จับตาทิศทางงานความมั่นคง 'รัฐบาลอนุทิน 2' หลังโยก 'ฉัตรชัย บางชวด' พ้น สมช. ท่ามกลางข่าวลือเปิดทาง เสธ.ทบ. นั่งแทน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 11 นาที
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (25 ส.ค.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้งนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้ดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. นี้เป็นต้นไป ท่ามกลางกระแสข่าวที่ระบุว่า ว่าที่เลขา สมช. คนต่อไปจะมาจากกองทัพบก
นายฉัตรชัยถือเป็น "ลูกหม้อ" ของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติอย่างแท้จริง จากเส้นทางการรับราชการที่เติบโตมาในสายงานความมั่นคง และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดขององค์กรในฐานะเลขาธิการ สมช. เมื่อปี 2567 ในสมัยรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร
สำหรับการโยกย้ายครั้งนี้ นายฉัตรชัยจะเข้าดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แทนนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ซึ่งมีกำหนดเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. นี้ ขณะที่นายฉัตรชัยยังเหลืออายุราชการอีก 1 ปี โดยมีกำหนดเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. ปีหน้า
สื่อในประเทศรายงานว่าผู้ที่อาจได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ สมช. คนใหม่ คือ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) ผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) คนปัจจุบัน ทว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ยังไม่ให้ความเห็นหรือยืนยันกระแสข่าวดังกล่าว
การโยกย้ายตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากเกิดขึ้นในห้วงที่สถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้กลับมาปะทุรุนแรงอีกครั้ง ซึ่งตั้งแต่วันที่ 22-23 ส.ค. เกิดเหตุรุนแรงและเหตุก่อกวนรวมกันอย่างน้อย 75 เหตุการณ์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 11 ราย ขณะเดียวกันสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ก็ยังเป็นประเด็นอ่อนไหวด้านความมั่นคงด้านอธิปไตยและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถึงแม้นายกรัฐมนตรีอนุทินจะบอกกับสื่อว่านี่เป็นการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงตามวาระ แต่ก็ทำให้เกิดการจับตามองว่าผู้ที่จะเข้ามาเป็นเลขาธิการ สมช. คนใหม่นั้นจะมีบทบาทกำหนดทิศทางการบริหารจัดการปัญหาความมั่นคงอย่างไรต่อจากนี้
สมช. กลายเป็น "ที่พักใจคนอกหัก" หรือไม่
การปรากฏชื่อของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ว่าเป็นตัวเต็งเลขาธิการ สมช. คนต่อไป มาพร้อมกับการวิเคราะห์ของนักข่าวสายทหารของสื่อไทยหลายสำนักที่ระบุตรงกันว่าเป็นการโยกข้ามห้วยเพื่อให้โผ "5 เสือ ทบ." ลงตัว โดยชื่อดังกล่าวหมายถึงกลุ่มนายทหารระดับสูง 5 ตำแหน่งของกองทัพบก ซึ่งมักเป็นว่าที่แคนดิเดตลุ้นตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในอนาคต
ในสมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน คณะรัฐมนตรีเคยมีมติเห็นชอบแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. เนื่องจากหลุดจากเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร) คนที่ 14 ซึ่งตกเป็นของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล แม้ พล.ต.อ.รอย เป็นแคนดิเดตที่มีความอาวุโสลำดับที่ 1 ก็ตาม จนหลายฝ่ายวิพากษ์ว่าฝ่ายการเมืองใช้ สมช. เป็น "ศาลาพักใจคนอกหัก" ในยามที่โผเหล่าทัพหรือตำรวจไม่ลงตัว
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการ สมช. ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่าจากปรากฏการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ สมช. ถูกมองว่าเป็น "ที่พักใจคนอกหัก" จริง โดยเฉพาะช่วงหลังการยึดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เห็นได้ว่ามีการแต่งตั้งนายทหารและนายตำรวจมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. อย่างต่อเนื่อง เช่น พล.อ.ทวีป เนตรนิยม, พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ, พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา, พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์, พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม, และ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์
"มันก็เลยมีความรู้สึก เอ๊ะ มันเป็นการแก้ปัญหาในหน่วยงานความมั่นคงของตำรวจ-ทหาร ที่ไม่ลงตัวหรือเปล่า แล้วโอนมาเป็นเลขาธิการ สมช. นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่ง อันนี้ต้องไม่ปฏิเสธ มันเป็นเรื่องจริง" เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม เขาอธิบายเพิ่มเติมว่าแม้ สมช. เป็นหน่วยงานพิเศษในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นข้าราชการพลเรือน แต่ในทางปฏิบัติแล้วตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ไม่จำเป็นต้องเป็นพลเรือน แต่ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายการเมืองในขณะนั้นจะมองว่าใครเหมาะสมนั่งตำแหน่งดังกล่าว
"ที่ผ่านมา สมช. มีเลขาธิการ 26 คน หากรวมคนใหม่เข้าไปด้วย เชื่อไหมครับว่ามีพลเรือนแค่ 6 คน ตำรวจ 2 คน และทหาร 18 คน" พล.ท.ภราดร กล่าว

ที่มาของภาพ, CRMA
ขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่าการเรียกว่า สมช. เป็น "ที่พักใจคนอกหัก" นั้นไม่ถูกต้อง เพราะไม่ใช่ข้าราชการหรือทหารทุกคนที่ถูกย้ายมายัง สมช. ด้วยความรู้สึกผิดหวังหรืออกหักไปเสียทั้งหมด ดังนั้นการเรียกเช่นนั้นจึงไม่เป็นธรรมกับองค์กร
"เพียงแต่ว่าการขยับขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นมันเป็นไปไม่ได้ แต่จะถามว่าอกหักใช่ไหม มันก็ไม่ตรงเสียทีเดียว พอเป็นเช่นนี้มันก็ถูกวิจารณ์ว่า สมช. เป็นที่พักของคนที่ต้องออกจากจุดเดิม" เขากล่าว
ผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาฯ มองว่าหากเป็นช่วงรัฐบาลทหาร ประเด็นเรื่อง "อกหัก" ไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่เป็นลักษณะของการนำคนที่ไว้วางใจหรือเป็นสายตรงของตนมาวางไว้ที่ สมช. เพื่อสร้างความมั่นใจว่าองค์กรจะทำงานสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาล ขณะที่รัฐบาลพลเรือนนั้นฝ่ายการเมืองบางส่วนมักมีความรู้สึกว่าทหารมีความรู้ความเข้าใจงานด้านความมั่นคงดีกว่าพลเรือนด้วยกันเอง จึงมักโยกย้ายทหารเข้ามาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช.
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บอกว่ากระแสข่าวการโยกย้ายนายฉัตรชัยออกจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช. นั้นเกิดขึ้นมาสักพักแล้ว และแสดงความเห็นใจว่าบทบาทการทำงานของนายฉัตรชัยตลอด 2 ปีที่ผ่านมานั้นเผชิญปัญหาความมั่นคงที่ซับซ้อนและยากลำบากหลายห้วงด้วยกัน ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่านายฉัตรชัยเหมาะสมกับตำแหน่งนี้หรือไม่ แต่ขณะเดียวกัน การปรากฏชื่อของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ค่อนข้างได้รับการตอบรับจากหลายฝ่ายในหน่วยงานความมั่นคง โดยมองว่าเสธ.ทบ. ที่มาจากสายงานยุทธการโดยตรงอาจเหมาะสมกับตำแหน่งนี้
อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บอกว่าในไทยยังเข้าใจผิดว่าตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นเพียง "คนคุมงานแม่บ้านในทำเนียบ" ทั้งที่แท้จริงแล้วตำแหน่งนี้ถือว่าเป็นตำแหน่งที่ใหญ่มากในระบบราชการไทย รวมถึงเป็นตำแหน่งที่ทรงอิทธิพลอย่างมากหากเปรียบเทียบกับระบบต่างประเทศ เช่น ปลัดสำนักนายกฯ ของอังกฤษ หรือหัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาวของสหรัฐอเมริกา
"ถ้าผมเป็นคุณฉัตรชัย ผมจะไม่เสียดาย เพราะผมพ้นจากปัญหาความมั่นคงที่น่าปวดหัว และภูมิใจว่าผมเป็นหมายเลข 1 ของราชการพลเรือนของประเทศ" ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าว
เมื่อบีบีซีไทยถามว่า มีความเห็นอย่างไรต่อรายชื่อว่าที่เลขาธิการ สมช. คนใหม่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บอกเพียงว่า "ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือ" เนื่องจาก สมช. เองนั้นมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ท้าทายผู้มานั่งกุมบังเหียนไม่น้อย

ที่มาของภาพ, Thai news pix
ด้าน พล.ท.ภราดร อดีตเลขา สมช. ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนตัวเลขาธิการ สมช. ในห้วงเวลานี้เป็นจังหวะที่เหมาะสม แม้ว่านายฉัตรชัยจะเป็น "ลูกหม้อ" สมช. ที่มีความรู้ความสามารถอย่างมาก แต่ด้วยบริบทภัยคุกคามที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนกัมพูชา เหตุรุนแรงที่ปะทุขึ้นหลายระลอกในจังหวัดชายแดนใต้ และปัญหาภายในเมียนมาที่ส่งผลกระทบต่อแนวชายแดนของไทย เห็นได้ว่าภัยคุกคามเหล่านี้เป็นภารกิจหลักโดยตรงของฝ่ายทหารซึ่งมีหน้าที่ป้องกันประเทศและรักษาความมั่นคงแนวชายแดน ดังนั้นการเปลี่ยนตัวเลขาธิการ สมช. เป็น พล.อ.ชัยพฤกษ์ จึงมีความเหมาะสมกับสถานการณ์มากกว่า เนื่องจากเขามีประสบการณ์โดยตรงในฐานะเสนาธิการทหารและนั่งเป็นเลขาธิการ กอ.รมน. ด้วย พล.ท.ภราดร จึงเชื่อว่า พล.อ.ชัยพฤกษ์ จะเข้าใจงานทั้งระดับยุทธศาสตร์และยุทธวิธี รวมถึงขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลาศึกษางานใหม่
แม้คนภายนอกมองว่าการนำนายทหารกลับมาบริหาร สมช. อาจทำให้นโยบายความมั่นคงหลังจากนี้หันไปสู่ "สายเหยี่ยว" มากขึ้น พล.ท.ภราดร ยอมรับ แต่ก็แย้งว่า "ด้วยภัยที่กำลังเกิดขึ้น ผู้บริหาร สมช. ก็ควรต้องมาจากกองทัพ" หากพิจารณาจากบริบทของภัยคุกคามที่เผชิญอยู่ และดูจากบุคลิกการทำงานเชิงรุกของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ เอง
ปัญหาของ สมช. ใหญ่กว่าแค่ "ใคร" จะมานั่งตำแหน่งเลขาฯ
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บอกว่าเดิมทีในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โครงสร้างของ สมช. เลียนแบบโมเดลของสภาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา หรือ เอ็นเอสซี (National Security Council – NSC) ซึ่งกำหนดให้ สมช. เป็นตำแหน่งทางการเมือง โดยฝ่ายการเมืองสามารถเลือกผู้ที่มีความเหมาะสมมานั่งตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ได้ แต่ในช่วงหลังยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นต้นมา ระบบราชการได้ "กลืน" สมช. จนทำให้ตำแหน่งเลขาธิการ สมช. กลายเป็นของข้าราชการที่ไต่เต้าตามระบบซีขึ้นมา ส่งผลให้เกิดความลักลั่นและปัญหาทางข้อกฎหมายเมื่อเกิดการโยกย้ายตำแหน่ง ยกตัวอย่างยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เธอถูกนายถวิล เปลี่ยนสี เลขาธิการ สมช. ในขณะนั้น ฟ้องต่อศาลว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบจากคำสั่งย้ายนายถวิลไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษายกฟ้องในเวลาต่อมา ซึ่งศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ยืนยันว่าฝ่ายการเมืองทำได้ตามอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน และตั้งคำถามว่าเหตุใดการโยกย้ายในลักษณะเดียวกันนี้ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังการรัฐประหาร "กลับไม่มีใครแตะต้องหรือตั้งคำถาม"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
อย่างไรก็ดี ในความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาฯ ผู้นี้ เขามองว่าปัญหาใหญ่สุดของ สมช. ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคลว่าจะเอาใครมานั่งเป็นเลขาธิการ แต่คือปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบงานที่ทั้งฝ่ายการเมืองและคนใน สมช. เองก็ไม่เข้าใจหน้าที่บทบาทขององค์กรอย่างแท้จริง โดยบอกว่าปัจจุบัน "หากไม่มี สมช. รัฐบาลไทยก็ยังคงทำงานได้ตามปกติ" เนื่องจาก สมช. ไม่ได้ทำหน้าที่หลักของตัวเอง
เขามองว่าที่จริงแล้ว สมช. มีหน้าที่ 2 ส่วนหลัก ๆ คือ ให้คำปรึกษาด้านความมั่นคงและการต่างประเทศแก่ผู้นำประเทศ และเป็นผู้ประสานงานเชิงนโยบาย เนื่องจากโดยสถานะแล้ว สมช. เป็นองค์กรที่ทำงานเชิงนโยบาย ซึ่งควรให้คำปรึกษาใน 3 ด้านหลัก ๆ ได้แก่ นโยบายป้องกันประเทศ ยุทธศาสตร์การต่อสู้กับภัยคุกคาม และนโยบายพิทักษ์ผลประโยชน์แห่งชาติ ทว่าในตอนนี้ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ เห็นว่า สมช. กลับทำงาน "ที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์" หมายถึงสิ่งที่ควรทำกลับไม่ทำ แต่กลับเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนด้านความมั่นคงเพื่อดึงคนและงบประมาณเข้ามา รวมถึงทำเอกสารวารสารวิชาการต่าง ๆ ทั้งที่องค์กรมีลักษณะเป็นองค์กรกึ่งปิดในฐานะหน่วยงานความมั่นคงของชาติ
ปัจจุบัน แผนงานของ สมช. ดำเนินตามกรอบนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2566-2570 ซึ่ง สมช. จัดทำเอง โดยแผนงานนี้ถือเป็นกรอบทิศทางให้หน่วยงานรัฐนำไปปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามทุกรูปแบบ แต่ผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาฯ ผู้นี้มองว่าแผนงานดังกล่าวใช้งานไม่ได้จริง
"ผมคิดว่าปัญหาที่ผ่านมา สมช. ทำนโยบายที่พอทำเสร็จแล้วรัฐบาลไม่ได้นำไปใช้จริงจัง ถ้านโยบายของ สมช. จริงจัง เราไม่ต้องทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ หรอก ในทางปฏิบัติเป็นที่รู้กันว่า สมช. มักไปจ้างนักวิชาการทำ พอเอากลับมาใช้ก็ใช้ไม่ได้ เพราะนักวิชาการที่รับจ้าง สมช. ไปเขียนก็ไม่ใช่นักวิชาการที่ทำงานด้านความมั่นคง ผมรับรู้เรื่องนี้มาเพราะนักวิชาการบางคนรับจ้าง สมช. ไปทำงาน แล้วมาจ้างนิสิตปริญญาเอกคณะผม นิสิตก็เอามาคุยล้อเล่นกัน 'ฉันนี่แหละ คนเขียนนโยบาย สมช.' เพราะฉะนั้นผมไม่เคยเชื่อนโยบาย สมช. เพราะที่มาที่ไปไม่ได้ตอบโจทย์กระบวนการในเชิงนโยบายหรือยุทธศาสตร์จริง ๆ" ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าวกับบีบีซีไทย
"วันนี้ โจทย์ด้านความมั่นคงของไทยเปลี่ยนไปหมดแล้ว ทั้งโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ โจทย์ประเทศเพื่อนบ้าน แต่ผมยังไม่เห็นข้อเสนอของ สมช. ด้านนโยบายพม่าและกัมพูชาเลย"
พร้อมกันนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจากจุฬาฯ ยังตั้งคำถามถึงการใช้งบประมาณจำนวนมากในการเจรจากับกลุ่มแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือ บีอาร์เอ็น (Barisan Revolusi Nasional - BRN) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ โดยเขาทราบมาว่าทาง สมช. ใช้เงินจำนวนมากเพื่อจัดการเจรจากับตัวแทนของกลุ่มในต่างประเทศ เช่น กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน, นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์, และที่ประเทศตุรกี แต่ผลลัพธ์จากการเจรจายังมีคำถามว่านำไปสู่การแก้ไขปัญหาในชายแดนใต้ได้จริงหรือไม่
"สมช. ตอนนี้ไปยืนอยู่กับเอ็นจีโอ (NGOs) เยอรมันที่มีข้อเสนอหลัก คือ JCPP (แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม) ซึ่งไม่เป็นที่ตอบรับจากหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทบ. หรือ กองทัพบก ตอบได้เลยว่าหากยังเป็นแบบนี้ สมช. ทำงานใต้ไม่ได้ แต่ด้วยตัวของ สมช. ที่คุมนโยบายเรื่องใต้ มันก็จะเห็นแรงเสียดทานด้วยเงื่อนไขที่สร้างกันไว้ภายใต้โครงสร้างเดิม" ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าว
ความท้าทายที่รอลับฝีมือเลขาธิการ สมช. คนใหม่ มีอะไรบ้าง
จากปัญหาเชิงโครงสร้างที่อธิบายมาข้างต้น ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ มองว่าความท้าทายของเลขาธิการ สมช. คนใหม่ จึงอยู่ที่การปรับโครงสร้างระบบงานของ สมช. ซึ่งเขาเสนอว่าผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งคนใหม่ควรกล้าปฏิรูปหรือรื้อ พ.ร.บ.สภาความมั่นคงแห่งชาติฯ เพื่อลากเส้นแบ่งระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำให้ชัดเจนเหมือนในอดีต ซึ่งจะช่วยให้ตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ไม่กลายเป็นระบบไต่เต้าตามระบบซี และเป็นที่รองรับของผู้ที่ไปสู่ตำแหน่งสูงกว่าเดิมไม่ได้ โดยแนะว่าให้ดึงโครงสร้าง สมช. กลับไปสู่ยุคก่อน พล.อ.เปรม ที่ให้ฝ่ายข้าราชการประจำเติบโตได้สูงสุดที่ตำแหน่งปลัด สมช. ส่วนตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ให้เป็นตำแหน่งทางการเมืองที่ตั้งโดยรัฐบาล
เขามองว่าอีกความท้าทายหนึ่งคือการดึง สมช. กลับสู่หน้าที่หลักของตนอย่างแท้จริง นั่นคือการเป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายความมั่นคง (policy advisor) และผู้ประสานงานเชิงนโยบาย (policy coordinator) โดยต้องเร่งตั้งหลักให้เร็วว่าโจทย์ด้านความมั่นคงยุคใหม่เปลี่ยนไปอย่างมาก และไทยจะมียุทธศาสตร์รับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างไร
"สมช. ไม่ใช่ไม่มีประโยชน์ แต่ต้องรู้จักใช้ประโยชน์ และรู้จักบทบาทของ สมช. ถ้าไม่รู้จักบทบาทและหน้าที่ สมช. ก็เหมือนกับไม้ประดับด้านความมั่นคง แต่ถ้าวันหนึ่งไม่ถูกใช้งานเลย สมช. จะกลายเป็นดอกไม้ริมทาง ไม่ถูกใครมองและไม่มีใครให้ค่า ซึ่งผมว่ามันไม่ดีและไม่เป็นประโยชน์" ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าว

ที่มาของภาพ, Thai news pix
ด้าน พล.ท.ภราดร อดีตเลขาธิการ สมช. ให้ความเห็นว่าความท้าทายที่เลขาธิการ สมช. คนใหม่ต้องเจอทันทีหลังเข้ารับตำแหน่ง คือ สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกำลังเผชิญความท้าทายในลักษณะของสงครามลูกผสม (hybrid) ซึ่งมีการใช้เครื่องมือหลากหลายรูปแบบ ทั้งการปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operations) การปฏิบัติการทางจิตวิทยา กลไกด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และปัจจัยทางการเมืองภายใน เป็นเครื่องมือในการสร้างแรงกดดันและช่วงชิงความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์
ขณะเดียวกัน กัมพูชายังเปิดพื้นที่ให้จีนเข้ามามีบทบาททางยุทธศาสตร์มากขึ้น ผ่านการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากฐานทัพเรือและสนามบินในพื้นที่ ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค โดยเฉพาะการรักษาอิทธิพลและผลประโยชน์ในทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน ไม่ให้ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติของไทย
พล.ท.ภราดร แสดงความเห็นด้วยว่า อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือวิกฤตการณ์ในเมียนมา ซึ่งยังคงยืดเยื้อและมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อไทยอย่างต่อเนื่อง ชายแดนไทย-เมียนมาที่มีความยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร กำลังเผชิญแรงกดดันจากการสู้รบระหว่างรัฐบาลทหารเมียนมากับกลุ่มต่อต้านและกองกำลังชาติพันธุ์ต่าง ๆ ความขัดแย้งดังกล่าวนำมาซึ่งการหลั่งไหลของผู้หนีภัยจากการสู้รบ แรงงานข้ามชาติ รวมถึงปัญหาความมั่นคงรูปแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็นการค้ายาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และกิจกรรมของกลุ่มติดอาวุธตามแนวชายแดน ด้วยเหตุนี้ เลขาธิการ สมช. คนใหม่จึงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการบูรณาการการทำงานร่วมกับกองทัพ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางระบบบริหารจัดการปัญหาชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ

ที่มาของภาพ, Thai news pix
อดีตเลขาธิการ สมช. มองว่า ความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลกยังเป็นความท้าทายสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายด้านความมั่นคงของไทยจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในปัจจุบัน ลักษณะของความขัดแย้งระหว่างประเทศได้เปลี่ยนจากการแข่งขันทางอุดมการณ์ในอดีต ไปสู่การแข่งขันเพื่อแสวงหาอิทธิพลเหนือพื้นที่ยุทธศาสตร์ ทรัพยากร และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจ โดยจะเห็นได้ว่าแม้เหตุการณ์อย่างสงครามรัสเซีย-ยูเครน หรือความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะเกิดขึ้นห่างไกลจากประเทศไทย แต่ผลกระทบทางอ้อม ทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน การค้า และความมั่นคง ยังคงส่งแรงสะเทือนมายังประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น เขาเห็นว่าท่ามกลางบริบทดังกล่าว สมช. จึงต้องจับตาภัยคุกคามจากสงครามอสมมาตร (asymmetric warfare) ซึ่งเป็นรูปแบบการเผชิญหน้าระหว่างคู่ขัดแย้งที่มีศักยภาพทางทหารแตกต่างกันอย่างมาก เมื่อฝ่ายที่เสียเปรียบไม่สามารถตอบโต้ด้วยกำลังทางทหารโดยตรงได้ การปฏิบัติการจึงอาจเปลี่ยนรูปไปสู่การก่อการร้าย การก่อวินาศกรรม หรือการโจมตีเป้าหมายอ่อนแอ ซึ่งความน่ากังวลคือเหตุการณ์เหล่านี้อาจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในดินแดนของคู่ขัดแย้ง แต่สามารถขยายตัวไปยังประเทศที่สามได้ โดยประเทศไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและเป็นที่พำนักของชาวต่างชาติจำนวนมาก อาจตกเป็นพื้นที่เป้าหมายหรือได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างประเทศโดยไม่ตั้งใจ การป้องกันไม่ให้ไทยกลายเป็นพื้นที่สำหรับการก่อเหตุหรือการตอบโต้ข้ามชาติ จึงเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของหน่วยงานด้านความมั่นคง
"เช่นตอนนี้เรามีคนอิสราเอลเดินทางมาไทยเยอะใช่ไหม เราก็ต้องมาคิดว่าจะกลายเป็นเป้าหมายให้อิหร่านมาเล่นงานนอกประเทศหรือเปล่า" พล.ท.ภราดร กล่าว
เขากล่าวต่อว่าสำหรับความท้าทายระยะยาวนั้น คือการปรับแนวคิดจากการพึ่งพาปัจจัยด้านความมั่นคงจากภายนอก ไปสู่การเสริมสร้างศักยภาพการพึ่งพาตนเองของประเทศให้มากขึ้น แม้ในอดีต ไทยอาจอาศัยความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน กรอบอาเซียน หรือกลไกระหว่างประเทศต่าง ๆ เป็นหลักประกันด้านความมั่นคงได้ในระดับหนึ่ง แต่ในสภาวะโลกปัจจุบันที่แต่ละประเทศให้ความสำคัญกับผลประโยชน์แห่งชาติของตนเป็นอันดับแรก ความคาดหวังดังกล่าวจึงมีข้อจำกัดมากขึ้น ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของเลขาธิการ สมช. คนใหม่ คือ จะผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในประเทศอย่างไร เพื่อลดการพึ่งพาอาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างชาติลง และยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมนี้ไปพร้อม ๆ กัน
































