You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
สารจากชาวบรรณารักษ์ที่อยากให้รัฐบาล "อนุทิน 2" ได้อ่าน ก่อนยุบเลิกตำแหน่งตามแผนปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 12 นาที
บรรณารักษ์และผู้สนับสนุนวิชาชีพบรรณารักษ์ราว 15 คน เข้ายื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนมาตรการยุบเลิกตำแหน่งบรรณารักษ์ในภาครัฐเอาไว้ก่อน จนกว่าจะศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน
ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อ 11 ส.ค. เห็นชอบแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ตามที่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) เสนอมา
หนึ่งในแนวทางที่จะดำเนินการคือ การยุบเลิกตำแหน่งใน 11 สายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ โดยมีตำแหน่งบรรณารักษ์เป็น 1 ใน 11 สายงานที่จะทยอยยุบเลิกไปด้วย ยกเว้นบรรณารักษ์ในสังกัดกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
ในการยุบเลิกตำแหน่ง จะเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป โดยให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการ และพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทน
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.น้ำทิพย์ วิภาวิน อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ในฐานะนายกสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรียกร้องให้รัฐบาลจัดให้มีการศึกษาร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ สถาบันการศึกษา ห้องสมุด และผู้ทรงคุณวุฒิด้านบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีการทำประชาพิจารณ์หรือรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องก่อนประกาศแนวทางยุบเลิกตำแหน่งบรรณารักษ์ในราชการ
หนึ่งข้อความที่นายกสมาคมห้องสมุดฯ อยากสื่อสารถึงนายกฯ อนุทินคือ "บรรณารักษ์คือผู้รักษาคลังปัญญาของชาติ" เป็นผู้จัดเก็บ ดูแล และรักษาเอกสาร ข้อมูล และมรดกทางปัญญาของชาติ หากไม่มีบรรณารักษ์ทำหน้าที่ดังกล่าว ในอนาคตลูกหลานจะได้รับองค์ความรู้จากที่ไหน นอกจากนี้อยากเชิญชวนให้นายกฯ ไปเยี่ยมชมห้องสมุดที่ใดก็ได้ในประเทศไทยเพื่อดูการทำงานของบรรณารักษ์
ก่อนหน้านี้เมื่อ 19 ส.ค. สมาคมห้องสมุดฯ ได้เปิดให้ร่วมลงชื่อออนไลน์ "ขอให้ทบทวน" หรือ "ยกเลิกแนวทาง" การทยอยยุบตำแหน่งบรรณารักษ์และเจ้าหน้าที่ห้องสมุด ซึ่งปรากฏว่ามีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนกว่า 2,166 คน (ข้อมูล ณ 23 ส.ค.)
นอกจากนี้ยังมีสมาคมวิชาชีพระดับนานาชาติ อาทิ สมาคมห้องสมุดอเมริกัน (American Library Association - ALA) ซึ่งเป็นสมาคมวิชาชีพห้องสมุดที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในโลก และสมาคมนานาชาติวิชาชีพบรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียน (International Association of School Librarianship – IASL) ส่งหนังสือสนับสนุนสมาคมห้องสมุดฯ ในการเสนอให้รัฐบาลทบทวนการยุบเลิกตำแหน่งบรรณารักษ์ด้วย
"ไม่มีประเทศใดในโลกทำเช่นนี้ (ยุบเลิกตำแหน่งบรรณารักษ์) มีแต่ต้องยกระดับวิชาชีพ สิ่งที่เกิดขึ้นจะถือว่าไทยเป็นประเทศแรก และเป็นเรื่องที่วงการห้องสมุดทั่วโลกกำลังจับตามอง" ศ.ดร.น้ำทิพย์กล่าววันนี้ (24 ส.ค.) ขณะยื่นหนังสือถึงผู้นำรัฐบาลผ่านตัวแทนรับเรื่อง
ด้านนายสมพาส นิลพันธ์ ที่ปรึกษา สปน. เป็นตัวแทนรับหนังสือจากผู้ประกอบวิชาชีพบรรณารักษ์ โดยกล่าวว่า ได้เรียนให้นายอนุทินทราบเบื้องต้นแล้วว่าจะมีบรรณารักษ์มายื่นหนังสือ นายกฯ จึงมอบหมายให้เป็นตัวแทนมารับฟังเหตุผลความจำเป็น แล้วเสนอข้อมูลให้นายกฯ ทราบต่อไป ทั้งนี้ยืนยันว่า "พร้อมรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย ไม่ใช่ว่ามีมติ ครม. แล้วจะต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไป"
บรรณารักษ์ในภาคราชการ เขาทำงานกันที่ไหน
ข้อมูลจากสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ และ Online Computer Library Center (OCLC) ระบุว่า ไทยมีห้องสมุดอยู่ 34,751 แห่ง อาทิ ห้องสมุดประชาชน 924 แห่ง, หอสมุดแห่งชาติ 17 แห่ง, ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา/ห้องสมุดมหาวิทยาลัยราว 150 แห่ง, ห้องสมุด กทม. 36 แห่ง และบ้านหนังสือในชุมชนของ กทม. 139 แห่ง, ห้องสมุดโรงเรียนทั่วประเทศกว่า 30,000 แห่ง และห้องสมุดเฉพาะ ซึ่งแต่ละแห่งต้องมีบรรณารักษ์อย่างน้อย 1 คน
เฉพาะในภาคราชการ ห้องสมุดประชาชนภายใต้สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ หรือ กสร. (เปลี่ยนชื่อจากสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน.) กระทรวงศึกษาธิการ คือตลาดแรงงานสำคัญของผู้จบการศึกษาด้านบรรณารักษ์ เพราะกระจายตัวอยู่ในอำเภอและจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ
ขณะที่หอสมุดแห่งชาติคือสถานที่ทำงานในฝันของนิสิต/นักศึกษาหลายคน ซึ่งบรรณารักษ์ของที่นี่จะยังคงเป็นข้าราชการต่อไป เพราะมติ ครม. ให้ยกเว้นการยุบเลิกตำแหน่งนี้ที่กรมศิลปากร
บรรณารักษ์จัดอยู่ในตำแหน่งประเภทวิชาการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ระดับ เริ่มบรรจุในระดับปฏิบัติการ เมื่อสั่งสมประสบการณ์และอายุราชการแล้ว ก็จะได้เลื่อนขึ้นสู่ระดับชำนาญการ, ชำนาญการพิเศษ, เชี่ยวชาญ, และระดับทรงคุณวุฒิ
เรียนอะไรถึงมาเป็นบรรณารักษ์
ในอดีตคนไทยอาจคุ้นชิ้นกับคำว่า "ครูบรรณารักษ์" ซึ่งอยู่ประจำห้องสมุดของโรงเรียนทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา คอยคัดสรรหนังสือดี ๆ เข้าห้องสมุด และปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้เด็ก ๆ โดยบรรณารักษ์เหล่านี้มักจบปริญญาสาขาครุศาสตรบัณฑิต (ค.บ.)
ต่อมาสถาบันอุดมศึกษาได้ปรับเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอนให้หลากหลายขึ้น ไม่ได้เน้นแค่วิชาชีพครูและทักษะการสอน หรือวิชาบรรณารักษ์ซึ่งว่าด้วยความรู้ด้านการบริหารจัดการห้องสมุดเท่านั้น แต่เพิ่มความรู้อื่น ๆ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ, สารนิเทศ, การจัดการข้อมูล, เทคโนโลยีภาษา หรือแลงเทค (Langtech), การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์, การออกแบบสร้างสรรค์สื่อดิจิทัล ฯลฯ เพื่อให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เปิดหลักสูตรบรรณารักษ์เป็นแห่งแรกในไทยเมื่อปี 2502 ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยราว 20-25 แห่งที่เปิดสอนหลักสูตรนี้ ทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก ซึ่งอยู่ในคณะอักษรศาสตร์, ศิลปศาสตร์, มนุษยศาสตร์ หรือมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเป็นบรรณารักษ์ของส่วนราชการ มักกำหนดคุณสมบัติเฉพาะให้เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ในสาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์ (LIB), บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ (LIS), บรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ (LIS), และสารสนเทศศึกษา (IS)
อนาคตอันไม่แน่นอนของ นศ. บรรณารักษ์ศาสตร์
เจ้าหน้าที่บรรณารักษ์ ซึ่งรับราชการมากว่า 20 ปี ซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อรายหนึ่ง เชื่อว่า การยุบเลิกตำแหน่งบรรณารักษ์ในส่วนราชการ จะส่งกระทบต่อการเรียนการสอนในสาขาบรรณารักษศาสตร์ เพราะเมื่อไม่มีตำแหน่งงานรองรับ คนรุ่นใหม่ก็จะสนใจเรียนสาขานี้น้อยลง และอาจนำไปสู่การยุบเลิกหรือยุบรวมหลักสูตรในที่สุด ส่วนคนที่เรียนกำลังศึกษาอยู่ในปัจจุบัน ก็จะรู้สึกถึงความไม่มั่นคงในอาชีพการงานในอนาคต
"โดยธรรมชาติของบรรณารักษ์ หากสอบได้และบรรจุที่ไหน เขาก็จะอยู่ที่นั่นไปจนเกษียณ แต่พอเปลี่ยนเป็นพนักงานราชการ ต้องประเมินผลงานเพื่อพิจารณาต่อสัญญาทุก 3 ปี มันไม่มั่นคง และสวัสดิการก็เทียบไม่ได้กับการเป็นข้าราชการ แรงจูงใจของเด็กที่เคยคิดจะรับราชการก็จะหายไป" บรรณารักษ์ชายรายนี้ ซึ่งประจำอยู่ในหอสมุดแห่งหนึ่งกล่าวกับบีบีซีไทย
บรรณารักษ์รุ่นพี่รายนี้ยังให้ความเห็นด้วยว่า ทางเลือกของนิสิตและนักศึกษาที่กำลังศึกษาในสาขาบรรณารักษศาสตร์ ณ เวลานี้อาจมี 2 ทางคือ สอบแข่งขันบรรจุที่กรมศิลปากรให้ได้ หรือไม่ก็เข้าทำงานในภาคเอกชน เช่น เป็นนักจัดการความรู้และสารสนเทศ, พนักงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR), พนักงานให้บริการข้อมูล, ผู้ดูแลเว็บไซต์, คนป้อนข้อมูลและฝึกสอนปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้เรียนรู้ ฯลฯ
บรรณารักษ์ยังจำเป็นหรือไม่ในยุคดิจิทัล
แม้ไม่ใช่ข้าราชการในองค์กรที่จะได้รับผลกระทบตามมติ ครม. แต่ในฐานะบรรณารักษ์ประจำหอสมุดกลางของจุฬาฯ อภิวัฒน์ แก้วหะวงษ์ และ รัฐธีร์ ปภัสสุรีย์โชติ อดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดผู้มีอำนาจถึงตัดสินใจยุบเลิกตำแหน่งบรรณารักษ์ในภาคราชการ และเข้าใจความสำคัญของงานบรรณารักษ์มากน้อยแค่ไหน
"ถ้ามองจากหอคอยงาช้างอาจคิดว่างานห้องสมุดมีแค่ให้บริการยืม-คืนหนังสือ ยิงบาร์โค้ดแล้วจบ ความจริงเราไม่ใช่แค่คนเอาหนังสือขึ้นชั้น แต่ได้ปรับบทบาทให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลแล้ว" รัฐธีร์กล่าวกับบีบีซีไทยและเล่าว่า บางครั้งบรรณารักษ์ก็ต้องเป็นคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ ผลิตสื่อให้ความรู้เรื่องข้อมูล เรื่องเอไอ แล้วเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย
ในอดีต บรรณารักษ์ในห้องสมุดขนาดใหญ่อาจมี 2 ลักษณะงาน นั่นคือ
- บรรณารักษ์ที่จัดหาและคัดเลือกหนังสือเข้าห้องสมุด วิเคราะห์ จำแนกหมวดหมู่หนังสือ สิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทำรายการบรรณานุกรม ดัชนี สาระสังเขป บันทึกลงฐานข้อมูลระบบห้องสมุด เพื่อจัดเก็บและให้บริการ
- บรรณารักษ์หน้างาน คอยให้คำแนะนำและตอบคำถามเกี่ยวกับข้อมูลในห้องสมุดแก่ผู้มาใช้บริการ
ทว่าเมื่อโลกเคลื่อนจากยุคแอนะล็อกเข้าสู่ยุคดิจิทัล บรรณารักษ์จึงต้องปรับตัว-เปลี่ยนเนื้องานให้สอดคล้องกับยุคสมัย แต่ยังอยู่ภายใต้บทบาทสำคัญในฐานะ "ผู้นำทางข้อมูล" โดยเปลี่ยนจากการให้ผู้รับบริการค้นหาหนังสือได้ง่ายในห้องสมุด เป็นให้ค้นหาง่ายจากการเสิร์ชคำค้นหาในห้องสมุดดิจิทัล/ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ โดยได้ "สิ่งสำคัญที่ถูกต้อง-เกี่ยวข้อง" กับพวกเขาจริง ๆ
บรรณารักษ์ในยุคดิจิทัล ต้องแปลงหนังสือ เอกสาร สื่อ และทรัพยากรสารสนเทศต่าง ๆ ให้เป็นไฟล์ดิจิทัล นำเข้าฐานข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์หรือคลังดิจิทัล หรือที่เรียกว่าการดิจิไทซ์ (Digitization) จัดการคลังสารสนเทศดิจิทัล (Digital Repository) จัดการเมทาดาตา (Metadata) จัดระบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) และจัดหมวดหมู่ข้อมูลเพื่อการสืบค้นผ่านอินเทอร์เน็ต โดยกำหนดคำค้นหา (Keyword) และกำหนดหัวเรื่อง (Subject Heading) ซึ่งเป็นคำศัพท์ควบคุม (Control Vocab) ส่วนจะใช้คำว่าอะไรขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ของบรรณารักษ์เพื่อกำหนดให้ตรงกับทรัพยากรมากที่สุด
"คำศัพท์ควบคุมเป็นสากลทั่วโลก ทั้งไทยทั้งต่างประเทศจะใช้คำตรงกันหมด ถ้าขาดคนที่มีความรู้ตรงนี้ไป ข้อมูลของไทยมันจะไม่ไปถึงโลกแล้ว มันจะหายไปเลย เพราะในแวดวงห้องสมุดมีสิ่งที่เรียกกันว่า Linked Data คือการทำให้ข้อมูลเชื่อมโยงกัน" รัฐธีร์กล่าวและว่า อีกบทบาทสำคัญของบรรณารักษ์คือการเก็บรักษาและส่งต่อความรู้ของประเทศให้คนรุ่นต่อไป เช่น หนังสือหายาก
สำหรับรัฐธีร์ บรรณารักษ์เปรียบเสมือน "สะพานเชื่อมระหว่างผู้รับบริการกับความรู้และข้อมูล"
ขณะที่อภิวัฒน์ให้นิยามบรรณารักษ์ว่าเป็น "ผู้ทำหน้าที่บริหารจัดการองค์ความรู้ขององค์กร" เขาจึงอดไม่ได้ที่จะสงสัยกับการประกาศทยอยยุบเลิกตำแหน่งบรรณารักษ์ในวงราชการ
"ในหน่วยงานนั้น ๆ ที่เดิมเคยมีห้องสมุด หรือเคยมีคนคอยบริหารจัดการข้อมูลหรือองค์ความรู้ขององค์กร ถ้าวันหนึ่งมันไม่มีแล้ว ทิศทางขององค์กร หรือการจัดการข้อมูลความรู้ในองค์กร มันจะเป็นอย่างไร" อภิวัฒน์ตั้งคำถาม
โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารท่วมท้น, มีทั้งข่าวจริง-ข่าวปลอม, และมีปัญญาประดิษฐ์ (AI) คอยสรุปข้อมูลให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในเวลาไม่กี่วินาที บรรณารักษ์ไม่เพียงเป็นผู้ช่วย "คัดกรองเสียงออนไลน์" เท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการ "สร้างเกราะป้องกัน" ในการใช้ AI ไม่ให้ผู้ใช้งานเจอข้อมูลหลอก
"คนจบไอทีทั่วไปกับจบบรรณารักษ์มีมุมมองไม่เหมือนกัน ทั้งในแง่การจัดกลุ่ม การรวบรวม และเชื่อมโยงกับมาตรฐานโลกและคลังความรู้ทั่วโลก รวมถึงสอนทักษะการเข้าใจและรู้เท่าทันดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital and AI Literacy) อันนี้เป็นเนื้องานของบรรณารักษ์ยุคใหม่" เขากล่าว
ยุบอัตรา ขรก. ส่งผลกระทบต่อเด็กไทย?
บรรณารักษ์หลายคนให้ความเห็นตรงกันว่า การยุบอัตราบรรณารักษ์ในราชการอาจเป็นการ "ทำร้ายเด็กไทย" เพราะจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อสมรรถนะการอ่านของเด็กไทย เนื่องจากบรรณารักษ์คือผู้ส่งเสริมกิจกรรมการอ่าน
ผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) ล่าสุดเมื่อปี 2565 พบว่า คะแนนของนักเรียนไทยลดลงหลายด้าน ในจำนวนนี้คือการอ่านซึ่งได้ 379 คะแนน และถือเป็นคะแนนต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไทยเข้าร่วมการประเมินครั้งแรกในปี 2543 ทั้งนี้ทักษะการอ่านของเด็กไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 64 จาก 81 ประเทศ
การประเมิน PISA ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) เพื่อประเมินนักเรียนอายุ 15 ปีในประเทศที่เข้าร่วมทุก ๆ 3 ปี
อภิวัฒน์และรัฐธีร์ซึ่งเป็นนักอ่านตัวยงตั้งแต่วัยเยาว์ และมักเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุด เห็นตรงกันว่า การอ่านเป็นพื้นฐานการเรียนรู้และส่งเสริมทักษะอื่น ๆ
"ถ้าไม่อ่าน ก็อาจจะคิดไม่เป็น มองโลกไม่กว้างเท่ากับคนที่อ่านหนังสือเยอะ การอ่านเป็นจุดเล็ก ๆ ที่ส่งเสริมทักษะอื่น ๆ ทำให้เราเกิดความสงสัย ตั้งคำถามแล้วค้นคว้าหาคำตอบ, ทำให้เกิดสุนทรียภาพและจินตนาการ, และได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ" รัฐธีร์บอก
ขณะที่อภิวัฒน์บอกว่า การอ่านหนังสือเปรียบเสมือนการเข้าไปสำรวจแนวคิดของคน ๆ หนึ่งผ่านตัวอักษร มีการประมวล กลั่นกรอง แล้วเกิดกระบวนการคิดของเรา
สำหรับ 2 บรรณารักษ์ที่อยู่ในวิชาชีพนี้มา 8 ปี ห้องสมุดจึงไม่ใช่เพียงที่เก็บหนังสือ หากแต่เป็น "ศูนย์การเรียนรู้" พื้นที่จัดกิจกรรม ส่งเสริมการใช้ทรัพยากร และเกิดเป็นประสบการณ์การใช้งานของผู้รับบริการแต่ละคนที่แตกต่างกันไป
เสียงจากสมาคมห้องสมุดฯ
แม้เห็นด้วยกับหลักการการปฏิรูประบบราชการ แต่สมาคมห้องสมุดฯ ไม่เห็นด้วยกับการยุบตำแหน่งวิชาชีพเฉพาะที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ การยุบตำแหน่งนี้จึงไม่ต่างจากการยุบตำแหน่งแพทย์หรือพยาบาลในโรงพยาบาล เพราะบรรณารักษ์เป็นงานวิชาชีพเฉพาะที่ไม่ใช่ใครก็สามารถทำแทนได้
นายกสมาคมห้องสมุดฯ ชี้ว่า อัตรากำลังของบรรณารักษ์ในระบบราชการมีจำนวนเพียงเล็กน้อย ไม่ได้สร้างภาระงบประมาณ จนทำให้รัฐประหยัดงบได้มหาศาล ดังนั้น "การตัดวิชาชีพเล็ก ๆ ที่มีความสำคัญต่อการจัดการข้อมูลและการพัฒนาประเทศ จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล"
สมาคมห้องสมุดฯ ได้ร่วมมือกับสถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) และสำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการจัดทำ "มาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ อาชีพบรรณารักษ์และสารสนเทศ" ตามนโยบาย หลักเกณฑ์ และขั้นตอนวิธีการของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เพื่อใช้แนวทางในการประเมินและช่วยยกระดับสมรรถะให้บรรณารักษ์เป็นมืออาชีพและเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยเริ่มนำมาตรฐานอาชีพฯ มาใช้ตั้งแต่เดือน ส.ค.
นอกจากนี้ในปี 2572 หอสมุดแห่งชาติและสมาคมห้องสมุดฯ ได้เตรียมความพร้อมเพื่อเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมทางวิชาการนานาชาติว่าด้วยสมาคมและสถาบันห้องสมุด (The IFLA World Library and Information Congress 2029 - IFLA WLIC 2029) ที่กรุงเทพฯ ในรอบ 30 ปี หลังจากไทยเคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนี้เมื่อปี 2542 (ค.ศ. 1999)
ศ.ดร.น้ำทิพย์บอกว่า ขณะนี้ไทยผ่านมาถึงขั้นตอนที่ 3 แล้ว โดยตัวแทนสหพันธ์ระหว่างประเทศว่าด้วยสมาคมและสถาบันห้องสมุด (IFLA) จะเดินทางมาดูเยี่ยมชมพื้นที่จัดงานของไทยในเดือน พ.ย. ก่อนประกาศผลการตัดสินใจ หากภาครัฐมีมาตรการยุบตำแหน่งบรรณารักษ์ ย่อมส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และการยอมรับของประเทศไทยในระดับนานาชาติ
แนวทางปฏิรูประบบจัดการกำลังคนภาครัฐของรัฐบาล "อนุทิน"
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นทั้งประธานกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) และประธานกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ให้เหตุผลในการที่รัฐบาลต้องปฏิรูปด้านกำลังคนและโครงสร้างว่า เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา เนื่องจากสถานการณ์ทางด้านการเงินการคลังในปัจจุบัน งบประมาณประเทศ 73% ของงบประมาณแผ่นดินวงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ถูกใช้ไปในรายจ่ายประจำ ทำให้เหลืองบประมาณสำหรับการลงทุนและพัฒนาประเทศในสัดส่วนที่จำกัด
ในส่วนของการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ จะอยู่ภายใต้ 4 มาตรการหลัก ได้แก่ ตรึงอัตรากำลัง โดยกำหนดให้จำนวนบุคลากรที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นเพดานอัตรากำลังสูงสุด (Ceiling), ยุบเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ทั้งในประเภทวิชาการและประเภททั่วไป โดยไม่กระทบต่อผู้ที่ครองตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน, ยุบเลิกสายงานที่ไม่มีความจำเป็นต้องมีบุคลากรจำนวนมาก, และปรับโครงสร้างและภารกิจของหน่วยงานให้ทันสมัย
สำหรับตำแหน่งที่จะให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ.กระทรวง)เริ่มยุบอัตราว่างจากการเกษียณตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 นอกจากบรรณรักษ์ ยังมีอีก 10 สายงาน ประกอบด้วย 1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง) 2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ 3) เจ้าพนักงานสื่อสาร 4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา 5) เจ้าพนักงานห้องสมุด 6) นายช่างขุดลอก 7) นายช่างพิมพ์ 8) นายช่างภาพ 9) นายช่างศิลป์ และ 10) ผู้ประกาศและรายงานข่าว โดยตั้งเป้าหมายลดกรอบตำแหน่งลงอย่างน้อย 15% ภายในปีงบประมาณ 2575
หากถามว่าทำไมต้องเป็น 11 สายงานนี้ที่จะถูกยุบเลิกไป แหล่งข่าวจาก ก.พ. เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าได้พิจารณาจาก 2 ปัจจัยหลัก นั่นคือ เป็นงานที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัยทั้งบริบทสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป และเป็นงานที่สามารถจ้างบุคคลภายนอก (outsourcing) มาทำแทนได้และประหยัดงบประมาณมากกว่าการบรรจุข้าราชการ