"ตัวอย่างหรือว่าคลิปวิดีโอที่เราเห็นของเพื่อน ๆ ที่เป็นคนพิการต่างประเทศที่เขาเคยแข่ง เขาก็มีขากันหมด แต่ว่าพอเราไม่มี การทรงตัวมันไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็มีต้องทักไปถามเขา" ภัทรากล่าวกับบีบีซีไทย

 ภัทรา กรังพานิชย์

ที่มาของภาพ, ภัทรา กรังพานิชย์

คำบรรยายภาพ, ยิ่งศักดิ์คอยอยู่เคียงข้างภัทราตลอดการแข่งขันไฮร็อกซ์

เมื่อถึงวันแข่งขันจริงและภัทราสามารถจบการแข่งขันได้ด้วยระยะเวลาจริงราว 1:30 ชั่วโมง ทว่าเธอโดนปรับจากการวิ่งที่ผิดพลาดจนมีเวลารวมเป็น 2:20:55 ชั่วโมง แต่สามีอย่างยิ่งศักดิ์ที่คอยเข้าไปเป็นผู้ช่วยเธอตลอดการแข่งขันโดยไม่ห่าง เผยว่าเขานั้น "ดีใจอย่างมาก" โดยเฉพาะในฐานสุดท้ายคือฐานโยนลูกบอลสูงเข้าหาผนังหรือที่เรียกว่า "วอลล์บอล" ที่เธอได้รับรางวัล Unbroken หรือรางวัลสำหรับการโยนลูกบอลโดยไม่หยุดและไม่ตกพื้นเลยมาครองได้สำเร็จ

ยิ่งศักดิ์บอกว่าความยากเป็นพิเศษของฐานนี้สำหรับภัทราคือการที่เธอต้องคอยกะทั้งระยะการโยนลูกบอลรวมไปถึงแรงที่จะส่งกลับมาถึงวีลแชร์ด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่เขาเข้ามาช่วย

"เราก็ต้องดูทิศทางรถเข็นให้พอดี แล้วก็รับบอลให้อยู่ตรงอกแล้วก็โยน ความรู้สึกผมก็คือดีใจเพราะผมก็มีส่วนร่วมในการจับรถเข็น พอตัวเขาเขยิบไปนิดหนึ่ง ผมก็ต้องคอยดึงกลับ แต่ต้องดึงกลับโดยที่ให้เขาไม่หงายหลังหรือเสียจังหวะ" ยิ่งศักดิ์ กล่าว

 ภัทรา กรังพานิชย์

ที่มาของภาพ, ภัทรา กรังพานิชย์

สำหรับภัทราแล้ว เธอไม่เคยคิดเลยว่าการแข่งไฮร็อกซ์เพียงเพราะอยากลองอะไรใหม่ ๆ จะทำให้คลิปวิดีโอขณะที่เธอกำลังแข่งขันโดยมีสามีคอยอยู่เคียงข้าง จะกลายเป็นไวรัลได้

เธอบอกว่า การไปลงแข่งครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อท้าทายตัวเอง ทว่าเมื่อความพยายามของเธอกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันและเป็นพลังใจให้คนอื่นก็รู้สึกภาคภูมิใจ

"เราก็ดีใจที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วที่เราทำทั้งหมด มันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร มันก็เป็นเรื่องที่มีคน ๆ หนึ่งบนโลกทำเหมือนกัน" ภัทรากล่าว

"จุดเริ่มต้นของหนูเล็กมากก็คือแค่อยากให้พ่อแม่หายห่วง ไม่ใช่ว่าอย่างหนูจะต้องมองเป็นเหมือนฮีโร่ เป็นซูเปอร์แมน"

ไม่ใช่แค่ "การยอมรับ" แต่คือ "การต้อนรับอย่างแท้จริง"

สำหรับสองหนุ่มจากฟิลิปปินส์ กีฬาคือเวทีที่ทำให้ทั้งคู่ได้แสดงให้สังคมรู้ว่าผู้พิการมีความสามารถมากแค่ไหน

อามีร์บอกกับบีบีซีไทยว่าเขารู้สึกซาบซึ้งกับทีมผู้จัดการแข่งขันที่เปิดโอกาสให้กับนักกีฬารุ่น Adaptive ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาที่บกพร่องทางการมองเห็น บกพร่องทางการได้ยิน นักกีฬาที่มีภาวะตัวเตี้ย รวมถึงนักกีฬาที่มีความบกพร่องของแขนขา

"นี่ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญและเป็นเวทีที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับพวกเราในการแสดงให้เห็นว่า นักกีฬา Adaptive หรือแม้แต่ผู้พิการที่อยากก้าวมาเป็นนักกีฬา สามารถพิสูจน์ให้โลกได้เห็นว่าความพิการไม่ใช่อุปสรรคต่อการตั้งเป้าหมายหรือการผลักดันตัวเองให้ไปสู่เป้าหมายนั้นได้ ในทางตรงกันข้าม เราสามารถแสดงให้เห็นว่าเราสามารถปรับตัว ใช้ความคิดสร้างสรรค์ร่วมกับข้อจำกัดที่เรามี และเราก็มีความสามารถไม่ต่างจากใครในการทำสิ่งที่เราใฝ่ฝันและต้องการทำ" อามีร์กล่าว

Ameer Sanchez Ahid

ที่มาของภาพ, Ameer Sanchez Ahid

คำบรรยายภาพ, "ผมหวังว่าสิ่งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนจำนวนมากทั่วโลก เมื่อพวกเขาออกแบบสิ่งต่าง ๆ หรือสร้างสรรค์บริการต่าง ๆ พวกเขาจะคำนึงถึงทุกคน รวมถึงพวกเราซึ่งเป็นผู้พิการ รวมไปถึงสตรีมีครรภ์และผู้สูงอายุด้วย" อามีร์สะท้อน

"ในงานไฮร็อกซ์ครั้งนี้ เรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นเพียงคนที่ได้รับการยอมรับหรือถูกนับรวมไว้เท่านั้น แต่เราได้รับการต้อนรับอย่างแท้จริง" อามีร์กล่าว

อามีร์ยังหวังว่าจะได้เห็นการออกแบบการแข่งขันหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่ผู้ออกแบบงานคำนึงถึงผู้ที่มีความหลากหลายของการเคลื่อนไหวและมีความแตกต่างมากขึ้น เพราะสำหรับคนพิการสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกได้รับการต้อนรับและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างแท้จริง

"ผมหวังว่าสิ่งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนจำนวนมากทั่วโลก เมื่อพวกเขาออกแบบสิ่งต่าง ๆ หรือสร้างสรรค์บริการต่าง ๆ พวกเขาจะคำนึงถึงทุกคน รวมถึงพวกเราซึ่งเป็นผู้พิการ รวมไปถึงสตรีมีครรภ์และผู้สูงอายุด้วย" อามีร์สะท้อน

สอดคล้องกับมุมมองของภัทรา เธอย้ำว่าสุดท้ายแล้วเธออยากให้สังคมมองคนพิการเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้ต้องถูกสงสัยหรือเห็นใจอะไร ทว่าความปรารถนานี้จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อคนพิการมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับพวกเขาอย่างเหมาะสม ทำให้พวกเขาไม่ต้องคอยพึ่งพาใคร เช่นกรณีทางลาด ที่จอดรถ หรือห้องน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้พิการ

"ถ้าในสังคมเรามีพื้นที่ตรงนี้มากขึ้น เราก็จะได้เห็นเพื่อน ๆ คนพิการออกมาใช้ชีวิตในสังคมด้วยกันมากขึ้น แล้วถ้าเกิดพวกนี้ [โครงสร้างพื้นฐานรองรับคนพิการ] มันมีมากพอ คนพิการก็จะไม่เท่ากับภาระ คนพิการก็จะเท่ากับคนหนึ่งในสังคมที่ใช้ชีวิตร่วมกันแค่นั้น" ภัทรากล่าว

Napasin Samkaewcham/BBC Thai

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, "มันไม่ได้แค่เพื่อพิสูจน์ตัวเราคนเดียว มันสามารถสร้างความเชื่อให้กับคนพิการได้ มันสามารถสร้างความเชื่อให้กับคนทั่วไปได้" ภัทรากล่าว

เธอทิ้งท้ายกับเราว่า ตลอด 13 ปี นับตั้งแต่ที่เธอสูญเสียขาไป และตั้งใจที่จะออกไปใช้ชีวิตให้เต็มที่ เธอบอกว่า "มันไม่ได้แค่เพื่อพิสูจน์ตัวเราคนเดียว มันสามารถสร้างความเชื่อให้กับคนพิการได้ มันสามารถสร้างความเชื่อให้กับคนทั่วไปได้"

เธอขอบคุณผู้คนที่ยกให้เธอเป็นแรงบันดาลใจ และดีใจที่เธอเข้าไปมีส่วนเป็นความทรงจำหรือความรู้สึกดี ๆ ให้กับทุกคน พร้อมกับขอบคุณคนรอบข้างที่ทั้งให้กำลังใจ คอยอยู่ข้าง ๆ และเปิดพื้นที่ให้เธอได้ออกไปใช้ชีวิต

"ถ้าเราไม่ได้พิการ เราอาจจะไม่มีโอกาสทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่เราพูดมาทั้งหมด เราอาจจะไม่มีความรู้สึกที่อยากทำทุก ๆ อย่าง สู้เพื่อตัวเอง หาตัวเองหรือว่าท้าทายตัวเองอย่างนี้… แต่ทุกวันนี้คือ กล้าที่จะแสดงออก กล้าที่จะใช้ชีวิต กล้าที่จะไม่อายว่า ฉันไม่มีขาแต่ฉันก็ทำได้" ภัทราทิ้งท้าย