"อย่ารอให้ทุกอย่างพร้อมสมบูรณ์แบบ" ฉันลาออกจากงานที่มีรายได้ปีละ 3.6 ล้านบาท เพื่อมาเปิดขายไอศกรีมกับน้องชาย

Vivien Wong wearing a white lace camisole and bright pink wool cardigan sitting on a grey sofa in a plush home

ที่มาของภาพ, Vivien Wong

คำบรรยายภาพ, วิเวียน หว่อง ก่อตั้งแบรนด์ขนมโมจิยี่ห้อ "ลิตเติล มูนส์" (Little Moons) ร่วมกับฮาวเวิร์ด น้องชายของเธอ
    • Author, ยัสมิน รูโฟ
    • Role, ผู้สื่อข่าวสายธุรกิจ
  • Published
  • เวลาอ่าน: 5 นาที

เมื่อมีอายุ 28 ปี วิเวียน หว่อง ตัดสินใจลาออกจากงานด้านบัญชีที่มีรายได้ปีละ 80,000 ปอนด์ (ราว 3.6 ล้านบาท) เพื่อเริ่มต้นทำไอศกรีมร่วมกับน้องชายของเธอ

เธอเติบโตมาในร้านเบเกอรีของครอบครัว และใฝ่ฝันมาโดยตลอดว่าสักวันหนึ่งจะได้เป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง เธอบอกว่าการที่พ่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอกล้าก้าวออกมาสร้าง "ลิตเติล มูนส์" (Little Moons)

โมจิแป้งข้าวเหนียวสอดไส้ไอศกรีมของบริษัทกลายเป็นไวรัลบนติ๊กตอก (TikTok) แต่ความสำเร็จที่ดูเหมือนเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนนั้น แท้จริงแล้วเป็นผลจากการสั่งสมและพัฒนาธุรกิจมานานกว่าทศวรรษ

หว่องแบ่งปันบทเรียนที่เธอได้เรียนรู้ตลอดเส้นทางนี้ พร้อมคำแนะนำสำหรับผู้ที่กำลังคิดจะเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง

อย่ารอจนกว่าคุณจะรู้สึกพร้อม

คำบรรยายวิดีโอ, รับชมบทสัมภาษณ์ วิเวียน หว่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง "ลิตเติล มูนส์" บอกว่าสินค้าของคุณไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบก็ได้

หนึ่งในความผิดพลาดใหญ่ที่สุดที่ผู้ก่อตั้งธุรกิจหน้าใหม่มักทำ คือการรอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบก่อน ด้วยเหตุนี้ หว่องจึงแนะนำให้ยึดตาม "กฎ 80-20"

"อย่ารอให้ทุกอย่างพร้อมสมบูรณ์แบบ เพราะการทำให้ครบอีก 20% นั้นจะใช้เวลานานเกินไป และคุณอาจพลาดโอกาสทางการตลาดได้" เธอกล่าว

เธอแนะนำให้ทำผลิตภัณฑ์ให้ "พร้อมประมาณ 80%" แล้วนำออกสู่ตลาด จากนั้นค่อยปรับปรุงพัฒนาไปเรื่อย ๆ เหมือนที่เธอทำกับลิตเติล มูนส์

ในช่วง 5 ปีแรก หว่องขายโมจิให้แก่ร้านอาหารและโรงภาพยนตร์ ก่อนจะเก็บเงินได้มากพอที่จะลงทุนสร้างแบรนด์ และขยายเข้าสู่ซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ

เตรียมพร้อมที่จะเสียสละ

Vivien and Howard Wong holding boxes of Little Moons

ที่มาของภาพ, Vivien Wong

หว่องลาออกจากงานที่มีรายได้ดี และย้ายไปอยู่กับน้องชายเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย พร้อมนำกำไรที่ได้กลับไปลงทุนในธุรกิจ

เธอยังจำได้ว่า การเปลี่ยนจากสภาพแวดล้อมการทำงานในเมืองที่ดูดีมีระบบในย่านการเงินของกรุงลอนดอน ซึ่งมีคนคอยช่วยเหลืออยู่เสมอ ไปสู่การต้องทำแทบทุกอย่างด้วยตัวเองนั้นเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

"เมื่อคุณทำธุรกิจของตัวเอง ทุกอย่างสุดท้ายจะมาจบที่คุณ ดังนั้นแม้ว่าฉันจะไม่ได้เก่งเรื่องไอที แต่ฉันก็ต้องเป็นหัวหน้าแผนกไอที"

เธอยังต้องเรียนรู้เรื่องเครื่องจักร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การทำไอศกรีม และการจ่ายค่าจ้างพนักงานด้วย

หว่องบอกว่าเธอถึงขั้นทำบัญชีของบริษัทเองในวันอาทิตย์ แทนที่จะจ้างพนักงานทำบัญชี เพราะในเวลานั้น การประหยัดเงินมีความสำคัญมากกว่าการได้วันหยุดกลับคืนมา

รู้จักแบรนด์ของตัวเอง

Vivien Wong sitting cross legged on a patio holding her dog

ที่มาของภาพ, Vivien Wong

คำแนะนำของหว่องสำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจ คือ การให้ความสำคัญกับการรู้จักแบรนด์ของตัวเอง และกล้าที่จะปฏิเสธโอกาสที่ไม่สอดคล้องกับทิศทางของแบรนด์

"ถ้าคุณรู้ว่าคุณค่าของแบรนด์คุณคืออะไร คุณก็จะรู้ว่าควรนำสิ่งนั้นไปปรับใช้กับกระแสต่าง ๆ อย่างไร และคุณก็จะรู้ด้วยว่าเมื่อไรควรปล่อยมันไป" เธอกล่าว

"เลือกให้ดีว่าคุณจะตอบรับอะไรบ้าง และอย่าพยายามทำทุกอย่าง จงมีสมาธิกับสิ่งที่ทำ และรู้ให้ชัดเจนว่าคุณยืนหยัดเพื่ออะไร"

เธอยังเตือนว่าไม่ควรเชื่อคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทุกอย่างโดยปราศจากการไตร่ตรอง แต่ควรรับฟังแล้วนำมาคิดด้วยตัวเอง

"คุณจะตระหนักได้ว่าคำแนะนำที่พวกเขาให้คุณนั้น อาจจะเหมาะกับอีกธุรกิจหนึ่ง แต่ไม่เหมาะกับสถานการณ์เฉพาะของคุณ"

เธอและน้องชายจะถกเถียงกันเกี่ยวกับคำแนะนำต่าง ๆ ที่ได้รับ บางครั้งก็นำมาปรับใช้ และบางครั้งก็ปฏิเสธไป และเมื่อเวลาผ่านไป การตัดสินใจเหล่านั้นก็ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเธอมากขึ้น

วางขอบเขตให้ชัดระหว่างงานและครอบครัว

Vivien Wong and her brother

ที่มาของภาพ, Vivien Wong

คำบรรยายภาพ, หว่องบอกว่า เธอและฮาวเวิร์ด น้องชายของเธอ ต้องมองกันและกันในฐานะเพื่อนร่วมงานมากกว่าความเป็นพี่น้องในช่วงที่พวกเขากำลังสร้างบริษัทขึ้นมา

หว่องบอกว่าการทำงานร่วมกับน้องชายถือเป็นจุดแข็งสำคัญอย่างยิ่ง แต่ก็ "มีการโต้เถียงกันบ่อยครั้งอย่างแน่นอน"

ทั้งคู่ต้องเรียนรู้ที่จะปฏิบัติต่อกันในฐานะเพื่อนร่วมงานเมื่ออยู่ที่ทำงาน มากกว่าจะคำนึงถึงความเป็นพี่น้องกัน

เมื่อบริษัทกำลังพิจารณาย้ายจากโรงงานขนาด 5,000 ตารางฟุต ไปยังสถานที่แห่งใหม่ขนาด 30,000 ตารางฟุต โดยค่าเช่ารายปีเพิ่มขึ้นจากประมาณ 40,000 ปอนด์ เป็น 500,000 ปอนด์ หว่องบอกว่าเธอพร้อมที่จะรับความเสี่ยงมากกว่า ขณะที่น้องชายของเธอมีนิสัยระมัดระวังมากกว่า

ทว่า ความเห็นที่แตกต่างกันนี้กลับช่วยให้ทั้งคู่ตัดสินใจได้ดีขึ้น เพราะพวกเขา "ช่วยถ่วงดุลซึ่งกันและกัน"

คำแนะนำของเธอสำหรับผู้ที่ทำงานร่วมกับคนในครอบครัว คือ การกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิธีปฏิสัมพันธ์กันในที่ทำงาน

"คุณต้องใส่ใจอย่างมากที่จะปฏิบัติต่อน้องชายของคุณด้วยความเคารพเช่นเดียวกับที่ปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงาน และมองเขาเป็นเพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่พี่น้อง" เธอกล่าว

ปัจจุบัน ลิตเติล มูนส์ มีประธานเจ้าหน้าที่บริหารและทีมผู้บริหารที่ใหญ่ขึ้น ทำให้ทั้งคู่มีส่วนร่วมกับการบริหารงานประจำวันของบริษัทน้อยลง ซึ่งหว่องบอกว่านั่นทำให้พวกเขา "กลับมาเป็นแค่พี่น้องกันอีกครั้ง"

"ความสำเร็จข้ามคืน" อาจใช้เวลาหลายปี

ลิตเติล มูนส์ กลายเป็นปรากฏการณ์บนติ๊กตอกในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่หว่องบอกว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าธุรกิจนี้ดำเนินมาแล้วเป็นเวลากว่าทศวรรษแล้ว

"ทุกคนบอกว่าเราเป็นความสำเร็จชั่วข้ามคืนที่ใช้เวลาสร้างถึง 12 ปี" เธอกล่าว

ก่อนที่จะกลายเป็นกระแสไวรัล บริษัทใช้เวลาหลายปีในการเรียนรู้วิธีผลิตสินค้าในปริมาณมาก การฝึกอบรมพนักงาน การส่งออกสินค้า และการจัดส่งให้กับผู้ค้าปลีกรายใหญ่

การเตรียมความพร้อมเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในทันที เพราะธุรกิจอาจไม่สามารถผ่านช่วงเวลาที่กลายเป็นไวรัลได้ หากไม่มีทีมงานและโครงสร้างพื้นฐานที่เตรียมพร้อมรองรับอยู่แล้ว

"การทำธุรกิจคือการผสมผสานของเรื่องน่าเบื่อมากมายหลายต่อหลายอย่าง และการรุดหน้าก้าวเล็ก ๆ ที่น่าเบื่อมากมาย" เธอกล่าว

สำหรับผู้ที่มองเห็นผู้ก่อตั้งธุรกิจบางคนโด่งดังบนสื่อสังคมออนไลน์ราวกับประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน เธอบอกว่าสิ่งที่ควรตระหนักอย่างมาก คือ ช่วงเวลาที่กลายเป็นไวรัลมักเป็นเพียงส่วนของเรื่องราวที่ทุกคนมองเห็น ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของเรื่องราวนั้น